ยกฟ้อง “โกวิท” ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง กรณีถูก ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ ฟ้องหมิ่นประมาท ชี้ข้อความที่แชร์เป็นเรื่องประโยชน์สาธารณะ เรียกร้องความเป็นธรรม-เป็นกระบอกเสียงให้ประชาชน 

8 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดชลบุรีนัดฟังคำสั่งในชั้นไต่สวนมูลฟ้องในคดีของ โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสำนักข่าว The Isaan Record ซึ่งถูก สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฟ้องร้องจากกรณีแชร์โพสต์ของ หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหารจากสำนักข่าวเดียวกัน  เรื่องการเรียกรับสินบนในการส่งแรงงานไทยไปยังบริษัทเก็บเบอร์รี่ในฟินแลนด์ 

ศาลยกฟ้อง โดยเห็นว่าการแชร์ข้อความของจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ มิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายโจทก์ แต่กระทำไปเพียงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชนเท่านั้น ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา 

.

ย้อนไปเมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2569 โกวิท โพธิสาร ได้รับหมายศาลที่ระบุว่าเขาถูก สุชาติ ชมกลิ่น ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 พร้อมกับเรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาท โดยระบุว่าเนื้อหาในโพสต์ของโกวิททำให้ตนได้รับความเสียหาย อับอาย และได้รับความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างร้ายแรง

ก่อนหน้าที่โกวิทจะได้รับหมายศาล ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2569 หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ก็ถูกฟ้องโดยสุชาติ ชมกลิ่น ที่ศาลอาญา ในกรุงเทพฯ จากการนำเสนอข่าวเกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์กรณีแรงงานเก็บเบอร์รี ในข้อหาเดียวกับที่โกวิทถูกกล่าวหา พร้อมกับเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ต่อมาในวันที่ 22 เม.ย. 2569 หทัยรัตน์เดินทางไปรับเอกสารถอนฟ้อง โดยระบุเหตุผลว่า “เนื่องจากโจทก์ไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยอีกต่อไป” 

โกวิทเปิดเผยกับศูนย์ทนายฯ อีกด้วยว่า สุชาติ ชมกลิ่น ได้เสนอว่าหากตนขอโทษอาจยอมถอนฟ้องคดีนี้ แต่โกวิทยืนยันว่าสิ่งที่ตนแสดงความเห็นนั้นวางอยู่บนข้อมูลและข้อเท็จจริง และยืนยันที่จะสู้คดีต่อไป ก่อนหน้านี้ศาลมีนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีในวันที่ 22 พ.ค. 2569 โดยมีพยานโจทก์เพียงปากเดียวคือ สุทัศน์ พุทธะวรรณศักดิ์ ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ 

ในนัดไต่สวนมูลฟ้อง ศาลแจ้งทนายจำเลยว่า ศาลยกคำร้องการขอออกหมายเรียกพยานเอกสาร ได้แก่ สำนวนการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และเอกสารของ ปปช. ที่เกี่ยวกับการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีที่มีการพบหลักฐานว่ามีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและผู้บริหารระดับกระทรวงแห่งหนึ่งเกี่ยวข้องขบวนการส่งแรงงานไทยเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในฟินแลนด์ เพื่อใช้ประกอบการยืนยันว่าข้อความที่จำเลยโพสต์ไม่ใช่เรื่องเท็จ โดยศาลระบุเหตุผลในการยกคำร้องว่า คดีนี้เป็นการฟ้องในความผิดหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 326 และ 328 ไม่ใช่ความผิดการนำข้อความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ศาลจะไต่สวนเพียงว่ากรณีนี้เป็นการกระทำผิดที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือไม่ โดยทนายจำเลยขอคัดค้านคำสั่งดังกล่าวต่อไป

.

ศาลพิพากษายกฟ้อง ชี้การแชร์ข้อความของจำเลยเป็นเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ กระทำไปเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและเป็นกระบอกเสียงให้กับประชาชน

8 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดชลบุรี นัดฟังคำสั่งไต่สวนมูลฟ้องในคดีนี้ ว่าคดีมีมูลให้รับฟ้องหรือไม่

ศาลเห็นว่าการที่จำเลยพิมพ์และเผยแพร่ข้อความที่ปรากฏในเฟซบุ๊กของผู้ใช้ชื่อ “หทัยรัตน์ พหลทัพ” ลงในเฟซบุ๊กของจำเลย และการที่จำเลยระบุชื่อโจทก์ในประโยคเริ่มต้นของข้อความดังกล่าว เชื่อว่าเป็นเพราะขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการชี้แจงว่าเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานกระทำโดยมิชอบตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อไขข้อสงสัยต่อประชาชนและผู้ที่ได้รับความเสียหาย 

