หลังบ้านของเขามีบังเกอร์
ไม่ใช่เรื่องเล่าจากตำราประวัติศาสตร์ แต่เป็นสิ่งที่มารดาของ “โกวิท โพธิสาร” เล่าให้ฟังในฐานะความทรงจำจากวัยทารก ว่าต้องอุ้มเขาลงไปนอนในหลุม แล้วไกวเปลอยู่ใต้ดินเพราะปืนใหญ่จากฝั่งกัมพูชายังคงยิงอยู่
บ้านสน ตำบลสะเดา อำเภอบัวเชด จังหวัดสุรินทร์ หลุมบังเกอร์และบ้านเกิดของเขาตั้งอยู่บนจุดสามเหลี่ยมรอยต่อระหว่างสุรินทร์ ศรีสะเกษ และชายแดนกัมพูชา ที่นั่นคือพื้นที่ที่คนในประเทศส่วนใหญ่แทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่
เขาเกิดมาพร้อมเสียงปืน และโตขึ้นมาพร้อมกองหนังสือพิมพ์เก่า
กองหนังสือพิมพ์นั้น พ่อหามาจากร้านเพื่อใช้รองขี้ไหม เพราะที่บ้านเลี้ยงไหมเป็นอาชีพ ก่อนจะเอาแต่ละแผ่นไปคลี่ปูพื้นโรงเรือน โกวิทแกะออกมาอ่านทีละหน้า อ่านจนกระจุยกระจาย นั่นคือประตูบานแรกที่ทำให้เขารู้จักโลกของข่าวสาร และรู้ว่าตัวเองอยากเป็นส่วนหนึ่งของมัน
.
วันที่ 29 มีนาคม 2569 ชายคนนี้ในวัยสี่สิบต้น ๆ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งบรรณาธิการสำนักข่าว The Isaan Record ได้รับหมายศาลจังหวัดชลบุรีในคดีที่ ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ฟ้องข้อกล่าวหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาท เพียงเพราะเขาแชร์โพสต์เฟซบุ๊กของเพื่อนร่วมงานและเขียนข้อความชี้แจงเรื่องการเรียกรับสินบนในการส่งแรงงานไทยไปเก็บผลไม้ป่าในประเทศฟินแลนด์ และระบุว่า The Isaan Record ไม่ใช่สื่อท้องถิ่นหากใช้นิยามของเขตแดนการเผยแพร่ที่ไกลลิบตามอิทธิพลของอินเทอร์เน็ต
ท่ามกลางข้อสงสัยว่าข้อความที่ถูกอ้างถึงนั้น มีส่วนใดที่ทำให้รัฐมนตรีเสียหาย เพราะสิ่งที่โกวิทเขียนไม่ใช่การกล่าวหา แต่เป็นการอธิบายว่าสำนักข่าว The Isaan Record ทำงานอย่างไร และภูมิทัศน์สื่อในยุคนี้เปลี่ยนไปแล้วอย่างไร โดยในวันที่ 27 เมษายน 2569 ศาลจังหวัดชลบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้องก่อนจะมีเหตุให้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 22 พฤษภาคม 2569
วันที่ 3 พฤษภาคม วันเสรีภาพสื่อโลก (World Press Freedom Day) ในแต่ละปีวันนี้มักเต็มไปด้วยแถลงการณ์ รายงานดัชนีเสรีภาพสื่อ และวงเสวนาในมหาวิทยาลัย ปกติโกวิทอยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์ เป็นคนที่รายงานเรื่องเสรีภาพสื่อของคนอื่น แต่ปีนี้เขาเป็นตัวละครในเรื่องเสียเอง
จากบังเกอร์หลังบ้านในสุรินทร์ ผ่านกองหนังสือพิมพ์รองขี้ไหม ผ่านมหาวิทยาลัยที่ยังกองดินอยู่กลางทุ่ง ผ่านห้องข่าวโคราช งานข่าวและกองบรรณาธิการที่กรุงเทพฯ และวนกลับมาปักหลักระหว่างขอนแก่นกับกาฬสินธุ์ นี่คือเรื่องราว 20 ปีของนักข่าวพเนจรคนหนึ่ง ในวันเสรีภาพสื่อที่เขาถือหมายศาลอยู่ในมือ
.
