เดือนกรกฎาคม 2568 มีคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองเพิ่มขึ้น 4 คดี ได้แก่ คดีมาตรา 112 จำนวน 1 คดี, คดีข้อหา พ.ร.บ.ชุมนุมฯ 1 คดี, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 1 คดี ซึ่งมีการแยกฟ้องใหม่ และคดีข้อหาเกี่ยวกับวัตถุระเบิดจากการชุมนุมปี 2564 อีก 1 คดี
สำหรับคดีมาตรา 112 ที่ศาลมีคำพิพากษาในเดือนที่ผ่านมา มีอย่างน้อย 6 คดี โดยทุกคดีพิพากษาว่ามีความผิด และไม่รอลงอาญา แต่จำเลยทุกคดีได้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา และยังมีคำพิพากษาคดีชุมนุมอีก 1 คดีในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ ทำให้ในเดือนที่ผ่านมา ไม่มีผู้ต้องขังทางการเมืองเพิ่มขึ้น
สำหรับคดีที่อัยการมีคำสั่งฟ้อง มีอย่างน้อย 5 คดี ได้แก่ คดีมาตรา 112 จำนวน 3 คดี, คดีดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ 1 คดี และคดีจากเหตุชุมนุมทะลุแก๊ซอีก 1 คดี คดีดังกล่าวจะถูกพิจารณาในชั้นศาลต่อไป
นอกจากนั้นแล้วในเดือนที่ผ่านมามีสถานการณ์กรณีของ “ฟ้า” สุธินี จำเลยในคดีมาตรา 112 ได้ยื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปศึกษาต่อ ตามที่ได้รับทุนการศึกษา Erasmus แต่พบว่าศาลยังคงยกคำร้อง ไม่อนุญาตให้เดินทางไปศึกษาต่อ
ขณะเดียวกันที่สภาฯ มีวาระพิจารณาร่างกฎหมายนิรโทษกรรม โดยมีมติไม่เห็นชอบร่างของภาคประชาชนและของพรรคก้าวไกล (เดิม) ในขณะที่รับหลักการ 3 ฉบับ ซึ่งไม่ครอบคลุมทุกปัญหาและทุกช่วงเวลาของความขัดแย้ง การนิรโทษกรรมอย่างเลือกปฏิบัติโดยละทิ้งการแก้ไขปัญหาคดีมาตรา 112 และคดีอื่น ๆ จะไม่นำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้ง แต่กลับทำให้มีรอยร้าว ปัญหาถูกสะสม และอาจรุนแรงมากยิ่งขึ้น
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 31 ก.ค. 2568 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไปแล้วอย่างน้อย 1,982 คน ในจำนวน 1,334 คดี เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในช่วงเดือนมิถุนายน 2568 แล้ว มีจำนวนคดีเพิ่มขึ้น 3 คดี
หากนับจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีซ้ำในหลายคดี โดยไม่หักออก แต่นำจำนวนมาเรียงต่อกันแล้ว จะพบว่ามีจำนวนการถูกดำเนินคดีไปอย่างน้อย 4,058 ครั้ง
สำหรับสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่
1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 282 คน ในจำนวน 315 คดี (จำนวนนี้อย่างน้อย 168 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ)
2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 156 คน ในจำนวน 56 คดี
3. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 676 คดี
4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 197 คน ในจำนวน 109 คดี
5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 214 คน ในจำนวน 238 คดี
6. ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 45 คน ใน 27 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี
จากจำนวนคดี 1,334 คดีดังกล่าวมีจำนวน 730 คดี ที่สิ้นสุดไปแล้ว (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว)

.