ส่วนนายหน้าและเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานที่กระทำโดยมิชอบนั้น จำเลยก็ไม่ได้ระบุว่าเป็นการกระทำของผู้ใดโดยเฉพาะเจาะจง การที่จำเลยเผยแพร่ข้อความดังกล่าวด้วยการใช้คำสรรพนามว่า “พวกท่าน” ก็เป็นคำสรรพนามที่ใช้เรียกแทนผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในการกระทำโดยมิชอบนั้น โดยไม่ได้ยืนยันว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของโจทก์แต่เพียงผู้เดียว

ส่วนข้อความว่า “…พอ DSI เจอข้อมูลว่าคนระดับรัฐมนตรีสองคน ที่ท่านเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา…” ก็เป็นการเผยแพร่ข้อมูลในลักษณะของการรายงานข่าวว่าโจทก์จะฟ้องผู้ที่กล่าวหาโจทก์ว่ารับสินบน มิใช่เป็นการใส่ความโดยมีเจตนายืนยันว่าโจทก์เป็นผู้รับสินบน แต่เป็นการนำเสนอถึงเนื้อข่าวที่เคยปรากฎก่อนหน้านี้เท่านั้น 

ทั้งจำเลยยังนำเสนอข้อความของผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “หทัยรัตน์” ในส่วนที่ว่า “…สาเหตุที่ดิฉันโพสต์ข่าวที่เกี่ยวกับสำนักข่าว The Isaan Record เคยเผยแพร่…นั้นไม่มีเจตนาทำลายท่าน…” ก็ยิ่งชี้ให้เห็นว่าจำเลยไม่ได้ยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นผู้กระทำความผิดจริง ประกอบกับเมื่อพิจารณาข้อความทั้งหมดแล้วจะเห็นได้ว่า เจตนาของผู้เขียนและจำเลยมีเจตนาเพียงต้องการตั้งคำถามและข้อสังเกตต่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นเท่านั้น โดยมิได้มีข้อความใดที่เป็นการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นกระทำโดยมิชอบ

นอกจากนี้ โจทก์เคยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และปัจจุบันโจทก์ยังคงได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสืบเนื่องมาจากการที่โจทก์เสนอตัวต่อประชาชนให้เลือกตน อันเป็นการแสดงว่าตนเป็นคนดีมีความซื่อสัตย์สุจริตและประชาชนไว้วางใจให้เข้าไปมีส่วนร่วมบริหารกิจการแทนประชาชนได้ 

ดังนั้น จำเลยในฐานะสื่อมวลชนจึงมีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของโจทก์ ตลอดจนแสดงความคิดเห็นติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ แม้ขณะจำเลยพิมพ์และเผยแพร่ข้อความดังกล่าวโจทก์ยังไม่ถูกชี้มูลว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้นก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และจำเลยไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองมาก่อน และจากข้อความที่จำเลยเผยแพร่นั้นแสดงให้เห็นว่ามีแรงงานที่ได้รับความเดือดร้อนกับเสียหายจำนวนมาก

ประกอบกับคำเบิกความของพยานโจทก์ที่เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่าเรื่องแรงงานไทยไปเก็บเบอร์รี่ป่าตามที่จำเลยรีโพสต์นั้น เป็นเรื่องเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ จึงเชื่อว่าจำเลยมิได้มีเจตนากลั่นแกล้งหรือใส่ร้ายโจทก์ แต่จำเลยกระทำไปเพียงเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและเป็นกระบอกเสียงแทนประชาชนเท่านั้น 

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา คดีของโจทก์ไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง 

.

เหตุการณ์ในคดีนี้ ทำให้ต้องจับตาการใช้กฎหมายหมิ่นประมาท โดยนักการเมืองที่เกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งตนเองมีอิทธิพล มุ่งดำเนินการต่อนักการเมืองคู่แข่ง หรือประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์ประวัติหรือการทำงาน ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาบางส่วนต้องเดินทางไกลและมีภาระในการต่อสู้คดี ซึ่งกำลังกลายเป็นแนวโน้มที่พบเพิ่มมากขึ้น จนกระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน 

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เลือดบนผลเบอร์รี่: ‘โกวิท โพธิสาร’ นักข่าวพเนจรจากสุรินทร์ กับวันเสรีภาพสื่อในมือข้างที่ถือหมายศาล

X