พ่อเป็นกูย แม่เป็นขแมร์ คนไร้เสียงในหมู่คนไร้เสียง
ว่าด้วยกูยและขแมร์ในความคิดของโกวิท ทั้งสองภาษาคือภาษาของกลุ่มคนที่ไม่มีน้ำหนักอะไรในสังคมไทย กูยเป็นชนกลุ่มน้อยมาก ภาษากูยไม่มีอิทธิพลอะไร แม้จะพอเขียนชื่อตัวเองได้ แต่พ่อของเขาจัดอยู่ในกลุ่มของคนไม่ได้เรียนหนังสือ เขาเซ็นค้ำประกัน กยศ. ให้ลูกโดยไม่รู้ว่าข้อความในเอกสารคืออะไร และเช่นกันกับนิติกรรมอื่น ๆ ที่พ่อบรรจงคัดลายมือของตนลงไปอย่างเชื่องช้า เพียงเพราะมีคนบอกให้เขาเซ็น
“ถ้ามีคน tricky ใส่ข้อความลงไปอย่างไม่ซื่อสัตย์ ผมไม่รู้ว่าจะยังเหลือไร่นาเป็นมรดกของครอบครัวอยู่ไหม”
โกวิทพูดถึงพ่อของตัวเองอย่างนั้น แต่ด้วยความเข้าใจถึงสภาวะที่คนตัวเล็กตัวน้อยต้องเผชิญ เข้าใจเพราะตัวเองโตมาในสภาวะนั้น และเข้าใจเพราะเวลาไปทำข่าวเรื่องชาวเลอุรักราโว้ยที่อ่านหนังสือไม่ออก ตามเอกสารไม่ทันจนที่ดินหลุดมือ เขานึกถึงพ่อตัวเองทันที
ราวปี 2520 โกวิทเข้าใจว่าบ้านสนถูกตั้งขึ้นในช่วงที่รัฐส่งเสริมให้คนมาตั้งถิ่นฐานบริเวณชายแดน เขาจำได้ดีว่ามีป้าย “หมู่บ้านอาสาพัฒนาและป้องกันตนเอง” – อพป.” เป็นส่วนหนึ่งของชื่อหมู่บ้านหลายแห่งละแวกนั้น หลักฐานของความทรงจำคือรากเหง้าของหลายครอบครัวมาจากทุกทิศทุกทาง ทั้งร้อยเอ็ด อุบลราชธานี บุรีรัมย์ ชัยภูมิ กลายเป็นชุมชนพหุวัฒนธรรมที่พูดหลายภาษา ทั้งลาว เขมร กูย ผ่านหลายสำเนียงสลับกันไปมา มีทั้งการเป่าแคนจากคนร้อยเอ็ด และเจรียงจากคนศรีสะเกษในหมู่บ้านเดียวกัน
พื้นที่นั้นเป็นสนามประลองของความขัดแย้งที่ไม่มีวันเอ่ยชื่อให้ถูก ตั้งแต่สงครามเย็นที่ลากยาวเข้าสู่ยุคเขมรแดง ต่อด้วยการบุกของเวียดนาม สงครามกลางเมืองสามฝ่าย จนกระทั่งข้อตกลงสันติภาพปารีสปี 2534 ก็ยังไม่วายเหตุปะทะ กว่าฮุนเซนจะรวบอำนาจได้เบ็ดเสร็จในช่วงปลายทศวรรษ 2530 บ้านสนก็เข้าสู่ความสงบ ซึ่งตรงกับช่วงที่โกวิทเรียนจบชั้นประถม
เมื่อมีการปะทะ ผู้ลี้ภัยจากฝั่งกัมพูชาก็จะอพยพเข้ามาอยู่บริเวณนั้นเป็นหมื่นคน พ่อของเขาเคยไปรับคนงานจากแคมป์ผู้ลี้ภัยที่ช่องสะงำมาเกี่ยวข้าวและทำสวน จ่ายค่าแรงวันละ 50-60 บาท ทหารเดินลาดตระเวนผ่านหมู่บ้านเป็นประจำ เหมือนติดตลกแต่เป็นเรื่องจริง ทุกครั้งที่ทหารผ่านมาเป็นหน้ากระดาน ควายที่บ้านก็ตื่นวิ่งหายไป ต้องใช้เวลาครึ่งวันตามหา
ด้วยความที่บ้านอยู่ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ราว 80 กิโลเมตร โลกก่อนมหาวิทยาลัยแทบไม่เคยออกนอกพื้นที่ เข้ากรุงเทพฯ ไม่เกินสองสามครั้งเพื่อเยี่ยมญาติ สิ่งที่เปิดโลกให้เขาจึงไม่ใช่ทีวีหรือห้องสมุด แต่คือกองหนังสือพิมพ์เก่าที่พ่อหามาจากร้านเพื่อใช้รองขี้ไหม เพราะที่บ้านเลี้ยงไหมเป็นอาชีพ แต่ก่อนที่กระดาษแต่ละแผ่นจะกลายเป็นพื้นรองขี้ไหม มันก็ต้องผ่านมือเด็กคนหนึ่งที่อ่านมันจนกระจุยกระจายเสียก่อน
