ในเดือนมิถุนายน 2569 มีคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกเพิ่มขึ้นจากเดือนพฤษภาคม 1 คดี ได้แก่ คดีของประชาชนชาวสระแก้วที่ถูกออกหมายเรียกจากเหตุ “อารยะขัดขืนบังคับเกณฑ์ทหาร” ทำให้ยอดผู้ถูกดำเนินคดีทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 1,347 คดี ขณะที่ยังมีอีกอย่างน้อย 589 คดีที่ยังไม่สิ้นสุด โดยอยู่ในกระบวนการชั้นต่าง ๆ
สำหรับสถานการณ์คำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตลอดเดือนมิถุนายน 2569 มีอย่างน้อย 8 คดี แบ่งออกเป็นกลุ่มหลักดังนี้
คดีมาตรา 112 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษทั้ง 2 คดี ได้แก่ คดีของ “แฟนต้า” และคดีของ “ปุ้ย” ศาลลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และทั้งสองคนได้รับประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ทั้งนี้ในกรณีของ “แฟนต้า” ได้ถอดกำไล EM แล้ว
ส่วนคดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุม จำนวน 4 คดี ศาลมีคำพิพากษาทั้งลงโทษและยกฟ้องจำเลยแตกต่างกันไป ในคดีที่ศาลพิพากษาลงโทษ ได้แก่ คดีของศักดิ์ดาและกรรภิรมย์ ในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ฯ จากการชุมนุม 11 ส.ค. 2564 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุกคนละ 2 ปี และได้รับประกันตัวชั้นฎีกา เช่นเดียวกับคดีของไพฑูรย์ ที่ถูกกล่าวหาว่ามีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 8 ปี ไม่รอลงอาญา
ถัดมาเป็นคดีที่ยกฟ้องคนและลงโทษจำเลยบางคน ได้แก่ คดีของ “ไมค์” ภาณุพงศ์ และ “รุ้ง” ปนัสยา จากเหตุชุมนุม #ม็อบ13กุมภา64 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นยกฟ้องปนัสยาฐานทำให้เสียทรัพย์ แต่พิพากษายืนภาณุพงศ์ คงจำคุก 4 เดือน ปรับ 20,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี
และคดีของ 3 นักกิจกรรมเชียงใหม่ที่ถูกฟ้องในข้อหาดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ สืบเนื่องจากกิจกรรม “รามาตุลาการ” เมื่อปี 2565 ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกศิวัญชลี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา และให้ประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ส่วนจำเลยอีกสองคนพิพากษายกฟ้อง
คดี SLAPP (ฟ้องปิดปาก) ในข้อหา “หมิ่นประมาท” สำหรับคดีที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ศาลมีคำพิพากษาในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โดยยกฟ้องทั้ง 2 คดี ได้แก่ คดีของ โกวิท โพธิสาร และคดีของ “เมยวดี” โดยศาลเห็นว่าการวิพากษ์วิจารณ์ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะและเป็นการกระทำโดยสุจริต
สถานการณ์การประกันตัว มีการยื่นประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง 5 ราย ได้แก่ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์, “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง และ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อย่างไรก็ตามศาลยังมีคำสั่งยกคำร้อง ส่งผลให้ไม่มีผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีได้รับสิทธิประกันตัวเช่นเดียวกับหลายเดือนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ มีคดีถูกสั่งฟ้องใหม่ 1 คดี ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของ “เตอร์” มกรพงษ์ ทรัพย์ประเสริฐ จากการพูดไลฟ์สดในกิจกรรม “ยืนหยุดขัง 112 นาที” เมื่อปี 2564 โดยคดีถูกสั่งฟ้องต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา
