ตร.บางโพแจ้งม.116 สี่นักกิจกรรม ชุมนุม #ไปสภาไล่ขี้ข้าศักดินา กล่าวหาปราศรัยพาดพิงกษัตริย์

25 พ.ย. 63 เวลา 10.00 น. ที่สถานีตำรวจนครบาลบางโพ นักกิจกรรม 5 ราย ที่ถูกออกหมายเรียกจากกรณีการชุมนุม #ไปสภาไล่ขี้ข้าศักดินา ที่หน้ารัฐสภา เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 63 ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมาย โดยตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาแยกเป็นสองคดี ได้แก่ คดี “ยุยงปลุกปั่น” ตามมาตรา 116 และคดีตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ

ก่อนหน้านี้ แกนนำนักกิจกรรมจำนวน 6 ราย ได้แก่ ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล, ทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี, จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์, ชนินทร์ วงษ์ศรี, เกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ และชลธิชา แจ้งเร็ว ทยอยได้รับหมายเรียกจากสน.บางโพ ลงวันที่ 3 พ.ย. 63 โดยมี พ.ต.อ.สุรเดช พจนาวงษ์พานิช ผู้กำกับสน.บางโพ เป็นผู้กล่าวหา และให้ผู้ถูกออกหมายเรียกไปพบกับ ร.ต.ท.ชัชวาลย์ นิยมชาติ รองสารวัตร (สอบสวน) สน.บางโพ เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา

เหตุในการออกหมายเรียกดังกล่าว เกิดจากการชุมนุมของ “คณะประชาชนปลดแอก” ที่หน้าอาคารรัฐสภา เกียกกาย เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 63 ระหว่างที่มีการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาญัตติการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยผู้ชุมนุมมีการเรียกร้องให้สภาเปิดทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในทุกหมวด, การลดอำนาจส.ว. และการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ แต่ในวันดังกล่าว สภาได้ลงมติให้มีการตั้งกรรมาธิการศึกษาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นเวลา 1 เดือนก่อน (ดูลำดับเหตุการณ์การชุมนุมโดย MOB data Thailand)

 

ภาพการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 63

 

ในวันนี้ ผู้ถูกออกหมายเรียก 5 ราย ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหา ยกเว้น จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ซึ่งติดภารกิจ และจะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาในวันอื่นต่อไป

คณะพนักงานสอบสวน นำโดย พ.ต.ท.เทวา บุญชาเรียง สารวัตร (สอบสวน) สน.บางโพ โดยแจ้งข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกออกหมายเรียก โดยแจ้งแยกเป็นสองคดี ได้แก่

คดีแรก คดีของผู้ขึ้นกล่าวปราศรัย รวม 5 ราย ได้แก่ ภัสราวลี, ทัตเทพ, ชนินทร์, เกียรติชัย รวมทั้งจุฑาทิพย์ ที่ยังไม่ได้เดินทางมา ถูกกล่าวหาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116

เจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าทั้ง 5 คน ได้ร่วมชุมนุมสาธารณะที่หน้ารัฐสภา และได้ร่วมกันผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันขึ้นเวทีปราศรัยบนรถบรรทุก โดยใช้เครื่องขยายเสียง เพื่อเรียกร้องกดดันรัฐสภาให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ และจากการสืบสวนของ พ.ต.อ.นิวัตน์ พึ่งอุทัยศรี ผู้กำกับสืบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล 1 ซึ่งได้จัดทำบันทึกคำปราศรัยดังกล่าว พบว่ามีข้อความบางส่วนที่ใช้วาจาจาบจ้วงพระมหากษัตริย์โดยมิบังควร เพื่อให้ประชาชนผู้มาชุมนุม และประชาชนทั่วไป เกิดความรู้สึกดูหมิ่น เกลียดชังพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นประมุขแห่งรัฐ อันเป็นการล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

ทางคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนได้ถอดบันทึกคำปราศรัยของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 5 ราย พร้อมเห็นว่ามีข้อความบางส่วนที่เข้าข่ายความผิด จึงมีกล่าวหาดำเนินคดี

คดีที่สอง คดีของผู้แจ้งจัดการชุมนุม ได้แก่ ชลธิชา แจ้งเร็ว หรือ “ลูกเกด” ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการแจ้งจัดการชุมนุมเมื่อวันที่ 24 ก.ย. 63 ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ, พ.ร.บ.จราจรทางบก และการใช้เครื่องเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

ข้อกล่าวหาระบุว่าชลธิชาได้จัดให้มีการชุมนุมสาธารณะที่กีดขวางทางเข้าออกสถานที่ทำการของหน่วยงานรัฐ กล่าวคือได้จัดการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องกดดันให้รัฐสภาลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ และมี ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยไม่ได้รับอนุญาตให้จัดการชุมนุมตามที่ขออนุญาต และในการชุมนุมได้มีการใช้เครื่องขยายเสียงที่ใช้กำลังไฟฟ้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานด้วย

ทาง พ.ต.อ.สุรเดช พจนาวงษ์พานิช ผู้กำกับสน.บางโพ ในฐานะเจ้าพนักงานดูแลการชุมนุมสาธารณะ และเป็นผู้กล่าวหาในคดีนี้ ยังพบว่าการชุมนุมมีการปิดการจราจรถนนสามเสน และกีดขวางประตูทางเข้าออกรัฐสภา จึงได้ออกประกาศ สน.บางโพ เลขที่ 132/2563 ลงวันที่ 24 ก.ย. 63 แจ้งให้มีการแก้ไขการชุมนุม โดยการเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมไปอยู่บนทางเท้าข้างรั้วกำแพงรัฐสภา ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 นาที คือภายในเวลา 17.00 น. แต่ผู้ต้องหาไม่ได้แก้ไขการชุมนุมตามประกาศ และยังคงมีการจัดชุมนุมที่ฝ่าฝืนกฎหมายต่อเนื่องไปถึงเวลา 22.00 น. จึงได้เลิกการชุมนุม

 

 

หลังการแจ้งข้อกล่าวหา นักกิจกรรมทั้ง 5 คนได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาในทั้งสองคดี และจะยื่นคำให้การเพิ่มเติมเป็นหนังสือต่อไป พนักงานสอบสวนจึงได้ให้ทั้งหมดพิมพ์ลายนิ้วมือและลงบันทึกประจำวันไว้ ก่อนปล่อยตัวไปโดยไม่ต้องวางหลักทรัพย์ และยังไม่มีนัดหมายเพื่อส่งสำนวนให้อัยการ

ในส่วนของคดีแรก ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 116 ยังต้องจับตาต่อไปว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.บางโพ จะมีการกล่าวหาในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพิ่มเติมอีกหรือไม่ เนื่องจากมีการบรรยายข้อกล่าวหาในลักษณะที่มีเนื้อหาตามมาตรา 112 เอาไว้ด้วย หลังจากเริ่มมีการนำข้อกล่าวหานี้กลับมาใช้อีกครั้ง แม้จะมีการเปลี่ยนแนวทางการบังคับใช้ไปตั้งแต่ช่วงปี 2561 เป็นต้นมา