แนวโน้มการดำเนินคดีในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มีสถานการณ์สำคัญดังต่อไปนี้
ถูกแจ้งข้อหา พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เหตุประท้วงมินอ่องหล่าย ด้านคดีชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช สั่งฟ้องใหม่ – ให้ใส่ EM เหมือนเดิม
ในเดือนที่ผ่านมา มีคดีเพิ่มขึ้นทั้งหมด 4 คดี ได้แก่ คดีมาตรา 112 จำนวน 1 คดี, คดีข้อหา พ.ร.บ.ชุมนุมฯ 1 คดี, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ 1 คดี, และคดีข้อหาเกี่ยวกับวัตถุระเบิดจากการชุมนุมปี 2564 อีก 1 คดี
สำหรับคดีข้อหา พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เกิดจากกรณีชุมนุมหน้าสถานทูตเมียนมาเพื่อประท้วง พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำคณะรัฐประหารเมียนมา กรณีที่มาร่วมประชุม BIMSTEC ในประเทศไทย เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2568 โดยมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นนักกิจกรรม 1 คน ถูกพนักงานสอบสวน สน.ยานนาวา ออกหนังสือแจ้งข้อกล่าวหากระทำความผิดทางพินัย ในข้อหา “จัดการชุมนุมสาธารณะ โดยมิได้แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้งก่อนเริ่มการชุมนุมไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง” ตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ
ส่วนคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นคดีจากเหตุชุมนุม #ม็อบ16สิงหาไล่ล่าทรราช ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เมื่อวันที่ 16 ส.ค. 2564 ของ “ยาใจ” ทรงพล สนธิรักษ์, นวพล ต้นงาม, พิมชนก จิระไทยานนท์ ที่อัยการสั่งฟ้องเข้ามาใหม่ เนื่องจากมีจำเลยหนึ่งราย (เจษฎาภรณ์) ให้การรับสารภาพ ทำให้ศาลสั่งจำหน่ายคดีชั่วคราวและแยกฟ้องใหม่อีกครั้ง แต่หลังฟ้องเข้ามาใหม่ ศาลอาญายังให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ในระหว่างประกันตัว เหมือนกับที่สั่งฟ้องครั้งแรก
ส่วนคดีมาตรา 112 ศูนย์ทนายฯ เพิ่มเติมข้อมูลกรณีของนิยม นพรัตน์ (เค เสื้อแดง) ที่ทราบว่าถูกแจ้งข้อหานี้ตั้งแต่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 จากกรณีที่ถูก ทรงชัย เนียมหอม ไปกล่าวหาไว้ ที่ บก.ปอท. จากเหตุแชร์ข้อความบนเฟซบุ๊กของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
สุดท้าย ในคดีข้อหาเกี่ยวกับวัตถุระเบิดจากการชุมนุมปี 2564 คือคดีของประชาชน 3 คน ที่ถูกกล่าวหาจากกรณีเหตุปาระเบิดปิงปองใส่เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน บริเวณหน้าห้างสามย่านมิตรทาวน์ ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ16มกรา64 ซึ่งศูนย์ทนายฯ นับข้อมูลเพิ่มเติมเข้ามาในเดือนที่ผ่านมา
.
.
คดี ม.112 ถูกพิพากษาว่ามีลงโทษ – ไม่รอลงอาญาทั้งหมด 6 คดี แต่ได้ประกันตัว ทำให้ไม่มีใครเข้าเรือนจำเพิ่มในเดือนที่ผ่านมา
ตลอดเดือนกรกฎาคม 2568 ศาลมีคำพิพากษาในคดีมาตรา 112 ออกมาอีกอย่างน้อย 6 คดี แบ่งเป็นคดีที่มีคำพิพากษาชั้นฎีกา 1 คดี ชั้นอุทธรณ์ 2 คดี และชั้นต้น 3 คดี มีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่ยกฟ้องข้อหามาตรา 112 (แต่ลงโทษในข้อหามาตรา 116) ส่วนคดีอื่นพิพากษาว่ามีความผิด ทุกคดีไม่ให้รอการลงโทษจำคุก แต่ทั้งหมดได้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกาคดี
สำหรับคดีที่จำเลยต่อสู้คดี ได้แก่ คดีของ “บังเอิญ” ศิลปินอิสระชาวขอนแก่นวัย 26 ปี หลังถูกกล่าวหาว่าโพสต์รูปภาพตนเองใช้มือซ้ายถือรองเท้าหันไปทางพระบรมฉายาลักษณ์ เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2566 โดยศาลอาญาเห็นว่าการโพสต์ภาพในวันเฉลิมพระชนมพรรษา แสดงให้เห็นเจตนาของจำเลยที่จะกระทำการดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ การกระทำดังกล่าวทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกไม่พอใจ และยังทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม โดยพิพากษาจำคุก 3 ปี ไม่รอลงอาญา แต่ได้รับประกันตัวระหว่างอุทธรณ์
คดีของ “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา นักกิจกรรมทางการเมืองวัย 25 ปี กรณีปราศรัยในการชุมนุมบริเวณลานอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่ เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2563 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เนื่องจากเห็นว่ามาตรา 112 ไม่ได้คุ้มครองเพียงเฉพาะกษัตริย์ที่ครองราชย์อยู่เท่านั้นและคำปราศรัยของจำเลยเป็นถ้อยคำที่ร้ายแรง ทำให้รัชกาลที่ 10 เสื่อมเสียพระเกียรติ ลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ไม่รอการลงโทษ และได้รับประกันตัวระหว่างฎีกา
คดีของอานนท์ นำภา และพริษฐิ ชิวารักษ์ กรณีปราศรัยใน #ม็อบ17พฤศจิกา63 #กูสั่งให้มึงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2563 ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องมาตรา 112 ในส่วนของพริษฐ์ เห็นว่าคำปราศรัยพูดถึงรัฐสภา ไม่ไดัเป็นการดูหมิ่นกษัตริย์
ส่วนของอานนท์ เห็นว่าคำปราศรัยพูดถึงความปลอมของการกระทำ แม้จะไม่ได้กล่าวถึงพระนามโดยตรง แต่ก็มีความหมายถึงรัชกาลที่ 10 และเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ เห็นว่าเป็นความผิดตามมาตรา 112 และลงโทษทั้งสองคนตามมาตรา 116 รวมแล้วจำคุกพริษฐ์ 4 เดือน และจำคุกอานนท์ 2 ปี 4 เดือน หากรวมโทษจำคุกของอานนท์ในทุกคดีที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาทั้งสิ้น 26 ปี 37 เดือน 20 วัน หรือประมาณ 29 ปี 1 เดือนเศษแล้ว
และคดีของ “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา- “หนึ่ง“ และ “น้ำ” (นามสมมติ) จากกรณีโพสต์ภาพถือป้ายข้อความในการชุมนุม #บ๊ายบายไดโนเสาร์ ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2563 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ให้ทั้งสามคนมีความผิดมาตรา 112 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา แต่ได้ประกันตัวระหว่างฎีกา ซึ่งก่อนหน้านี้ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาว่าเฉพาะวรรณวลีที่ผิดตามฟ้อง ส่วนอีกสองคนเคยพิพากษายกฟ้องไป
ส่วนคดีที่ให้การรับสารภาพ มี 2 คดี ได้แก่ คดีของช่างไฟวัย 30 ปี ที่ประสงค์ใช้นามสมมติว่า “ลอเฟย์สัน” กรณีคอมเมนต์ข้อความใต้โพสต์ในกลุ่มเฟซบุ๊ก “ตลาดหลวง” เมื่อปี 2564 คดีนี้ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดเหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา แต่ได้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์
และคดีของ “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล นักศึกษานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และสมาชิกกลุ่มทะลุรามวัย 26 ปี ในกรณีแชร์ข้อความเกี่ยวกับการชุมนุมประท้วง ร.10 เมื่อช่วงปี 2563 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ทำให้คดีนี้ของเขาสิ้นสุดลงทันที ขณะที่เขาถูกคุมขังมาเกือบ 1 ปี 6 เดือนแล้ว
.