สำหรับความเคลื่อนไหวเรื่องการนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง วุฒิสภาได้ประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข วาระสองและสาม และมีมติเห็นชอบร่างดังกล่าวโดยเพิ่มเติมให้บัญญัติ “การไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ในทุกกรณี รวมถึงเยาวชน” ส่งผลให้ผู้ต้องขังคดีการเมืองส่วนใหญ่จะไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้
นอกจากนั้นแล้ว เดือนที่ผ่านมามีการเปิดตัวรายงาน “ปัญหาการดำเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง” โดย รศ.สาวตรี สุขศรี ทั้งนี้ สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้บนเว็บไซต์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2569 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไปแล้วอย่างน้อย 1,998 คน ในจำนวน 1,347 คดี
เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา มีจำนวนคดีเพิ่มขึ้น 1 คดี หลังจากไม่มีคดีเพิ่มขึ้นตลอดช่วงเดือนมีนาคม – เมษายน 2569 (นับเฉพาะคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและแสดงความเห็นทางการเมืองกรณีที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว และไม่ได้นับกรณีที่นักการเมืองฟ้องคดีหมิ่นประมาทต่อประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ)
หากนับจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีซ้ำในหลายคดี โดยไม่หักออก แต่นำจำนวนมาเรียงต่อกันแล้ว จะพบว่ามีจำนวนการถูกดำเนินคดีไปอย่างน้อย 4,077 ครั้ง
สำหรับสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่
1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 291 คน ในจำนวน 321 คดี ซึ่งในจำนวนนี้อย่างน้อย 171 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ
2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 157 คน ในจำนวน 57 คดี
3. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 678 คดี
4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 202 คน ในจำนวน 111 คดี
5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 222 คน ในจำนวน 243 คดี
6. ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 45 คน ใน 27 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี
จากจำนวนคดี 1,347 คดีดังกล่าวมีจำนวน 828 คดี ที่ถึงที่สุดแล้ว (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว) กล่าวคือมีอย่างน้อย 589 คดีที่ยังไม่สิ้นสุด และอยู่ในกระบวนการชั้นต่าง ๆ และยังคงทยอยมีนัดฟังคำพิพากษาออกมาในแต่ละเดือน

.
แนวโน้มการดำเนินคดีในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มีสถานการณ์สำคัญดังต่อไปนี้
ประชาชนชาวสระแก้วได้รับหมายเรียกเหตุ ‘อารยะขัดขืนบังคับเกณฑ์ทหาร’
อิสริยะ ไชยมนตรี ประชาชนชาวสระแก้ววัย 26 ปี ได้รับหมายเรียกผู้ต้องหาจาก สภ.วังน้ำเย็น ในข้อหา “เป็นทหารกองเกินหลีกเลี่ยงขัดขืนไม่มาตามหมายเรียกเพื่อตรวจเลือกเข้ารับราชการทหาร” จากกรณีใส่เสื้อติดป้ายข้อความ “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร” และ “หยุดละเมิดสิทธิของประชาชน” เพื่อแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการบังคับเกณฑ์ทหาร และทำการอารยะขัดขืนไม่เข้ารับการตรวจคัดเลือก ที่หน่วยคัดเลือกทหารกองเกิน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2569
ตามหมายเรียก มีนัดหมายให้เข้าไปพบพนักงานสอบสวนในวันที่ 11 มิ.ย. 2569 แต่ได้มีการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อขอเลื่อน โดยมีกำหนดเข้ารับทราบข้อหาในวันที่ 17 ก.ค. 2569 นี้ อิสริยะนับเป็นผู้ถูกดำเนินคดีจากการอารยะขัดขืนการเกณฑ์ทหารเป็นรายที่สอง ต่อจากเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล
.