เด็กชายได้เห็นชื่อ ‘สุจินดา คราประยูร’ และ ‘จำลอง ศรีเมือง’ เป็นครั้งแรกผ่านเศษหนังสือพิมพ์ที่ผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 มาแล้ว 2-3 ปี อ่านข่าวในประเทศ ข่าวต่างประเทศ ข่าวกีฬา อ่านเรื่องสั้นในการ์ตูนขายหัวเราะที่แทรกอยู่กลางหน้า รู้สึกว่าภาษาที่ดูดีอย่างนั้นช่างมีเสน่ห์ ในสวนอักษรนั้น เขาออกเดินทางผ่านตัวหนังสือโดยไม่ต้องก้าวออกจากไร่นา
.
กองหนังสือพิมพ์รองขี้ไหม คือมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเขา
เขาเป็นเด็กเรียนเก่งเสมอมา ยิ่งกับภาษาไทยครูชมว่าเขียนดีมาตลอด ความภาคภูมิใจนั้นสะสมมาจนเริ่มมั่นใจว่าตัวเองมีพื้นฐานที่เหมาะกับงานเขียนและการสื่อสาร เห็นนักข่าวในทีวีว่าต้องเดินทางตลอดเวลา ดูสนุก ดูมีชีวิตชีวา ราว ๆ มัธยมต้นก็ตระหนักรู้แล้วว่าชอบงานในเชิงนี้

แต่ช่วงมัธยมปลายในโรงเรียนประจำอำเภอ เขาเลือกอยู่ในห้องเรียนสายศิลป์ที่ครูแนะแนวไม่เคยไปแนะนำการศึกษาต่อ ไม่มีใครบอกว่าต้องเอนทรานซ์หรือการสอบเข้าเรียนต่อในระดับที่สูงกว่าเป็นแบบไหน จนกระทั่งเพื่อนห้องอื่นลากออกจากไร่แตงโมเพื่อตระเวนหาใบสมัครในวันสุดท้ายของการยื่นเอกสาร
เอกสารชุดนั้นเป็นใบสมัครโควต้าของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และในนั้นมีสาขาสื่อสารมวลชน เขาไล่ดูรายวิชาตั้งแต่ปีหนึ่งถึงปีสี่แล้วรู้ทันที เลือก Choice เดียว ก่อนสอบติด หลายเดือนต่อมาจึงขึ้นรถเหลืองจากสุรินทร์มาขอนแก่นแล้วลงที่เมืองแห่งการศึกษาของภูมิภาค โดยยังไม่รู้เลยว่ามหาวิทยาลัยมหาสารคามหน้าตาเป็นอย่างไร
“ถ้าเพื่อนผมไม่ลากผมออกจากไร่แตงโมเพื่อมาเซ็นเอกสารสอบเข้ามหาวิทยาลัยเนี่ย ผมก็ไม่รู้ว่าอยู่ไหน ต่อให้ผมเรียนเก่งมาก ๆ ผมก็ไม่รู้ เพราะผมไม่มีใครชี้เป้าชี้แนะแนวทาง คิดเพียงแต่ว่าแค่จบ ม.6 ก็สูงสุดในครอบครัวแล้ว” โกวิทสะท้อนถึงตัวเองในวัยวันนั้น
สิ่งสำคัญที่เขาตระหนักได้ภายหลังจากการโตมาจากครอบครัว ไม่ใช่ความยากจน ไม่ใช่เสียงปืน หากเป็นความเห็นอกเห็นใจคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม ทำให้ไม่ลอยออกจากพื้น และไม่คิดว่าคนที่ยากจนหรือล้มเหลวเป็นเพราะตัวเองไม่ฉลาดหรือไม่สู้ และในฐานะผู้สื่อข่าวเขาจึงมุ่งหมายจะเป็นปากเสียงให้กลุ่มคนเหล่านั้น
“ความจนเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ใช่ความเกียจคร้านหรือโง่เขลา แม่ผมเรียนเก่งที่สุดในโรงเรียน ทำงานหนักจนแก่ชรา ยังไม่ร่ำรวย เรื่องพวกนี้เราเห็นมากับตาว่า ผลผลิตจากดอกเหงื่อนั้นถูกทำให้ราคาต่ำเตี้ยเรี่ยดินโดยมีระบบกดทับอยู่”
.