ยกคำร้องอุทธรณ์ขอใช้สิทธิเยียวยา กรณี ‘สุรชัย แซ่ด่าน’ เห็นว่าไม่มีหลักฐานว่าเสียชีวิต
ในเดือนที่ผ่านมาศาลอุทธรณ์ยังมีคำวินิจฉัยในคดีของ ปราณี ด่านวัฒนานุสรณ์ ภรรยาของ “สุรชัย แซ่ด่าน” โดยก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการและคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหาย ฯ ได้ยกคำร้องไป จากนั้นปราณีได้ยื่นอุทธรณ์ จากกรณียื่นคำขอใช้สิทธิเยียวยา ในฐานะเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญาฯ ในระหว่างพยายามตามหาชะตากรรมของสุรชัย ที่เชื่อว่าถูกบังคับให้สูญหายมาตั้งแต่ปี 2561
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า พยานหลักฐานไม่ปรากฏว่าสุรชัยถึงแก่ความตาย หรือได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิตหรือร่างกายหรือจิตใจ พิพากษายกอุทธรณ์ ผลของคำวินิจฉัยดังกล่าวทำให้การใช้ช่องทางติดตามเรียกร้องการชดเชยเยียวยาให้กับกรณีของสุรชัย ตาม พ.ร.บ. นี้ ต้องสิ้นสุดลง

.
นอกจากนั้น ยังมีคำพิพากษาในคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองอีกอย่างน้อย 1 คดี ได้แก่ คดีของประชาชน 3 คน ได้แก่ อารีฟีน โสะ, ประเสริฐ ราชนิยม และอับดุลซาตาร์ บาโล ที่ถูกกล่าวหาว่าจัดและร่วมกิจกรรม “คาร์ม็อบยะลา” เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2564 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 9 ว่าจำเลยทั้งสามคนมีความผิดตามข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ให้จำคุก 2 เดือน แต่ให้รอลงอาญาไว้
สำหรับสถานการณ์ด้านผู้ต้องขังทางการเมือง ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาไม่มีผู้ต้องขังที่เข้าเรือนจำเพิ่ม ในขณะเดียวกันนั้นมีผู้ต้องขัง 1 รายที่ได้รับการปล่อยตัว คือ ‘สถาพร’ ในส่วนการยื่นประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง ก็ยังไม่มีผู้ที่ได้รับการประกันตัวออกมา
.
ศาลอาญากรุงเทพใต้ ‘ไม่อนุญาต’ ฟ้า สุธินี จำเลยคดี ม.112 ไปเรียนต่อ ป.โท หลังได้รับทุน Erasmus สาขาวรรณกรรมเด็ก
กรณีของ “ฟ้า” สุธินี (สงวนนามสกุล) จำเลยในคดีข้อหามาตรา 112 จากกรณีร่วมอ่านแถลงการณ์ในการชุมนุมที่หน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างพิจารณา โดยมีเงื่อนไข “ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรก่อนได้รับอนุญาตจากศาล”
เดือนที่ผ่านมา สุธินีได้ยื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกประเทศ หลังได้รับทุนการศึกษาระดับปริญญาโทจากทุน ‘Erasmus Mundus’ (อีราสมุส มุนดุส) สาขาวรรณกรรมเด็ก สื่อและการประกอบการทางวัฒนธรรม (CLMCE) มีกำหนดการศึกษาเป็นระยะเวลา 24 เดือน ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2568 – 15 ก.ย. 2570
แม้คำร้องจะระบุถึงความสำคัญของทุน Erasmus เรื่องคุณสมบัติของผู้ได้รับทุนจะต้องเป็นผู้มีผลการเรียนดีเยี่ยมและมีแนวโน้มประสบความสำเร็จสูงเท่านั้น และการศึกษาต่อในครั้งนี้ เป็นโอกาสในการต่อยอดความรู้และสร้างเครือข่ายระดับนานาชาติกับผู้เชี่ยวชาญในแวดวงวรรณกรรมและสื่อสำหรับเด็กจากทั่วโลกได้ และเป็นทุนให้เปล่าที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดตลอดหลักสูตรอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้อง กรณี “ฟ้า” สุธินี จะต้องรอติดตามต่อไปว่าภายหลังการยื่นคำร้องครั้งถัดไป ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศไปศึกษาต่อหรือไม่

.