พิพากษาจำคุก ม.112 “แฟนต้า-ปุ้ย” 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ได้ประกันชั้นอุทธรณ์ – แฟนต้าได้ถอดกำไล EM
ตลอดเดือนมิถุนายน 2569 ศาลมีคำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างน้อย 8 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 2 คดี และคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองอื่น ๆ อีก 4 คดี รวมถึงคดี SLAPP ที่ถูกนักการเมืองฟ้องหมิ่นประมาท 2 คดี
สำหรับคำพิพากษาคดีมาตรา 112 เป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นทั้ง 2 คดี มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
คดีของ “แฟนต้า” (นามสมมติ) ชาวอาข่าจากเชียงใหม่วัย 30 ปี จากเหตุโพสต์ภาพป้ายในการชุมนุมและข้อความในเฟซบุ๊กพร้อมใส่แฮชแท็ก เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2564 ศาลพิพากษาว่าแฟนต้ามีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา ต่อมาในวันเดียวกัน ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ พร้อมทั้งได้ถอดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือกำไล EM
คดีของ “ปุ้ย” (นามสมมติ) ประชาชนชาวกรุงเทพฯ วัย 43 ปี จากเหตุคอมเมนต์ข้อความใต้โพสต์เฟซบุ๊กในกลุ่ม “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส-ตลาดหลวง” เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2564 โดยศาลอาญาพิพากษาจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา และในวันเดียวกัน ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์
หากนับคดีมาตรา 112 ที่มีคำพิพากษาตั้งแต่ช่วงเดือนพฤศจิกายน 2563 จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2569 ศาลทยอยมีคำพิพากษาออกมาแล้วอย่างน้อย 220 คดี โดยในจำนวนนี้มีคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยเพียง 24 คดี

.
ศาลพิพากษาจำคุก ‘รามิล’ 8 เดือน ในคดีดูหมิ่นศาลรัฐธรรมนูญ ขณะที่คดีครอบครองระเบิดของ ‘ไพฑูรย์’ ศาลฎีกายืนจำคุก 8 ปี
สำหรับคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองอื่น ๆ ที่ศาลมีคำพิพากษาออกมาอย่างน้อย 4 คดี มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
คดีของ “ศักดิ์ดา” และ “กรรภิรมย์” กรณีถูกกล่าวหาว่าวางเพลิงเผารถบรรทุกพ่วงลากจูงรถยกจราจรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บริเวณแยกใต้ทางด่วนดินแดง ภายหลังการชุมนุมวันที่ 11 ส.ค. 2564 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำคุกคนละ 2 ปี ไม่รอลงอาญา เห็นว่ามีเจตนาและได้ลงมือกระทำความผิดไปจนบรรลุผลแล้ว ประกอบกับพฤติการณ์แห่งคดีมีความร้ายแรง และในวันเดียวกันศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา
คดีของ “ทูน” ไพฑูรย์ กรณีถูกฟ้องเหตุร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จากการถูกจับกุมและตรวจค้นบ้านในช่วงการชุมนุมทะลุแก๊ส เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564
คดีนี้เดิมมีจำเลย 2 คน คือ ไพฑูรย์และสุขสันต์ โดยก่อนหน้านี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องสุขสันต์ ซึ่งไม่ได้ยื่นฎีกา ทำให้คดีในส่วนของสุขสันต์ถึงที่สุดลงที่ชั้นอุทธรณ์ ขณะที่ไพฑูรย์ยื่นฎีกาต่อสู้คดี ล่าสุด ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี โดยไม่รอลงอาญา ทำให้คดีของไพฑูรย์สิ้นสุดลงเช่นกัน
คดีของ “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ข้อหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และทำให้เสียทรัพย์ จากกรณีร่วมกิจกรรม #นับ1ถึงล้านคืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งจัดบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2564 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นยกฟ้อง “รุ้ง” ปนัสยา ฐานทำให้เสียทรัพย์ แต่พิพากษายืน “ไมค์” ภาณุพงศ์ คงจำคุก 4 เดือน ปรับ 20,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่กรุงเทพมหานคร 50,000 บาท
คดีของ 3 นักกิจกรรม ได้แก่ ศิวัญชลี วิธญเสรีวัฒน์ หรือ “รามิล”, คุณภัทร คะชะนา และ พึ่งบุญ ใจเย็น ในคดีที่ถูกสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวหาในข้อหา “ร่วมกันดูหมิ่นศาล” ตามมาตรา 198 จากเหตุการณ์ร่วมทำกิจกรรม “รามาตุลาการ” แสดงความไม่เห็นด้วยต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดี 8 ปี การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่บริเวณอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2565
ศาลพิพากษาว่าเฉพาะศิวัญชลีมีความผิดจากการกล่าวบทกลอนในระหว่างกิจกรรม ลงโทษจำคุก 1 ปี ให้การเป็นประโยชน์ ลดโทษเหลือจำคุก 8 เดือน ส่วนจำเลยอีกสองคนพิพากษายกฟ้อง ต่อมาศาลจังหวัดเชียงใหม่อนุญาตให้ประกันตัวศิวัญชลีระหว่างอุทธรณ์
.