กล้องยืม เกรด A และนักข่าวที่ไม่รอจบ
ในปี 2546 มหาวิทยาลัยมหาสารคามเขตพื้นที่ขามเรียง หรือ ‘ม.ใหม่’ ยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง ตึกบางตึกยังตอกเสาเข็มไม่เสร็จ ฝุ่นคลุ้งแดง เด็กหนุ่มจากชายแดนเข้ามาเป็นนิสิตรุ่นที่ 4 ของสาขาสื่อสารมวลชน ซึ่งเพิ่งย้ายออกจากคณะมนุษยศาสตร์มาอยู่ในคณะวิทยาการสารสนเทศ (ปัจจุบันคือ ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการสารสนเทศ) อาจารย์มีเพียง 4-5 คน กับกล้อง 1-2 ตัว และคอมพิวเตอร์สเปกธรรมดาที่ทุกคนต้องรอคิวเพื่อใช้ตัดต่องาน
วันหนึ่งรุ่นพี่ยื่นกล้องมาให้ยืม โดยบอกแค่ว่า “เรียนจบแล้วค่อยมาคืน เอาเกรด A กลับมาฝากก็พอ” โกวิทรับไว้แล้วถือกล้องนั้นไปทุกที่ ฝึกถ่ายภาพ ถอดฟิล์มเอง ตั้งขาไฟเอง และแน่นอนว่าเขาเอาเกรด A อีกหลายตัวกลับไปคืนรุ่นพี่คนนั้น
ด้วยผลกาเรียนเรียนดีจนเบาใจได้ เมื่อขึ้นปีสองเขาและเพื่อนก็เริ่มเข้าเรียนน้อยลงเพื่อออกไปทำงานส่งประกวดแทบทุกรายการที่มีเงินรางวัล ทั้งหนังสั้น หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร เงินรางวัลหลายหมื่นบาทถูกหารเฉลี่ยกับเพื่อนในกลุ่มเพื่อรักษาสมดุลของรายรับ-รายจ่ายระหว่างเรียน
“นับรวมกับเงิน กยศ. ที่ทยอยออกตามวันที่เกิดของเพื่อนๆ แล้วนำมาหยิบยืมกัน (ช่วงดังกล่าวเงิน กยศ. ออกตามวันที่ของวันเกิด) มันมากพอที่จะทำให้ตลอด 4 ปีในมหาวิทยาลัย เขาไม่ต้องรอเงินจากการขายนาส่งควายเรียน” เขากล่าว
อาจารย์ทั้งสี่คนต่างมีอิทธิพลกับเขาคนละแบบ ‘ธีระพล อันมัย’ สัมภาษณ์เขาตอนจะเข้ามาเรียนด้วยภาษาเขมร แล้วถามว่าชอบนักการเมืองคนไหน ตอบว่าชวน หลีกภัย อาจารย์ก็บอกว่าเดี๋ยวพอโตขึ้นจะรู้ว่านักการเมืองมีเหลี่ยมคมหลายอย่าง
‘ชาคริต สุดสายเนตร’ อดีต Producer ช่อง ITV ที่เป็นนักอ่านและมักเอาหนังสือแปลก ๆ มาให้ รวมถึงงานของคาริล ยิบราน ที่เขาอ่านเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง แต่รู้สึกว่าภาษามันสวย
‘ปรีชา สาคร’ ที่เป็นเพื่อนมากกว่าอาจารย์ ดื่มเหล้าด้วยกันบ่อย และ ‘อังคณา พรมรักษา’ ที่ทำหน้าที่กาวประสานเวลาที่ต้องออกไปทำกิจกรรมนอกคลาสเรียน คอยบอกกับอาจารย์คนอื่นว่า “ปล่อยพวกมันไปเถอะ” และเปิดประตูหาแหล่งข่าวให้เสมอ

ปิดเทอมปี 2 โกวิทเข้าฝึกงานครั้งแรกที่โคราชรายวัน ซึ่งตอนนั้นถือเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นที่อยู่มานานที่สุดในประเทศ เขารู้จักที่นี่จากงานเสวนาสื่อมวลชนอีสานที่จัดในมหาวิทยาลัย เห็นบรรณาธิการ ‘สุนทร จันทร์รังสี’ แล้วรู้สึกว่าดูเก๋า จึงขออาจารย์อังคณาติดต่อให้ ทั้งที่ยังไม่ถึงเวลาฝึกงานตามหลักสูตร
กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แห่งนั้นมีพนักงานไม่เกิน 5 คน ในวัยยี่สิบต้น ๆ เขาทำทุกอย่างตั้งแต่ถ่ายภาพ เขียนข่าว จัดหน้า ส่งโรงพิมพ์ รู้ตัวว่าไม่ชอบไปดักสัมภาษณ์ข้าราชการที่จวนผู้ว่าฯ จึงขอไปทำข่าวในเรือนจำคลองไผ่แทน สนใจชีวิตผู้คนที่ต้องอยู่ในนั้น ใบหน้าของผู้ต้องขังที่ออกมาเล่นลูกบอลในสนาม ไปทำข่าวชีวิตริมรางรถไฟ รู้สึกว่าชีวิตมันใช่เขาจริง ๆ ช่วงนั้นได้อ่านหนังสือเก่า ๆ ชื่อ “นักข่าวหัวเห็ด” ยิ่งอยากทำข่าวสืบสวนสอบสวนมากขึ้นอีก
ฝึกงานครั้งที่สองตอนปี 3 ที่มติชน ได้ทำงานในโต๊ะเฉพาะกิจหน้าประชาชื่นซึ่งเป็นหน้าสารคดี ทำสารคดีการลักลอบขนช้าง ทำเรื่องการจัดการป่าในห้วยขาแข้ง เรื่องทุ่นระเบิดในเทือกเขาพนมดงรัก ทุกชิ้นได้ลงพิมพ์สองหน้ากลาง มีชื่อของตัวเองในฐานะเจ้าของผลงาน
“นั่งรอวันที่หนังสือพิมพ์ลำเลียงจากโรงพิมพ์มาวางไว้บนโต๊ะ แล้วเห็นงานเขียนของเรายึดพื้นที่หน้ากลางทั้งสองฝั่งพร้อมชื่อของเราข้างล่าง มันเห่อมากและสนุกมากเช่นกัน” นักข่าวเล่าถึงวันวานที่หนังสือพิมพ์ยังคงเป็นสื่อทรงอิทธิพลกับผู้คนหมู่มาก
.
นักข่าวพเนจร: จากโคราชถึงกรุงเทพ จากกรุงเทพถึงบ้าน
ปี 2550 หลังเรียนจบ เขาไม่อยากเข้ากรุงเทพฯ ส่งข้อความผ่านโปรแกรมแชท MSN ถามรุ่นพี่ที่โคราชรายวันว่ามีงานให้ทำไหม พอได้สัญญาณบวกก็เก็บกระเป๋าไปเลยโดยไม่ได้นัดสัมภาษณ์ก่อน จนกลายเป็นข้อตกลงที่เงินเดือน 6,500 บาท ได้มอเตอร์ไซค์ใช้ บ้านพักฟรี แต่ทำงานได้ราวครึ่งปีพ่อก็ป่วยและเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว จึงพบว่าตัวเลขเงินเดือนจำนวนนั้นไม่พอรับมือกับความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นมา
โกวิทย้ายไปทำงานกับ Production House ที่ขอนแก่น รับงานทำ Presentation, Interactive Flash, วิดีโอ CSR ให้องค์กรต่าง ๆ อยู่ได้ประมาณหนึ่งปีก็รู้สึกล้า เพราะต้องวิ่งคนเดียวเกือบทุกอย่าง มีพนักงานแค่หนึ่งคน นั่นก็คือเขา ต่อมาจึงลาออกไปทำรายการวิทยุที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ทำสารคดีวิทยุและลงพื้นที่เก็บเสียง
