ในวันที่ 24 ก.ค. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลจังหวัดเชียงใหม่นัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ในคดีของ “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา และเพื่อน รวม 3 คน ซึ่งถูกฟ้องในข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากกรณีโพสต์ภาพถือป้ายข้อความในการชุมนุมที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2563 คดีมีสมาชิกกลุ่มไทยภักดีในจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้ไปแจ้งความกล่าวหา โดยศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกวรรณวลี 2 ปี 8 เดือน และยกฟ้องจำเลยอีก 2 ราย
.
คดีถูกกล่าวหาทางไกล ถือป้ายในชุมนุมที่กรุงเทพฯ สมาชิกกลุ่มไทยภักดีเชียงใหม่ไปแจ้งความ
คดีนี้มีผู้ถูกฟ้อง ได้แก่ วรรณวลี ธรรมสัตยา หรือ “ตี้” นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นจำเลยที่ 1, “หนึ่ง“ (นามสมมติ) ปัจจุบันประกอบอาชีพวิศวกร โดยในช่วงเกิดเหตุยังเป็นนักศึกษา เป็นจำเลยที่ 2 และ “น้ำ” (นามสมมติ) นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นจำเลยที่ 3
ทั้งสามคนเป็นเพื่อนสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่จังหวัดราชบุรี ถูกกล่าวหาจากกรณีวรรณวลีโพสต์ภาพที่ทั้งสามถือป้ายข้อความสามป้าย ซึ่งถ่ายในระหว่างการชุมนุม #บ๊ายบายไดโนเสาร์ ที่จัดขึ้นโดยกลุ่มนักเรียนเลว บริเวณสถานีบีทีเอสสยาม เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2563
ก่อน สุกิจ เดชกุล สมาชิกของกลุ่มไทยภักดีเชียงใหม่ ได้ไปแจ้งความกล่าวหาทั้งสามคนไว้ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ ทำให้ทั้งสามต้องเดินทางไปต่อสู้คดีอย่างต่อเนื่องกว่า 4 ปีแล้ว โดยไม่ได้มีใครอาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่แต่อย่างใด
ในการต่อสู้คดีนั้น จำเลยทั้งสามคนรับว่าเป็นบุคคลที่ยืนถ่ายภาพตามข้อกล่าวหาจริง แต่ข้อความในป้ายทั้งสามไม่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 112 วรรณวลีรับว่าเป็นผู้โพสต์ภาพดังกล่าวขึ้นบนเฟซบุ๊กส่วนตัว หลังได้มีผู้สื่อข่าวขอให้ยกป้ายถ่ายรูป ซึ่งป้ายดังกล่าวนำมาจากจุดทำกิจกรรมในการชุมนุมที่เปิดให้ผู้เข้าร่วมเขียนข้อความใส่ป้ายจากลังกระดาษ ข้อความบางส่วนก็มีผู้เขียนใส่ป้ายไว้อยู่แล้ว ไม่ใช่ทั้งสามคนเป็นผู้เขียน และแต่ละป้ายก็มีความหมายไม่ชัดเจน เป็นเพียงข้อความที่เป็นมุกตลก หรือข้อความจากการ์ตูนเรื่องวันพีซ
ส่วนจำเลยที่ 2-3 นั้น ไม่ได้ร่วมกันนำเข้าโพสต์ดังกล่าวสู่ระบบคอมพิวเตอร์ตามที่โจทก์ฟ้อง เพียงแต่ถูกจำเลยที่ 1 แท็กชื่อไว้เท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโพสต์ ในส่วนที่เกิดเหตุตามภาพถ่ายยังเกิดขึ้นในกรุงเทพฯ ไม่ใช่จังหวัดเชียงใหม่ การกล่าวหาในคดีนี้มีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง
.
.
ศาลชั้นต้นเห็นว่าเฉพาะป้ายของวรรณวลีมีความผิด ม.112 ลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ยกฟ้องอีกสองคน
ต่อมาวันที่ 10 ต.ค. 2566 ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิพากษาว่า เฉพาะวรรณวลีที่มีความผิดตามฟ้อง โดยเห็นว่าข้อความในป้ายที่วรรณวลีถือ จากการตีความของผู้กล่าวหา และนักวิชาการฝ่ายโจทก์อีกสองปาก มีความหมายสื่อถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน เป็นการดูหมิ่นถึงสถานะและพฤติการณ์ของพระมหากษัตริย์ แม้จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าข้อความสื่อถึงทหารและปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) แต่ก็เป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ และยังเห็นว่าหลังจากโพสต์ข้อความคดีนี้ จำเลยยังได้ขึ้นปราศรัยในการชุมนุมหน้าสำนักงานใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ มีการกล่าวข้อความเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ด้วย
ส่วนป้ายที่จำเลยอีก 2 คน ถือ พยานโจทก์ต่างก็เบิกความว่าข้อความไม่ชัดเจน ไม่ได้กล่าวถึงบุคคลใด และไม่ได้สื่อถึงพระมหากษัตริย์ ไม่มีพยานหลักฐานว่าจำเลยที่ 2 และ 3 เป็นผู้เขียน และเมื่อจำเลยที่ 1 โพสต์ภาพ พร้อมแท็กจำเลยทั้งสองไป จำเลยทั้งสองก็ไม่ได้กดยอมรับ หรือกดไลท์ กดแชร์โพสต์ดังกล่าว จึงยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 และ 3 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ยกฟ้องในส่วนของจำเลยทั้งสองนี้
ในส่วนของวรรณวลี ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 4 ปี เห็นว่าให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสาม เหลือโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ก่อนให้ประกันตัวในระหว่างอุทธรณ์คดี
.
