วันที่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 10.00 น. ที่ศาลอาญา รัขดาฯ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 ได้ยื่นฟ้องนักกิจกรรม 3 ราย ได้แก่ “อั๋ว” จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล และ “บอล” ชนินทร์ วงษ์ศรี ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 116, มาตรา 215, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ จากกรณีการชุมนุมหน้ารัฐสภา #ไปสภาไล่ขี้ข้าศักดินา เรียกร้องให้รัฐสภาเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในทุกหมวด เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2563
.
การชุมนุมปี 63 เรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญที่สืบทอดอำนาจเผด็จการเก่าพร้อมให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ผ่านมาแล้ว 5 ปี ยังคงไม่มีการแก้ไข
ย้อนไปเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2563 “คณะประชาชนปลดแอก” และ “กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย” ได้จัดการชุมนุม #ไปสภาไล่ขี้ข้าศักดินา ที่หน้าอาคารรัฐสภา เกียกกาย ระหว่างที่มีการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยตัวแทนผู้ชุมนุมผลัดเปลี่ยนกันปราศรัย เรียกร้องให้สภาเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในทุกหมวด, การลดอำนาจ สว. และการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
จากนั้นเวลา 20.20 น. ที่ประชุมสภามีมติตั้ง กมธ.ศึกษาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไปก่อน 1 เดือน ผู้ชุมนุมแสดงความไม่พอใจและเริ่มย้ายจากบริเวณเวทีหน้ารัฐสภาไปที่แยกเกียกกาย ฝั่งถนนทหารเพื่อแสดงความไม่พอใจต่อ สว. 250 คน ที่มาจากการสืบถอดอำนาจของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และ สส.พรรครัฐบาลที่มีมติตั้ง กมธ. จนจบการชุมนุมไม่มีเหตุขัดแย้งใด
ต่อมาตำรวจ สน.บางโพ มีการออกหมายเรียกผู้ปราศรัย 5 คน ไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยนอกจากทั้งสามคน ยังมี “บิ๊ก” เกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ และทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี ที่ถูกออกหมายเรียกด้วย ซึ่งต่อมาทั้งสองคนได้ลี้ภัยทางการเมือง ทำให้เหลือผู้ถูกดำเนินคดี 3 คน
คดีนี้ ในตอนแรกเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2563 ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหา “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 เท่านั้น แต่ต่อมาวันที่ 17 ธ.ค. 2563 ได้มีการแจ้งแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในข้อหา“หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามมาตรา 112 ด้วย
อีกทั้งในวันที่ 4 ก.พ. 2564 ตำรวจยังเรียกผู้ต้องหาไปแจ้งข้อหาอื่น ๆ เพิ่มเติมอีกเป็นครั้งที่สาม ทั้งข้อหาตามมาตรา 215, พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ โดยทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อหา และยื่นคำให้การเพิ่มเติมเอาไว้
จากนั้นคดีไม่มีความเคลื่อนไหวมาเกือบสามปี จนวันที่ 19 ม.ค. 2567 ตำรวจได้ส่งสำนวนคดีนี้ให้กับอัยการ หลังจากนั้นอัยการมีการนัดฟังคำสั่งเดือนละ 1 ครั้งเรื่อยมาตลอด 1 ปีครึ่ง โดยผู้ต้องหาต้องไปรายงานตัวและรับทราบนัดด้วยตนเองเรื่อยมา จนกระทั่งอัยการมีคำสั่งฟ้องในวันนี้
.