อยู่ที่นั่นจนกระทั่งปี 2552 เกิดเหตุการณ์ชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ จากคนที่เคยลงสนามทำข่าวก็รู้สึกอยากไปเห็นกับตา จึงตัดสินใจเข้ากรุงอีกครั้ง คราวนี้ไปทำงานกับโครงการ Media Monitor ซึ่งวิจัยการทำงานของสื่อมวลชนไทย ทำหน้าที่แปลงผลวิจัยออกมาเป็นเนื้อหาดิจิทัล เว็บไซต์ อินโฟกราฟิก และรายงานพิเศษ โดยสถานที่ทำงานคือตึกแห่งหนึ่งปากซอยรางน้ำ
“แม่ผมเคยบอกว่า มึงดูแต่ทีวีเนี่ย ใครจะไปจ้างมึงดูทีวี จะเอาไปทำอะไรกิน” โกวิทขำเมื่อนึกถึงประโยคนั้น เพราะตอนนั้นงานของเขาเกี่ยวพันกับการนั่งดูทีวี 6 ช่องพร้อมกันทั้งวัน

กระทั่งวันที่มองลงไปข้างล่างตึกแล้วเห็นชาวบ้านเสื้อแดงวิ่งหนีกระสุน ขณะที่จอทีวีในออฟฟิศรายงานเหตุการณ์เดียวกัน เสียงปืนเบื้องล่างกับเสียงนักข่าวบนทีวีดังพร้อมกัน สักพักหนึ่งชื่อของผู้เสียชีวิตก็ค่อย ๆ กลายเป็นแค่ตัวเลข กี่คนแล้ว กี่คนแล้ว กี่คนแล้ว โดยไม่มีใครลงลึกว่ามันคืออะไร
ปี 2553 เขย่าเขามาก หลัง Thai PBS เริ่มเปิดสถานี ก่อนรับเขาไปในฐานะหนึ่งใน One Man Journalist กลุ่มแรก ชื่อตำแหน่งยาวว่า “เจ้าหน้าที่พัฒนาเครือข่ายและส่งเสริมนวัตกรรมสื่อภาคประชาชน” แต่โดยเนื้องานหมายถึงโยนลงสนามไหนก็ไปได้หมด เหนือจรดใต้ ป่าจรดทะเล จากพื้นที่ทุรกันดารถึงการชุมนุมในเมืองกรุง
ใน 7 ปี เขาทำทั้งสารคดีขนาดยาว เป็น Trainer ให้นักข่าวพลเมือง ดูแลงานมัลติมีเดีย ทำงานหนักจนบางทีแปดโมงเช้าเพิ่งส่งงาน กลับไปนอน แล้วบ่ายสองก็เริ่มใหม่
ยุ่งปานนั้น เขาก็ยังมีเวลาพัฒนาเว็บไซต์ให้ WAY Magazine ด้วยเพราะมีเพื่อนทำงานที่นั่นและชอบคอนเทนต์ของ WAY เป็นทุนเดิม คืนหนึ่งขณะสังสรรค์ทางความคิด เขาเล่าว่าสิ่งพิมพ์กำลังจะตาย เว็บไซต์คือแพลตฟอร์มใหม่ที่จะกลายเป็นเรือนตายของคนทำสื่อ บทสนทนานั้นทำให้กลายเป็นกองหลังเงียบๆ ให้กับ WAY ก่อนที่สุดท้ายราวปี 2560 ก็ย้ายฟากมาร่วมงานกับนิตยสารออนไลน์หัวขบถย่านลาดพร้าวแห่งนั้นจริง ๆ
ที่ WAY โกวิททำหน้าที่บรรณาธิการข่าว ทำทั้งวิดีโอ สิ่งพิมพ์ โซเชียลมีเดีย แต่สิ่งที่ยากกว่าเดิมคือต้องไปขายงานให้แหล่งทุน ต้องคิดโจทย์ ทำโครงการและนำเสนอ ซึ่งต่างจากสมัย Thai PBS ที่รับโจทย์มาทำอย่างเดียว นอกจากทักษะการขายงานแล้ว สิ่งที่ได้จาก WAY คือทักษะการบริหารคนในองค์กรเล็กที่ทุกคนรู้จักกัน ซึ่งใช้วิธีคนละแบบกับองค์กรขนาดใหญ่
ทำงานที่ WAY จนถึงช่วงโควิดปี 2563 ระหว่าง Work from home มีโอกาสกลับบ้านที่สุรินทร์ ไปเจอหน้าแม่ แล้วพบว่าแม่แก่ไปมากและเหงา “แกพูดถึงหลายครั้งว่าลูกออกจากบ้านไปยี่สิบปีแล้ว”