ศาลยกฟ้อง 2 คดี SLAPPs : ประชาชน – สื่อมวลชนมีสิทธิ “ตรวจสอบ-วิจารณ์” ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
สถานการณ์ “คดีฟ้องปิดปาก” (SLAPP) หรือการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน พบเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในรูปแบบของการฟ้องร้องหรือกล่าวหาประชาชนและสื่อมวลชนที่โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ ขอให้ตรวจสอบคุณสมบัติ หรือติดตามตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา โดยนักการเมืองที่มักเป็น “บ้านใหญ่” ในจังหวัดที่มีอิทธิพล
เดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มีคดีที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนให้ความช่วยเหลือ ศาลมีคำพิพากษาในชั้นไต่สวนมูลฟ้องจำนวน 2 คดี ได้แก่ คดีของ “เมยวดี” และคดีของโกวิท โดยศาลพิพากษายกฟ้องทั้งสองคดี
คดีของ โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสำนักข่าว The Isaan Record กรณีถูกสุชาติ ชมกลิ่น ฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีแชร์โพสต์ของ หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหารจากสำนักข่าวเดียวกัน เรื่องการเรียกรับสินบนในการส่งแรงงานไทยไปยังบริษัทเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์
เดือนที่ผ่านมา ศาลจังหวัดชลบุรีพิพากษายกฟ้องโจทก์ (สุชาติ) ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โดยเห็นว่าโกวิทในฐานะสื่อมวลชนมีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของสุชาติ ตลอดจนแสดงความคิดเห็นติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ และจากข้อความที่โกวิทเผยแพร่แสดงให้เห็นว่ามีแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนกับเสียหายจำนวนมาก และเป็นเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายสุชาติ แต่กระทำไปเพียงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชนเท่านั้น

เช่นเดียวกับคดีของ “เมยวดี” (นามสมมติ) นิสิตมหาวิทยาลัยบูรพา กรณีถูก รัชนี พลซื่อ ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีแชร์โพสต์ข้อความเกี่ยวกับคดีความที่ครอบครัวพลซื่อเผชิญ
เดือนที่ผ่านมา ศาลจังหวัดร้อยเอ็ดมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ (รัชนี) ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โดยเห็นว่านักการเมืองและผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ถือเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องยอมรับการวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล การที่เมยวดีแชร์ข้อความดังกล่าวก่อนการเลือกตั้งเพื่อตั้งคำถามถึงคุณสมบัติของผู้สมัคร จึงเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนทั่วไปสามารถกระทำได้ ถือเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต
.
ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2569 ประธานศาลฎีกาได้ออกคำแนะนำสกัดกั้นการฟ้องคดีปิดปาก (Anti-SLAPP) เพื่อใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบและกลั่นกรองการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาให้เป็นไปโดยสุจริตและป้องกันมิให้กระบวนการทางศาลถูกนำไปบิดเบือน หรือใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งหรือจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
คำแนะนำดังกล่าว มีสาระสำคัญในการวางแนวทางให้ศาลสามารถพิจารณาและตรวจสอบการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญาที่อาจมีลักษณะเป็นการกลั่นแกล้ง เอาเปรียบ หรือมุ่งสร้างภาระแก่คู่ความโดยไม่สมควร และยืนยันหลักการสำคัญว่ากระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ถูกนำไปใช้ในลักษณะบิดเบือนจากวัตถุประสงค์ของกฎหมาย หรือใช้เป็นเครื่องมือในการคุกคามสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการดำเนินคดีและผลคำพิพากษาในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับ SLAPP ดังกล่าว ยังคงต้องติดตามต่อไป
.

