อัยการสั่งฟ้องคดี 3 นักกิจกรรมเชียงใหม่ ถูกกล่าวหา “ดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ” เหตุกิจกรรม “รามาตุลาการ” ค้านคำวินิจฉัย 8 ปีประยุทธ์

30 ก.ค. 2568 เวลา 10.00 น. ที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่มีคำสั่งฟ้องคดีของ 3 นักกิจกรรมในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ศิวัญชลี วิธญเสรีวัฒน์ หรือ “รามิล”, คุณภัทร คะชะนา และ พึ่งบุญ ใจเย็น ในคดีที่ทั้งสามคนถูกสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวหาในข้อหา “ร่วมกันดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 198 จากเหตุการณ์ร่วมกิจกรรมแสดงความไม่เห็นด้วยต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดี 8 ปี การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บริเวณอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2565

.

ตำรวจออกหมายเรียกหลังกิจกรรมผ่านไป 2 ปี กล่าวหาทำให้ศาล รธน. เสียหายต่อชื่อเสียง

คดีนี้มี ส.ต.ท.มนตรี แดงศรี เป็นผู้รับมอบอำนาจจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ไปกล่าวหาไว้ ที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ นักกิจกรรมทั้งสามคนเพิ่งได้รับหมายเรียกเมื่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2567 หลังเหตุการณ์ผ่านไป 2 ปี เศษ และได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2567 

ข้อกล่าวหาระบุเกี่ยวกับกิจกรรมที่ชื่อว่า “รามาตุลาการ” เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2565 โดยกิจกรรมได้มีการกล่าวคำปราศรัยถึงการไม่เห็นด้วยกับการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และมีการแสดงออก 3 รูปแบบ ที่ผู้กล่าวหาระบุว่าทำให้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือขององค์กร ทำลายความศรัทธาของประชาชน ได้แก่ กรณีศิวัญชลี ได้กล่าวสุนทรพจน์โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับศาล, คุณภัทรและพึ่งบุญ ถูกกล่าวหาว่าร่วมนำผ้าขาวมาแปรอักษรเป็นรูปภาพตัวหนังสือว่า “รามาตุลาการ” ซึ่งผู้กล่าวหาเห็นว่าสื่อความหมายว่าตุลาการได้ทำการข่มเหงรังแกประชาชนคนไทย และมีผู้โปรยภาพของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบนพื้นถนน โดยมีกระดาษที่มีข้อความด่าทอวางแนบคู่ 

ทั้งสามคนให้การปฏิเสธข้อหาในชั้นสอบสวน และพนักงานสอบสวนได้นัดหมายส่งสำนวนคดีให้กับอัยการจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2568 ก่อนอัยการจะนัดรายงานตัวเพื่อฟังคำสั่งรวมทั้งหมด 6 ครั้งในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา จนกระทั่งมีคำสั่งฟ้องคดีในเดือนนี้

.

.

สั่งฟ้องกล่าวหาจาก 3 พฤติการณ์ในกิจกรรม “รามาตุลาการ”

วันนี้ ทั้งสามคนเดินทางเข้ารายงานตัวที่สำนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ ก่อนเดินไปยังศาลจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อส่งตัวฟ้องคดีต่อศาล โดยทั้งสามคนต้องถูกควบคุมตัวระหว่างรอการประกันตัวในห้องขังใต้ถุนศาล

ปิยาพร นครไทยภูมิ พนักงานอัยการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นผู้เรียงฟ้องคดี โดยสรุปกล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2565 จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ กรณีศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 14/2565 เกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีผู้ถูกร้อง ไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ ด้วยการ 

  1. กล่าวปราศรัยที่บริเวณอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
  2. นำผ้าขาว มาแปรอักษร เป็นรูปภาพตัวหนังสือว่า “รามาตุลาการ” ซึ่งคำว่า รามา มีความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2544 ว่า ข่มเหง รบกวน อันแสดงความหมายได้ว่าตุลาการข่มเหงรังแก รบกวน ตุลาการได้กระทำการข่มเหงรังแกประชาชนคนไทย
  3. โปรยภาพของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบนพื้นถนน พร้อมกระดาษข้อความวางแนบคู่รูปภาพ อันเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยาม และลดคุณค่าในการพิจารณาพิพากษาของศาลหรือผู้พิพากษาในการพิจารณาหรือพิพากษาคดี

อัยการได้ขอให้ศาลริบของกลาง ซึ่งเป็นภาพถ่ายตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและกระดาษข้อความที่ตำรวจตรวจยึดเอาไว้ในวันเกิดเหตุ และขอให้บวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 คือพึ่งบุญ ต่อจากคดีอื่น ๆ ที่ก่อนหน้านี้เขาเคยถูกพิพากษาให้รอการลงโทษไว้ด้วย 

หลังจากศาลรับฟ้องไว้ และทนายความได้ยื่นขอประกันตัว เวลาประมาณ 16.30 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งสามคน โดยวางหลักทรัพย์คนละ 70,000 บาท ได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ พร้อมกำหนดวันนัดพร้อมคดีต่อไปในวันที่ 15 ก.ย. 2568 เวลา 9.00 น.

.

พบคดีดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ จากเหตุแสดงออกทางการเมือง อย่างน้อย 3 คดคดีนี้คดีแรกที่ฟ้อง

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน หลังการชุมนุมของเยาวชนปลดแอกเมื่อปี 2563 เป็นต้นมา มีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาดูหมิ่นศาล ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 198 ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี 

ในจำนวนนี้มี 3 คดี ที่มีสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ มอบอำนาจให้ มนตรี แดงศรี เป็นผู้ไปกล่าวหา ได้แก่ คดีของพริษฐ์ ชิวารักษ์ จากกรณีโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญ 2 ข้อความ ในช่วงเดือนธันวาคม 2563 โดยพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดีไปแล้ว เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ

และคดีของนักศึกษาและนักกิจกรรม 6 คน ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ ซึ่งเป็นเหตุการณ์วันเดียวกับในคดีของ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ นี้ แต่เหตุเกิดต่างสถานที่กัน จนถึงปัจจุบันคดียังอยู่ในชั้นสอบสวน ทำให้คดี “รามาตุลาการ” นี้เป็นคดีแรกที่ถูกสั่งฟ้องต่อศาล

ทั้งนี้ข้อหาดูหมิ่นศาลฯ เดิมนั้น เคยกำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท แต่อัตราโทษได้ถูกแก้ไขเพิ่มโทษขึ้น เป็นจำคุกตั้งแต่ 1-7 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยคณะรัฐประหารหลังเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ตุลาคม 2519 เช่นเดียวกับข้อหาตามมาตรา 112

ย้อนอ่าน 10 เรื่องควรรู้ว่าด้วยข้อหา “ดูหมิ่นศาล”

.

X