โกวิทนึกถึงประโยคของ อาจารย์เดวิด สเตร็คฟัสส์ ชาวอเมริกันผู้ดูแล The Isaan Record ที่เคยพูดกับเขาไว้ครั้งหนึ่งว่า “คุณจะใช้ความหนุ่มสาวของคุณเลี้ยงกรุงเทพไปอีกนานแค่ไหน คุณกลับบ้านสิ”
จริง ๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับ The Isaan Record มีมาก่อนแล้ว ตั้งแต่สมัยที่ยังอยู่ Thai PBS เขาส่งข้อความเสนอตัวทำเว็บไซต์ให้ฟรีเพราะชอบคอนเทนต์ จนเมื่อถึงเวลาที่พร้อมจะออกจาก WAY อาจารย์เดวิดก็โทรมาเร่งว่า “กลับได้แล้ว กลับได้แล้ว Now !”
นั่นทำให้เขากลับมาเริ่มงานที่ The Isaan Record ในวันที่ 1 มกราคม 2566
.
3 ปีในป่าเบอร์รี และเสียงร้องไห้ที่แทบไม่มีใครได้ยิน
โกวิทได้ยินเรื่องแรงงานเก็บเบอร์รีในฟินแลนด์ครั้งแรกเมื่อราวปี 2554 จากเพื่อนที่ได้รับโจทย์ทำสารคดีเรื่องนี้และมาถามเรื่องการถ่ายทำ ตอนนั้นยังไม่เข้าใจลึกว่าประเด็นคืออะไร คิดแค่ว่าคงเป็นความโชคร้ายของแรงงานบางคน
กว่าจะรู้ว่ามันไม่ใช่แค่นั้น ต้องรอถึงปี 2566 เมื่อมาทำงานที่อีสานเรคคอร์ด เขาพบว่ามีโครงการที่รับทุนจาก EU ผ่านโครงการ AspirE เพื่อรายงานเรื่องการเคลื่อนย้ายแรงงานจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยุโรป ของไทยมีสองหน่วยงานคือมหาวิทยาลัยมหิดล และ The Isaan Record
ทั้งสองเห็นตรงกันว่าจะทำเรื่องแรงงานเก็บเบอร์รี เพราะเป็นประเด็นใหม่ที่ไม่ซ้ำเรื่องเดิม ฝั่งมหิดลทำผ่านการวิจัยตามความถนัด ส่วน The Isaan Record ติดตามลงพื้นที่
สิ่งที่เจอในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของอีสานไม่ใช่ความโชคร้ายของคนบางคน แต่เป็นรูปแบบที่เหมือนกันอย่างน่าตกใจ ทั้งที่พวกเขาไม่รู้จักกัน ไปคนละปี อยู่คนละแคมป์ รถถูกยึด บ้านถูกธนาคารประกาศยึด หนี้ทั้งในและนอกระบบกดทับ บางคนต้องหนีการทวงหนี้จนมองหน้าญาติไม่ติด เพียงเพราะสามเดือนในฟินแลนด์ไม่เป็นไปตามที่คิด
“ถามว่าพวกเขายังเหลือความฝันอยู่ไหม ยังหลับสบายอยู่ไหม หลับแล้วเห็นอะไร จังหวะแบบนี้ทีไรทุกคนจะร้องไห้ เพราะว่าพวกเขาอ่อนแรงมาก ๆ” โกวิทพูดถึงแหล่งข่าวของเขา

พวกเขาไปยื่นหนังสือต่อทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน ILO สหประชาชาติ สถานทูตหลายแห่ง ไม่มีอะไรคืบหน้า รัฐบาลเปลี่ยนก็ต้องเริ่มใหม่ วนซ้ำอยู่อย่างนั้นจนหลายคนล้าและเงียบไป บางคนถูกบริษัทนายหน้าฟ้องปิดปากซ้ำ ถูกขู่ว่าถ้าออกมาพูดหรือเรียกร้องอีกจะถูกดำเนินคดี