สถานการณ์ยื่นประกันตัวผู้ต้องขัง: ศาล “ยกคำร้อง” ทั้งหมด ไม่มีผู้ต้องขังได้รับสิทธิประกันตัว
ในเดือนมิถุนายน 2569 มีการยื่นประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมือง 5 ราย ได้แก่ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์, “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา, “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา, “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง และ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี อย่างไรก็ตามศาลยังมีคำสั่งยกคำร้องการประกันตัว ในเดือนที่ผ่านมาจึงยังไม่มีผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการต่อสู้คดีได้รับสิทธิประกันตัวเช่นเดียวกับหลายเดือนที่ผ่านมา
กรณี “ไผ่” จตุภัทร์ และ “ครูใหญ่” อรรถพล ทนายความได้ยื่นประกันตัวคดี ม.112 และ ม.116 จากกรณีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 6 และครั้งที่ 4 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นและยังไม่มีคำพิพากษาออกมา โดยศาลยังคงมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว แม้ในกรณีของจตุภัทร์จะเหลือหมายขังในคดีนี้คดีเดียวเท่านั้น เนื่องจากคดีอื่นที่เขามีหมายขัง ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวแล้ว
นอกจากนั้นในเดือนที่ผ่านมา ยังมีการยื่นประกันตัวอรรถพลอีก 3 คดีที่ยังมีหมายขังอยู่ ได้แก่ คดี #ม็อบ26ตุลา63 ชุมนุมที่หน้าสถานทูตเยอรมนี, คดีปราศรัยในการชุมนุมวันที่ 18 พ.ย. 2563 ที่แยกราชประสงค์, คดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” ก่อนศาลอาญากรุงเทพใต้และศาลอุทธรณ์ทยอยมีคำสั่งยกคำร้อง
กรณี “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน ครอบครัวได้ยื่นประกันตัวในระหว่างฎีกาคดี ม.110 จากเหตุถูกกล่าวหาขัดขวางขบวนเสด็จพระราชินี ช่วงการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 โดยเป็นการยื่นประกันตัวครั้งที่ 6 พบว่าศาลฎีกายังคงมีคำสั่งยกคำร้อง
กรณี “ฟ้า” พรหมศร ทนายความยื่นประกันตัวในคดี ม.112 ในระหว่างฎีกา หลังถูกคุมขังจากกรณีชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 จากการยื่นประกันตัวเป็นครั้งที่ 4 โดยเห็นว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม
และกรณี “แอมป์” ณวรรษ ผู้ต้องขังคดี ม.112 กำลังจะถูกขังครบกำหนดโทษและมีหมายปล่อยตัวในวันที่ 7 ก.ค. 2569 อีกทั้งคดีอื่นที่ถูกพิพากษาจำคุกได้รับการประกันตัวแล้ว แต่คดีที่เขายื่นขอถอนประกันตนเอง ยังไม่ได้รับประกันตัวอีก 3 คดี ซึ่งคดีทั้งหมดยังอยู่ระหว่างสืบพยาน และไม่มีคำพิพากษาออกมาแต่อย่างใด โดยทนายความอยู่ระหว่างการติดตามสถานะคดีเพื่อยื่นประกันตัวต่อไป
.