อัยการฟ้องคดี ม.112 อีกอย่างน้อยสามคดี พร้อมทั้งสั่งฟ้องคดี ‘รามาตุลาการ’ ดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญเป็นคดีแรก
สำหรับคดีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องในเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา มีอย่างน้อย 5 คดี ซึ่งได้แก่คดีมาตรา 112 จำนวน 3 คดี คดีดูหมิ่นศาล 1 คดี และคดีจากเหตุชุมนุมทะลุแก๊ซอีก 1 คดี
ในข้อหามาตรา 112 คดีแรก ได้แก่ คดีของ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา จากกรณีปราศรัยในกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 โดยคดีนี้ถูกสั่งฟ้องต่อศาลอาญา
คดีที่สอง เป็นคดีของ “นัท” ธีรเมธ (สงวนนามสกุล) ประชาชนวัย 21 ปี ที่เป็น “เด็กพิเศษ” ผู้มีความบกพร่องด้านสติปัญญา เหตุจากข้อกล่าวหาว่าเผยแพร่คลิปใน TikTok มีภาพนั่งคร่อมเหนือพระบรมฉายาลักษณ์ เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2566 โดยคดีนี้มีแกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบันเป็นผู้กล่าวหา ต่อมาถูกสั่งฟ้องต่อศาลจังหวัดพัทลุง และได้ประกันตัวระหว่างพิจารณา
และคดีของ “อั๋ว” จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล และ “บอล” ชนินทร์ วงษ์ศรี กรณีชุมนุมหน้ารัฐสภา #ไปสภาไล่ขี้ข้าศักดินา เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2563 ถูกสั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญา ในข้อหามาตรา 112, มาตรา 116, มาตรา 215, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ ซึ่งทั้งสามคนได้รับประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี
ส่วนในคดีจากเหตุชุมนุม ม็อบทะลุแก๊ซ หรือ #ม็อบ6ตุลา64 บริเวณแยกดินแดง ของ พิพัฒน์ และพวกรวม 7 คน ถูกกล่าวหาจากเหตุปะทะกับเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน โดยมี คฝ. 1 นาย ได้รับบาดเจ็บ โดยถูกสั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญา ใน 4 ข้อหา เกี่ยวกับการชุมนุมมั่วสุมและต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน โดยไม่ได้สั่งฟ้องข้อหา “ซ่องโจร” ตามที่เคยถูกแจ้งข้อกล่าวหาไว้ในชั้นสอบสวน
นอกจากนั้น มีคดี “รามาตุลาการ” ของนักกิจกรรมเชียงใหม่ 3 คน กรณีถูกสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวหาในข้อหา “ร่วมกันดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา” จากเหตุการณ์ร่วมกิจกรรมแสดงความไม่เห็นด้วยต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดี 8 ปี การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บริเวณอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2565
สำหรับคดี ‘ดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ’ จากการแสดงออกทางการเมืองตั้งแต่หลังการชุมนุมของเยาวชนปลดแอกเมื่อปี 2563 เป็นต้นมา คดีนี้เป็นคดีแรกที่มีการสั่งฟ้องต่อศาล จากทั้งหมด 3 คดีที่มีการกล่าวหา ได้แก่ คดีนี้, คดีของพริษฐ์ ชิวารักษ์ (อัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีไปแล้ว) และคดีของนักศึกษาและนักกิจกรรม 6 คน (อยู่ชั้นสอบสวน)

.
