ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้คดี “ตี้ วรรณวลี กับเพื่อน” โพสต์ถือป้ายในชุมนุม เห็นว่าผิด ม.112 ทั้งสามคน จำคุก 2 ปี 8 เดือน ก่อนได้ประกันชั้นฎีกา

24 ก.ค. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีของ “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา และเพื่อน รวม 3 คน ซึ่งถูกฟ้องในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีโพสต์ภาพถือป้ายข้อความในการชุมนุม #บ๊ายบายไดโนเสาร์ ที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2563  โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ให้ทั้งสามคนมีความผิดมาตรา 112 ลงโทษจำคุกคนละ 2 ปี 8 เดือน

คดีนี้มีผู้ถูกฟ้อง ได้แก่ วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ “ตี้” นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นจำเลยที่ 1, “หนึ่ง“ (นามสมมติ) ปัจจุบันประกอบอาชีพวิศวกร โดยในช่วงเกิดเหตุยังเป็นนักศึกษา เป็นจำเลยที่ 2 และ “น้ำ” (นามสมมติ) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นจำเลยที่ 3

ทั้งสามคนเป็นเพื่อนสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่จังหวัดราชบุรี ถูกกล่าวหาจากกรณีวรรณวลีโพสต์ภาพที่ทั้งสามถือป้ายข้อความสามป้าย ซึ่งถ่ายในระหว่างการชุมนุม #บ๊ายบายไดโนเสาร์ ที่จัดขึ้นโดยกลุ่มนักเรียนเลว บริเวณสถานีบีทีเอสสยาม เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2563

คดีมี สุกิจ เดชกุล สมาชิกของกลุ่มไทยภักดีเชียงใหม่ ไปแจ้งความกล่าวหาทั้งสามคนไว้ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ ทำให้ทั้งสามต้องเดินทางไปต่อสู้คดีอย่างต่อเนื่องกว่า 4 ปีแล้ว 

.

วันที่ 10 ต.ค. 2566 ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาว่า เฉพาะวรรณวลีที่มีความผิดตามฟ้อง โดยเห็นว่าข้อความในป้ายที่วรรณวลีถือ จากการตีความของผู้กล่าวหา และนักวิชาการฝ่ายโจทก์อีกสองปาก มีความหมายสื่อถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน เป็นการดูหมิ่นถึงสถานะและพฤติการณ์ของพระมหากษัตริย์ 

ส่วนป้ายที่จำเลยอีก 2 คนถือ พยานโจทก์ต่างก็เบิกความว่าข้อความไม่ชัดเจน ไม่ได้กล่าวถึงบุคคลใด และไม่ได้สื่อถึงพระมหากษัตริย์ จึงยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 และ 3 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่

ในส่วนของวรรณวลี ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี เห็นว่าให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ก่อนให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์คดี

ในชั้นอุทธรณ์ ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา โดยในส่วนของอัยการโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลกลับคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 และ 3 ด้วย

.

วันนี้ จำเลยทั้งสามเดินทางจากกรุงเทพฯ เพื่อฟังคำพิพากษา ขณะที่มีประชาชนที่เดินทางมาจากทั้งกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เพื่อติดตามคดีอีกประมาณ 8-9 คน

ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 21 ศาลใช้เวลาการพิจารณาในคดีอื่นก่อน และให้ผู้เข้าฟังคดีนี้รออยู่หน้าห้อง จนเวลาประมาณ 10.30 น. เจ้าหน้าที่บัลลังก์จึงเรียกให้จำเลยทั้งสาม พร้อมทนายความ เข้าฟังคำพิพากษา พร้อมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจศาล 2 นาย เข้ารอในห้องพิจารณา

หลังผู้พิพากษาเปิดซองคำพิพากษา ไดัเริ่มอ่านคำพิพากษา โดยสรุประบุว่าหลังศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตรวจสำนวนและปรึกษาหารือแล้ว เห็นว่าตามวันเวลาที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 โพสต์ภาพที่จำเลยทั้งสามยืนถือป้ายข้อความตามฟ้องลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตั้งค่าเป็นสาธารณะ 

โจทก์นำสืบ มีพยานปากคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนอร์ท–เชียงใหม่ เบิกความว่าป้ายที่จำเลยที่ 2 ถือ มีถ้อยคำไม่สุภาพ และเห็นว่าสื่อความหมายถึงรัชกาลที่ 10 

ส่วนพยานปากอาจารย์ภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เบิกความว่าป้ายของจำเลยที่ 2 หมายถึงมาตรา 112 กล่าวถึงกฎหมาย ไม่ได้กล่าวถึงบุคคลใด แต่มาตรา 112 ใช้คุ้มครองพระมหากษัตริย์ ส่วนป้ายของจำเลยที่ 1 เห็นว่าสื่อถึงรัชกาลที่ 10 โดยพิจารณาจากบริบทที่ถือป้ายในการชุมนุมทางการเมือง เห็นว่าเป็นการด้อยค่าและดูหมิ่น สอดคล้องกับคำเบิกความของผู้กล่าวหา สุกิจ เดชกุล 

