5 ส.ค. 2568 เวลา 9.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในคดีของ พุฒิพงศ์ สมบุญ ประชาชนวัย 28 ปี ซึ่งถูกกล่าวหาว่าได้เข้าร่วมการชุมนุมของทะลุแก๊สบริเวณดินแดง และถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อเหตุเผายางรถยนต์ 2 เส้น เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2565
คดีนี้ ‘พุฒิพงศ์’ ถูกออกหมายจับ โดยเป็นคดีของ สน.ดินแดง ก่อนเขาจะเดินทางเข้ามอบตัว เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. 2565 พร้อมกับผู้ชุมนุมทะลุแก๊สในคดีอื่น ๆ ในส่วนของพุฒิพงศ์ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 215 มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย, ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 220 ทำให้เกิดเพลิงไหม้จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น
พุฒิพงศ์ปฎิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนถูกตำรวจนำตัวไปฝากขังในชั้นสอบสวน โดยไม่ได้รับการอนุญาตให้ประกันตัว ต้องถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 48 วัน จนครบกำหนดฝากขังเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2565 จึงได้รับการปล่อยตัว เนื่องจากอัยการยังไม่มีความเห็นสั่งฟ้อง
จนเมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2565 อัยการสั่งฟ้อง โดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2565 จําเลยกับพวกอีกเกินกว่า 10 คน ได้ร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่สิบคนขึ้นไป ใช้กําลังประทุษร้ายทําร้าย ขู่เข็ญว่าจะใช้กําลังประทุษร้าย กระทําการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และร่วมกันกระทําให้เกิดเพลิงไหม้ ด้วยการเผายางรถยนต์ จํานวน 2 เส้น แม้เป็นของจําเลยเองบริเวณถนนดินแดง ซึ่งเป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้สัญจรไปมา จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น
พุฒิพงศ์ได้ยืนยันให้การปฏิเสธข้อหา และคดีมีการสืบพยานไปเมื่อช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2566 ก่อนนัดฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2566 โดยศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้องทุกข้อหา เห็นว่าโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้อย่างชี้ชัดว่าจำเลยเป็นผู้กระทำจริง ภาพที่โจทก์ชี้ว่าเป็นตัวจำเลยก็มีความไม่ชัดเจน ยากจะระบุได้ว่าเป็นตัวจำเลย พยานหลักฐานโจทก์จึงยังมีข้อสงสัยตามสมควรว่าจำเลยเป็นผู้ทำให้เกิดเพลิงไหม้หรือไม่ จึงยกประโยชน์ให้แก่จำเลย
.
ในชั้นอุทธรณ์ โจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์ในข้อหา มาตรา 215 และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันยุติตามที่ศาลชั้นต้นยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์แค่ในความผิดข้อหามาตรา 220 ฐานทำให้เกิดเพลิงไหม้จนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์สินของผู้อื่น ขอให้ศาลกลับคำพิพากษาในส่วนนี้
โดยสรุป ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า ในคดีนี้ เห็นว่าการบันทึกภาพเป็นสิ่งจำเป็นและมีความสำคัญในการจะตรวจสอบว่าผู้เข้าร่วมชุมนุมกระทำอะไรลงไป แต่ปรากฏว่าภาพที่บันทึกมีน้อยมากและไม่ชัดเจน ยากจะระบุตัว ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าบุคคลในภาพเป็นจำเลย
บุคคลในภาพเคลื่อนไหวที่โจทก์นำสืบ ซึ่งเป็นบุคคลที่นำวัตถุไปวางในรถยนต์ที่ไฟลุกไหม้นั้น สวมเสื้อยืดสีดำ กางเกงสีดำ แต่จากความไม่ชัดของภาพเคลื่อนไหวนั้น แม้พยานโจทก์จะชี้ว่าเป็นจำเลย แต่ก็ยากจะระบุตัว นอกจากนี้ตัวจำเลยเองยังได้เบิกความว่า แม้จะได้เข้าร่วมการชุมนุมในวันดังกล่าวจริง แต่ตนสวมเสื้อกล้ามสีฟ้า ไม่ใช่สวมเสื้อยืดสีดำ
เหตุการณ์ไฟไหม้ ทั้งก่อนและหลังเกิดเหตุ ล้วนเป็นเหตุการณ์สำคัญ แต่พยานโจทก์ที่อ้างตนเป็นประจักษ์พยานและเป็นเจ้าพนักงานตำรวจกลับไม่ได้มีการบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ นอกจากนี้ คำเบิกความของพยานโจทก์ที่อ้างว่าเป็นประจักษ์พยานพบเห็นจำเลยยังมีพิรุธ โดยแม้จะได้พบเห็นจำเลยที่กระทำความผิดตามที่กล่าวอ้าง แต่ก็มีได้มีการดำเนินการใด ๆ หรือติดตามเพิ่มเติม
เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบได้ว่าข้อกล่าวอ้างของจำเลยไม่เป็นความจริง และพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความน่าสงสัย จึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ยกฟ้องในฐานความผิดตามมาตรา 220
.
จากผลของคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์ หากคดีสิ้นสุดลง ทำให้พุฒิพงศ์ถูกคุมขังในช้้นสอบสวน เป็นเวลา 48 วัน ซึ่งควรจะได้รับการพิจารณาร้องขอค่าชดเชยเยียวยาจากรัฐได้ แต่จนถึงปัจจุบันตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ยังมีปัญหาการบัญญัติให้การชดเชยค่าทดแทนแก่เฉพาะการถูกคุมขังในขณะเป็น “จำเลย” ที่ศาลพิพากษายกฟ้องเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึง “ผู้ต้องหา” ที่ถูกคุมขังในระหว่างการสอบสวน รวมทั้งการบัญญัติให้คำพิพากษาต้องปรากฏว่าข้อเท็จจริงฟังเป็นอันยุติว่า จำเลยมิได้เป็นผู้กระทำความผิด
ในประเด็นดังกล่าว สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณาแก้ไขกฎหมายดังกล่าว ให้การทดแทนการถูกคุมขังรวมถึง ‘ผู้ต้องหา’ ในชั้นสอบสวน และในประเด็นอื่น ๆ โดยยังอยู่ระหว่างพิจารณาในชั้นกรรมาธิการวิสามัญ