อัยการเห็นว่าผู้จัดการชุมนุมไม่ปฏิบัติตามหน้าที่และมีการปราศรัยยุงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยโดยพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์
วันนี้ (17 ก.ค. 2568) นักกิจกรรมทั้งสามคนเดินทางมาตามนัด พร้อมกับมีประชาชนและสื่ออิสระมาติดตามให้กำลังใจ ศิกวัส บรรลุศาสตร์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นผู้เรียงฟ้องคดีนี้ โดยสรุปใจความคำฟ้อง ดังนี้
เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2563 จำเลยทั้งสาม และ ชลธิชา แจ้งเร็ว ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำการสอบสวนแยกดำเนินคดีต่างหากแล้ว พร้อมกับพวกอีก 2 คน ทั้งหมดร่วมกันเป็นแกนนำหรือเป็นผู้จัดหรือผู้ดูแลรับผิดชอบให้มีกิจกรรมการรวมกลุ่มเพื่อชุมนุมทางการเมืองในนามกลุ่มเยาวชนปลดแอก กลุ่มประชาชนปลดแอก กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย
โดยประกาศนัดหมายประชาชนทั่วไปจัดกิจกรรมชุมนุมเปิดอภิปรายไม่เอาวุฒิสภา และอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย ให้รัฐสภาลงมติรับหลักการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เปิดทางให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมาจากการเลือกตั้ง ในวันที่ 24 ก.ย. 2563 ซึ่งเป็นวันที่มีการประชุมร่วมรัฐสภาในวาระการพิจารณาญัตติเรื่อง การแก้ไขรัฐธรรมนูญและจะมีการลงมติในวันดังกล่าว
จำเลยทั้งสามกับพวก ได้บังอาจร่วมกันเข้าร่วมกิจกรรมการรวมกลุ่มเพื่อชุมนุมทางการเมือง อันเป็นการชุมนุม การทำกิจกรรม หรือ การมั่วสุมกัน ณ สถานที่ใด ๆ ที่แออัด และมีโอกาสติดต่อสัมผัสกันได้ง่ายในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค ไม่จัดให้มีมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคไวรัสโคโรนา-2019
จำเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันใช้เครื่องขยายเสียงด้วยกำลังไฟฟ้าโฆษณากล่าวคำปราศรัยแก่ประชาชนทั่วไปผู้เข้าร่วมกิจกรรมการรวมกลุ่มเพื่อชุมนุมทางการเมืองเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย และไม่ได้กระทำภายในขอบเขตการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
พ.ต.อ.สุรเดช พจนาวงษ์พานิช ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลบางโพ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่รักษาความเรียบร้อย และควบคุมสถานการณ์การจัดการชุมนุมของจำเลยทั้งสามกับพวก ได้ประกาศแจ้งให้จำเลยทั้งสามกับพวกและกลุ่มผู้ชุมนุมชุมนุมอยู่ในกรอบของกฎหมาย ให้รักษามาตรการป้องกันโรคโควิด ให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับและยุติการชุมนุม เนื่องจากมีการชุมนุมลงบนพื้นผิวการจราจรก่อให้เกิดปัญหาจราจร กีดขวางทาง เข้า-ออก รัฐสภา ประชาชนทั่วไปไม่สามารถใช้เส้นทางการจราจรได้ พร้อมมีคำสั่งให้เคลื่อนย้ายออกไปให้ขึ้นไปอยู่บนทางเท้าข้างกำแพงรั้วรัฐสภา และต้องไม่กีดขวางทาง เข้า – ออก รัฐสภา โดยให้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 30 นาที แต่จำเลยทั้งสามและพวกไม่ปฏิบัติตาม
ระหว่างการชุมนุมจำเลยทั้งสามกับพวกได้ร่วมกันกล่าวคำปราศรัยผ่านเครื่องขยายเสียงโดยมีสาระสำคัญเพื่อกดดันสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้รับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ให้มีการปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ และกระทำการจาบจ้วง หมิ่นประมาท ดูหมิ่น องค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็น หรือติชมโดยสุจริต โดยมีเจตนาบิดเบือนใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ และบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
โดยจำเลยที่ 1 (จุฑาทิพย์) ปราศรัยมีสาระสำคัญถึงความเปลี่ยนแปลงในการจัดการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมทั้งการจัดการงบประมาณเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์
จำเลยที่ 2 (ภัสราวลี) ปราศรัยมีสาระสำคัญถึงปัญหาการปิดถนนจากขบวนเสด็จ หลักการ the king can do no wrong และความฝันในการให้กษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง
จำเลยที่ 3 (ชนินทร์) ปราศรัยมีสาระสำคัญถึงปัญหาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ในหมวดที่ว่าด้วยสถาบันกษัตริย์ และปัญหาที่ประชาชนไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ได้ ทั้งที่งบประมาณมาจากภาษีประชาชน และวิพากษ์วิจารณ์การจัดสรรงบประมาณของกองทัพ
ในคำฟ้องยังได้ระบุอีกด้วยว่าหากจำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โจทก์ขอคัดค้านเนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง และเป็นคดีเกี่ยวกับความมั่นคง
หลังจากศาลประทับรับฟ้อง จำเลยทั้งสามได้ถูกคุมตัวไปขังระหว่างรอการการประกันตัวที่ห้องขังใต้ถุนศาล
ต่อมาเวลา 17.00 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งสามระหว่างพิจารณา โดยให้วางหลักประกันในวงเงินคนละ 180,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากรกองทุนราษฎรประสงค์
ศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามให้จำเลยกระทำการใด ๆ อันจะเป็นอุปสรรค หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล มิฉะนั้นศาลจะพิจารณาเพิกถอนการปล่อยชั่วคราว
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายฯ ในการชุมนุมเดียวกัน ยังมี ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือ “ลูกเกด” ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการแจ้งจัดการชุมนุม ถูกแจ้งข้อหาและต่อมาถูกสั่งฟ้องในข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และ ข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 และศาลแขวงดุสิตได้มีคำพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา โดยเห็นว่าบริเวณี่ชุมนุมเป็นสถานที่เปิดโล่ง ขณะนั้นสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ไม่รุนแรง รวมทั้งไม่ชัดเจนว่าการชุมนุมมีลักษณะมั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือไม่ โดยคดีได้สิ้นสุดไปแล้ว