แสดงให้เห็นว่าวิญญูชนทั่วไปดูข้อความแล้วเห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาทดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ และมีความหมายตามฟ้อง กล่าวถึงรัชกาลที่ 10 พระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน เป็นการกระทำหยามหมิ่นพระเกียรติยศ ไม่บังควร แสดงออกในทางจาบจ้าง ล่วงเกิน ดูหมิ่น หมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และเป็นการนำเข้าข้อความอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง

แม้จำเลยที่ 1 นำสืบว่าข้อความมีความหมายอื่น หมายถึงปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) และคำว่า “ราบบบ” หมายถึงกองทัพ แต่ก็มิอาจลบล้างความหมายอันเป็นที่ปรากฏชัด และทำให้ปรากฏต่อประชาชนทั่วไปดังกล่าว เห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง

ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นว่าข้อความป้ายที่ทั้งสองถือโจมตีมาตรา 112 ตั้งคำถามในเชิงประชดประชัน และใช้ถ้อยคำหยาบคาย สื่อความหมายว่าถ้าพระมหากษัตริย์ดีจริง ไม่ต้องมีกฎหมายคุ้มครองก็ได้ ส่งเสริมให้รู้สึกต่อต้านมาตรา 112 และสถาบันพระมหากษัตริย์  และข้อความในป้ายจำเลยที่ 3 เห็นว่าเป็นคำเปรียบเปรยเชิงข่ม ลบหลู่ ไม่เคารพ 

ข้อความทั้งสามป้ายรวมกัน ย่อมสื่อความหมายถึงพระมหากษัตริย์ เป็นการใช้ถ้อยคำประชดประชัน ลบหลู่ ดูหมิ่น ก่อให้เกิดความรู้สึกลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันพระมหากษัตริย์ทางอ้อม ทั้งทั้งสามคนถือป้ายขณะมีการชุมนุมทางการเมือง ยืนเรียงกันถ่ายภาพ จำเลยที่ 2 และ 3 ย่อมเข้าใจว่าข้อความทั้งสามป้าย เป็นข้อความที่ไม่เคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ มิใช่การกระทำในความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญ 

จำเลยที่ 2 และ 3 ย่อมมีการกระทำร่วมกับจำเลยที่ 1 ทางนำสืบของจำเลยไม่สามารถหักล้างโจทก์ได้ เห็นว่าจำเลยที่ 2 และ 3 ร่วมกันกระทำผิดตามมาตรา 112 อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น ส่วนอุทธรณ์ของจำเลยข้ออื่น ๆ เป็นข้อปลีกย่อย ไม่ทำให้ผลคำวินิจฉัยเปลี่ยนไป ไม่ต้องนำมาพิจารณาอีก

ส่วนข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จำเลยที่ 1 รับว่าเป็นผู้โพสต์รูปภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 ทางนำสืบของโจทก์ยังไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าทั้งสองได้โพสต์รูปภาพดังกล่าวหรือไม่ ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการโพสต์ และไม่ได้กดไลท์หรือกดอนุญาตรับการแทค ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 และ 3 มีความผิดในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ที่ศาลชั้นต้นยกฟ้องในส่วนนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เห็นพ้องด้วย

พิพากษาว่าลงโทษจำเลยทั้งสามตามมาตรา 112 จำคุกคนละ 4 ปี จำเลยทั้งสามให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงเหลือโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน

องค์คณะผู้พิพากษาในศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้แก่ ชำนาญ อินทะศร, ปทุมาวดี พิชชาโชติ, ทัศนีย์ อังสนานนท์

.

หลังอ่านคำพิพากษาและจัดการเรื่องเอกสาร เจ้าหน้าที่ตำรวจศาลได้ควบคุมตัวทั้งสามคนลงไปห้องขังใต้ถุนศาล ขณะทนายความยื่นขอประกันตัวทั้งสามคนระหว่างฎีกา

เวลา 16.20 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งสามคน โดยส่วนของวรรณวลีให้ประกันด้วยหลักทรัพย์ 300,000 บาท ส่วนของหนึ่งและน้ำวางหลักทรัพย์คนละ 200,000 แสนบาท

รวมต้องวางหลักทรัพย์ประกันเพิ่มเติม 550,000 แสนบาท ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ (ในชั้นอุทธรณ์ ส่วนของวรรณวลีเคยวางหลักทรัพย์ไว้ 150,000 แสนบาทแล้ว)

ทั้งสามต้องต่อสู้คดีในชั้นฎีกาต่อไป

.

ย้อนอ่าน บันทึกสืบพยานคดี ม.112 “ตี้ วรรณวลี” กับเพื่อน เดินทางไกลสู้ถึงเชียงใหม่เกือบสามปี หลังถูกสมาชิกไทยภักดีกล่าวหา

X