อัยการสั่งฟ้องคดี ม.112 “เตอร์” อดีตสมาชิก Korat Movement เหตุพูดไลฟ์สดเรียกร้องยกเลิก 112-ปฏิรูปสถาบันฯ ในยืนหยุดขัง ปี 64 – สั่งไม่ฟ้องนักกิจกรรม 1 ราย
ในเดือนที่ผ่านมา มีคดีถูกสั่งฟ้องใหม่ 1 คดี ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของ “เตอร์” มกรพงษ์ ทรัพย์ประเสริฐ อดีตนักกิจกรรมกลุ่ม Korat Movement วัย 27 ปี จากการพูดไลฟ์สดในกิจกรรม “ยืนหยุดขัง 112 นาที” บริเวณอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จ.นครราชสีมา เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2564 ถูกสั่งฟ้องต่อศาลจังหวัดนครราชสีมา ภายหลังศาลรับฟ้อง มกรพงษ์ได้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี พร้อมกำหนดนัดคุ้มครองสิทธิและตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 17 ส.ค. 2569
คดีนี้เดิมมีผู้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาสองราย นอกจากมกรพงษ์แล้ว ยังมี “บุ๊ค” วรัญญู คงสถิตย์ธรรม นักกิจกรรมโคราชที่ร่วมกิจกรรมในวันเดียวกัน ซึ่งเดิมให้การในฐานะพยาน ก่อนแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 เพิ่มเติมในภายหลัง อย่างไรก็ตาม พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องเฉพาะมกรพงษ์เพียงคนเดียว และมีคำสั่งไม่ฟ้องวรัญญู
.

เปิดตัวรายงาน “ปัญหาการดําเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง”
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ ศูนย์นิติศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Legal Aid Center คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวรายงาน “ปัญหาการดำเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง” โดย รศ.สาวตรี สุขศรี
รายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่า การฟ้องคดีในพื้นที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหา โดยเฉพาะในคดีมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ไม่ได้มีเหตุผลด้านประสิทธิภาพในการรวบรวมพยานหลักฐาน แต่เป็นการสร้างภาระด้านค่าใช้จ่าย เวลา และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม เพื่อมุ่งหวังผลเชิงยุทธศาสตร์ในการ “ลงโทษด้วยกระบวนการ” ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม หลักความเสมอภาคของคู่ความ และสิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการอย่างมีประสิทธิภาพ
รายงานจึงเสนอให้มีการปรับปรุงกระบวนการตั้งแต่ต้น ควบคุมการเลือกพื้นที่ดำเนินคดีอาญา ยกระดับหลักสิทธิมนุษยชนให้เป็นเกณฑ์บังคับใช้ในการพิจารณาเขตอำนาจ และสร้างกลไกป้องกันการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทยสามารถรักษาสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของรัฐกับศักดิ์ศรีและสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลได้อย่างแท้จริง
เปิดรายงาน “ปัญหาการดําเนินคดีทางไกล: สำรวจข้อกฎหมาย ผลกระทบ และข้อเสนอเพื่อการเปลี่ยนแปลง”
.

แถลงการณ์เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน: ไม่รวมคดี ม.112 นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติโดยผู้แทนประชาชน
เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569 วุฒิสภาได้ประชุมพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข วาระสองและสาม และมีมติเห็นชอบร่างดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญของการอภิปรายในประเด็นหนึ่งว่า ควรนิรโทษกรรมให้กับเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ในคดีตามมาตรา 112 ประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ แต่ผลสรุปคือ “การไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ในทุกกรณี รวมถึงเยาวชน” ทั้งนี้ขั้นตอนการผ่านร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังต้องส่งกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรว่าจะเห็นชอบตามที่วุฒิสภาแก้ไขหรือยืนยันตามร่างเดิม หรือต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่างสองสภาพิจารณาต่อ ก่อนที่จะส่งให้พระมหากษัตริย์ลงนามต่อไป
เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ซึ่งเคยเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน พ.ศ… โดยให้รวมถึงการนิรโทษกรรมในคดีตามมาตรา 112 แต่สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่รับหลักการ เครือข่ายฯ ได้เผยแพร่แถลงการณ์โดยระบุว่าการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองอย่างเลือกปฏิบัติ ไม่ใช่การเยียวยาหรือแก้ไขความขัดแย้งของสังคม ในทางตรงกันข้ามยังเป็นการตอกย้ำถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และความขัดแย้งของสังคมไทยที่ยิ่งหยั่งลึก ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์ในใจของผู้คน
ข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่าจากผู้ต้องขังคดีการเมือง 55 รายในปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 3 ก.ค. 2569) จะมีผู้ต้องขังที่อาจได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมเพียง 10 ราย โดยผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จะยังอยู่ในเรือนจำต่อไป