ศูนย์ทนายฯ ยื่นความเห็นต่อศาลอาญา หลังศาลมีคำสั่งห้ามนำเหตุการณ์ในคดี ม.112 – คดีการเมืองไปเผยแพร่แล้ว 7 คดี ขัดต่อหลักการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย
เมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้ยื่นหนังสือต่ออธิบดีศาลอาญา เพื่อเสนอความเห็นทางกฎหมายต่อการพิจารณาคดีของศาล สืบเนื่องมาจากตั้งแต่ช่วงปลายเดือน มีนาคม 2568 พบว่าในการพิจารณาคดีของศาลอาญา ได้เริ่มมีคำสั่งในรายงานกระบวนพิจารณาในรายคดี โดยเฉพาะคดีที่เกี่ยวเนื่องกับมาตรา 112 และการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจ โดยระบุห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จนปัจจุบันพบว่ามีอย่างน้อย 7 คดีแล้ว
หนังสือดังกล่าวได้ยืนยันสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีโดยเปิดเผย (Right to Public Trial) เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม (Right to Fair Trial) กล่าวคือ ระหว่างการพิจารณาคดีไม่ว่าในข้อหาใดก็ตาม ครอบครัว ญาติ เพื่อน องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน หรือประชาชนคนทั่วไปที่สนใจอยากทราบรายละเอียดการพิจารณาคดี สามารถเข้าไปร่วมรับฟังกระบวนการพิจารณาคดีในศาลได้ การพิจารณาโดยเปิดเผยนี้จึงเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยสร้างความโปร่งใสของการใช้อำนาจตุลาการ และเพื่อรับประกันว่าจำเลยจะได้รับสิทธิในการต่อสู้คดีอย่างเท่าเทียม
.
สภาฯ ปัดตกกฎหมาย ‘นิรโทษกรรมประชาชน’ เห็นชอบนิรโทษกรรมไม่ครอบคลุมทุกความขัดแย้ง
เดือนที่ผ่านมา ยังมีเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติที่มีหลักการและเหตุผลในการนิรโทษกรรมรวม 5 ฉบับ โดยสภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบรับหลักการ 3 ฉบับ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคครูไทยเพื่อประชาชน (เดิม) และพรรคภูมิใจไทย และมีมติไม่รับหลักการ 2 ฉบับ คือ ของพรรคก้าวไกล (เดิม) และของภาคประชาชน ในนาม “เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน”
ย้อนไปเมื่อปี 2567 ภาคประชาชนอย่างน้อย 35,905 รายชื่อ ได้ร่วมเสนอกฎหมาย “นิรโทษกรรมประชาชน” เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ซึ่งร่างของภาคประชาชนยืนยันให้นิรโทษกรรม รวมคดีมาตรา 112
แต่ทว่า พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. … ที่นำมาพิจารณาเป็นหลักนั้นมีกรอบของระยะเวลาได้รับนิรโทษกรรมที่ไม่ครอบคลุมคดีที่เกิดขึ้นในปี 2566 เป็นต้นมา และไม่ครอบคลุมความผิดหลายประเภท อย่างเช่น ข้อหามาตรา 112 ทำให้มีจำนวนคดีทางการเมืองอีกมากไม่ถูกนำมาพิจารณารวม
ศูนย์ทนายฯ ยืนยันว่าหากสภาผู้แทนราษฎรต้องการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองอย่างแท้จริงนั้นต้องรวมปัญหาทุกฝ่าย ไม่เลือกปฏิบัติ การนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 นอกจากจะเป็นการบรรเทาความขัดแย้งแล้ว ยังสอดคล้องกับจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนและประชาคมโลกด้วย
นอกจากนั้นแม้กฎหมายนิรโทษกรรมดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา รัฐบาลก็อาจพิจารณาเพื่อให้เกิดสิทธิประกันตัวตามกฎหมายให้แก่ผู้ต้องขังการเมืองที่อยู่ระหว่างพิจารณาคดี และยังสามารถพูดคุยกับสำนักงานอัยการสูงสุด ให้สั่งไม่ฟ้องหรือถอนฟ้องตามมาตรา 21 พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ พ.ศ. 2553 ในคดีที่เห็นว่าการดำเนินคดีจะไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ โดยเฉพาะคดีจากการชุมนุมทางการเมืองในยุคปี 2563 ที่ยังค้างอยู่ในชั้นต่าง ๆ อีกจำนวนมาก
การนิรโทษกรรมอย่างเลือกปฏิบัติโดยละทิ้งการแก้ไขปัญหาคดีมาตรา 112 และคดีอื่น ๆ จะไม่นำไปสู่การคลี่คลายความขัดแย้ง แต่กลับจะทำให้สังคมมีรอยร้าว ปัญหาถูกสะสม และอาจรุนแรงมากยิ่งขึ้น