วรรณวลีอุทธรณ์ สู้การตีความป้ายไม่ได้ชัดเจนแน่นอน บางส่วนเป็นข้อความในการ์ตูนวันพีซ – ขณะอัยการก็อุทธรณ์ส่วนของจำเลยอีกสองคน
ในชั้นอุทธรณ์ ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา โดยในส่วนของอัยการโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลกลับคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 และ 3 ด้วย
ส่วนของวรรณวลี ได้อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยสรุปโต้แย้งการรับฟังพยานโจทก์ทั้งหมดที่ล้วนเป็นพยานบอกเล่า ไม่มีประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ ทั้งผู้กล่าวหายังเป็นกลุ่มการเมืองที่เคลื่อนไหวต่อต้านการชุมนุมที่มีความเห็นต่างจากตน โดยมีอคติเหมารวม จึงควรรับฟังว่าผู้กล่าวหามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย นอกจากนั้นโจทก์ยังไม่นำพยานนักวิชาการด้านนิติศาสตร์ที่เคยให้การในชั้นสอบสวน ที่เห็นว่าข้อความในป้ายทั้งหมดไม่ได้เจาะจงว่าหมายถึงพระมหากษัตริย์ เข้ามาเบิกความในชั้นศาล ย่อมมีพิรุธสงสัยว่าโจทก์มุ่งหวังผลร้ายแก่จำเลยทั้งสาม
วรรณวลียืนยันว่าลักษณะที่โพสต์ข้อความตามที่ถูกกล่าวหา เป็นการตอบโต้กลุ่มบุคคลที่มีความเห็นต่างทางการเมือง ที่กล่าวหาว่า “มีสายตาล้มล้างสถาบัน” แต่ข้อความเป็นการล้อเล่นให้เป็นที่ขบขันในหมู่เพื่อนอายุรุ่นเดียวกัน โดยเฉพาะในหมู่ผู้อ่านการ์ตูนเรื่องวันพีซ ทั้งข้อความทั้งในแต่ละป้ายและในป้ายเดียวกัน ยังไม่ได้ต่อเนื่องเรียงกัน ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้เขียน ทั้งยังเขียนด้วยปากกาคนละสี และลายมือก็มีข้อสงสัยว่าแตกต่างกัน
ทั้งข้อความในป้าย ก็ถูกตีความจากพยานโจทก์ที่มาให้ความเห็นแตกต่างกันไป ข้อความไม่ได้มีความชัดเจนแน่นอน บุคคลแต่ละคนอาจเข้าใจต่างกันไปได้ แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญแต่ละปาก โดยศาลชั้นต้นกลับรับฟังพยานโจทก์ซึ่งมีพิรุธบกพร่องมาสรุปข้อเท็จจริง ให้ผลร้ายแก่จำเลย
การตีความให้เป็นความผิด เกิดจากความรู้สึกของผู้กล่าวหาและบุคคลที่มีอคติทางการเมืองกับจำเลย การตีความของพยานโจทก์บางปากที่เกิดขึ้น ยังเป็นการตีความข้อความไปหลายชั้น ซึ่งแต่ละชั้นก็ก่อให้เกิดข้อสงสัยถึงความไม่ชัดเจน ตั้งแต่การแปลงเสียงภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย จากภาษาไทยเชื่อมโยงกับพระนามาภิไธย ตีความอีกชั้นหนึ่งว่าเป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ และตีความให้สอดคล้องกับองค์ประกอบความผิดตามข้อกฎหมาย จึงมีข้อสงสัย วิญญูชนหรือบุคคลทั่วไปย่อมยากที่จะรับรู้ความหมายเหมือนกัน และไม่มีความชัดเจนว่าข้อความสื่อถึงองค์พระมหากษัตริย์หรือไม่
ในส่วนของโจทก์ นาตยา สาลักษณ์ พนักงานอัยการผู้เชี่ยวชาญ ปฏิบัติราชการในหน้าที่อัยการศาลสูงจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้เรียงอุทธรณ์คดี โดยขอให้ศาลกลับคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่ 2 และ 3 ว่าเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 112 โดยสรุประบุว่า การที่จำเลยทั้งสองไปเข้าร่วมและอยู่ในที่ชุมนุมซึ่งมีพฤติการณ์เคลื่อนไหวทางการเมืองและสถาบันพระมหากษัตริย์ พร้อมเจตนาร่วมกันถือป้ายกับวรรณวลี ซึ่งมีป้ายที่สื่อถึงรัชกาลที่ 10 และยืนเรียงกันถือป้ายให้ผู้อื่นถ่ายภาพ ย่อมมีเจตนาร่วมกระทำความผิด
แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้เขียนป้ายหรือตกลงนัดแนะนำกับวรรณวลีก็ตาม แต่อัยการอ้างว่าทั้งสองคนย่อมรู้และเข้าใจในข้อความที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ทั้งสองยังเป็นนักศึกษามีความรู้การศึกษา จะอ้างว่าไม่รู้ไม่เจตนาหาได้ไหม
.
สำหรับ วรรณวลี ถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 ทั้งหมด 4 คดี นอกจากคดีที่จังหวัดเชียงใหม่ ยังมีคดีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb, คดีปราศรัยในชุมนุม #ราษฎรยืนยันดันเพดาน, คดีปราศรัยใน #ม็อบ6ธันวา2563 ที่วงเวียนใหญ่ โดยในคดีหลังสุดนี้ เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนให้จำคุก 2 ปี 8 เดือน แต่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างฎีกา
.
.

