อัยการสั่งฟ้องคดี ม.112  “แอมป์” ณวรรษ เพิ่มอีกคดี กรณีปราศรัยในกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ปี 2566

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2568 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 มีคำสั่งฟ้องคดีของ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา นักกิจกรรมทางการเมือง เพิ่มอีกหนึ่งคดี ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีการปราศรัยในกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 

.

ย้อนเหตุการณ์ #ม็อบ14สิงหา66 “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ย้ำเตือนเหตุการณ์การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง

สำหรับกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” จัดขึ้นโดยกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เป็นการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และเดินขบวน หลังการเลือกตั้งปี 2566 และพรรคก้าวไกลที่ได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่งไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ทำให้เกิดความพยายามจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว จึงมีการนัดหมายแสดงพลัง เพื่อส่องความสว่างให้แก่ประชาธิปไตยในสังคมไทย โดยรวมตัวกันที่บริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ก่อนจะมีการเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณแยกราชประสงค์ เพื่อรำลึกถึงวีรชนผู้สูญเสียจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553

กิจกรรมดังกล่าวมี ‘แอมป์’ ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถบรรทุกติดตั้งเครื่องขยายเสียงด้วย ต่อมาเขาถูก อานนท์ กลิ่นแก้ว สมาชิกศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) ไปร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อให้ดำเนินคดีตามมาตรา 112 ที่ สน.ปทุมวัน ก่อนแอมป์จะเข้ารับทราบข้อหา เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2567

ข้อกล่าวหาระบุถึง คำปราศรัยบางช่วงตอนของณวรรษถึงก่อนการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 มีการพาดพิงก้าวล่วงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไปในทางที่เสื่อมเสียพระเกียรติ ผู้กล่าวหาเห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ 

ในชั้นสอบสวนแอมป์ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว พนักงานสอบสวนก็ได้ปล่อยตัวโดยไม่มีการควบคุมตัวไว้ 

.

อัยการสั่งฟ้อง บรรยายเห็นว่าเป็นการปราศรัยพาดพิงจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น หมิ่นประมาท ทำให้ปวงชนชาวไทยเสื่อมความเลื่อมใสศรัทธา

คดีนี้มี วฐาพร เอื้ออารักษ์ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 4 เป็นผู้เรียงฟ้องคดีตามข้อหามาตรา 112  ซึ่งมีสาระสำคัญของคำฟ้องสรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 เวลาประมาณ 18.33 น. จำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถบรรทุกซึ่งติดตั้งเครื่องขยายเสียงแก่ประชาชนทั่วไปที่เข้าร่วมการชุมนุม ซึ่งมีกิจกรรมว่า “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” จัดขึ้นโดยกลุ่ม “แนวร่วมธรรมศาสตร์และการเมือง” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 และหลักการตระหนักรู้เรื่องประชาธิปไตย

พนักงานอัยการฟ้องว่า คำปราศรัยของจำเลยที่กล่าวรำลึกการเสียเลือดเสียเนื้อของคนเสื้อแดงในการชุมนุมเมื่อปี 2553 โดยไม่ควรมีใครต้องถูกเข่นฆ่าเช่นนั้นอีก และมีถ้อยคำหนึ่ง ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด และเป็นการปราศรัยพาดพิงจาบจ้วง ล่วงเกิน ดูหมิ่น ใส่ความ หมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ทำให้ประชาชนชาวไทยเสื่อมความเลื่อมใสศรัทธา ไม่เคารพต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ในฐานะที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้

อัยการได้ขอให้ศาลนับโทษต่อจากคดีอื่น ๆ ของณวรรษอีก 6 คดี ที่ถูกฟ้องที่ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลจังหวัดธัญบุรี ส่วนการปล่อยตัวชั่วคราวจำเลย อัยการขอให้อยู่ในดุลยพินิจของศาล

.

หลังอัยการฟ้องคดี เมื่อวันที่ 9 ก.ค. 2568 ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่แอมป์ถูกคุมขังอยู่ เพื่ออ่านฟ้องและสอบถามคำให้การ โดยแอมป์ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ก่อนให้นัดคุ้มครองสิทธิในคดีไปเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยจำเลยยังคงยืนยันให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และได้แต่งตั้งทนายความในคดีแล้ว ศาลจึงนัดหมายตรวจพยานหลักฐานต่อไปในวันที่ 18 ส.ค. 2568 เวลา 09.00 น. 

ปัจจุบันแอมป์ยังถูกคุมขังในอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในคดีมาตรา 112 จากกรณีปราศรัยในการชุมนุม #นับ1ถึงล้านคืนอำนาจให้ประชาชน บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2564   

เขาถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 9 ธ.ค. 2567 ภายหลังจากที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้จำคุก 1 ปี 7 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ และเขาตัดสินใจไม่ฎีกาคดีต่ออีก

ทั้งนี้ จากการเข้าร่วมการชุมนุมระหว่างปี 2563 – 2565 แอมป์ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกทางการเมืองรวมแล้วทั้งสิ้น 20 คดี โดยแบ่งเป็นคดีมาตรา 112 ไปแล้วถึง 6 คดี (สิ้นสุดไปแล้ว 1 คดี ส่วนอีก 5 คดีทั้งหมดอยู่ระหว่างต่อสู้คดีในชั้นศาล

.

อ่านบันทึกเยี่ยมแอมป์ล่าสุด : “แอมป์” เล่าถึงดวงตาซ้ายที่มองเห็นเพียง 30 % และการเฝ้าคอยนิรโทษกรรมท่ามกลางเงาตุลาการภิวัฒน์

อ่านบทสัมภาษณ์คู่รักของแอมป์: รักเราข้ามกำแพงได้: เรื่องเล่าฉบับ Love Letter ของ “แอมป์” และ “โอ๋” ในห้วงแห่ง Pride Month

X