The Isaan Record เลี้ยงประเด็นนี้มาตลอดสามปี ปีแรกปล่อยสารคดีชิ้นใหญ่เรื่อง ‘เจนปรียา จำปีหอม’ หลังจากนั้นก็ทำข่าวชิ้นเล็กบ้างใหญ่บ้างสลับกันไป ไม่ได้ตั้งใจตั้งแต่แรกว่าจะทำเป็นหนังสารคดี แค่เก็บฟุตเทจให้ดีที่สุดเผื่อไว้ก่อน จนเมื่อเส้นเรื่องแข็งแรงพอจึงเริ่มตัดต่อ
ผลที่ออกมาคือภาพยนตร์สารคดี Blood Berries หมากไม้ สารคดีที่บอกผู้ชมว่า ความฝันของคนจนราคาเท่าไร เมื่อแรงงานอีสานหวังขุดทองในป่าเบอร์รีสวีเดนและฟินแลนด์ แต่กลับตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ที่มีนักการเมืองและข้าราชการอยู่เบื้องหลัง ที่ต่อมาได้รับรางวัลชนะเลิศจาก Montreal Women Film Festival จากแคนาดา โดยมีชื่อโกวิท โพธิสาร เป็นโปรดิวเซอร์
จนกระทั่ง 10 มกราคม 2567 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดหลักฐานว่ามีนักการเมืองสองคนและข้าราชการระดับสูงห้าคนรับสินบนจากบริษัทในฟินแลนด์รวมกว่า 36 ล้านบาท เรื่องใหญ่กว่าที่คิดอีกหลายเท่า
ระหว่างทำงานเขารู้แล้วว่าเรื่องนี้จะกระทบกับบริษัทแน่นอน และจากการสัมภาษณ์ชาวบ้านก็ทราบว่าบริษัทเหล่านี้เคยฟ้องปิดปากชาวบ้านมาก่อน จึงคิดว่ามีโอกาสที่จะถูกฟ้อง แต่ยังคิดว่าโจทก์น่าจะเป็นบริษัท ไม่ใช่นักการเมือง กระทั่งหมายศาลมาถึงหน้าบ้าน
.
หมายศาลในมือแฟน และ All-in บนหน้าตักที่ไม่เท่ากัน
วันที่ 21 มีนาคม 2569 ‘หทัยรัตน์ พหลทัพ’ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ได้รับหมายของศาลอาญา คดีที่ถูกสุชาติ ชมกลิ่น ฟ้องข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท
ตอนนั้นโกวิทรู้สึกเป็นห่วงเพื่อนมากกว่าคิดถึงตัวเอง เพราะเคยสัมภาษณ์นักโทษการเมืองและคนที่ตกเป็นเหยื่อคดีมาก่อนหลายคน รู้ดีว่าวันแรกอาจจะเข้มแข็ง แต่คดีที่ยืดเยื้อมันดูดกินพลังงาน และกระทบถึงครอบครัวด้วย
“เราพบว่าวันแรกเขาแข็งแกร่ง แข็งแกร่งจริง ๆ สักพักหนึ่งเขาก็ละลาย เพราะว่ามันไม่ใช่แค่ตัวเขา มันมีครอบครัวด้วย มันมีคนที่เกี่ยวข้อง มีหลายอย่างอยู่ข้างหลัง”
อีก 8 วันต่อมา 29 มีนาคม 2568 มีคนมาตะโกนเรียกที่หน้าบ้านว่ารับจดหมายด้วย แฟนของเขาออกไปรับ ก่อนเดินกลับเข้ามาส่งให้โดยพูดในเชิงกึ่งแซวว่า “เธอคิดว่าเธอจะรอดเหรอ” ขณะนั้นเขากำลังทำงานอยู่
สุชาติ ชมกลิ่น ฟ้องโกวิทด้วยข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามมาตรา 326 และ 328 เรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาท เหตุเกิดจากที่เขาแชร์โพสต์เฟซบุ๊กของหทัยรัตน์ พร้อมเขียนข้อความว่า The Isaan Record ไม่ใช่สื่อท้องถิ่น แต่คือสำนักข่าวที่เชื่อมระหว่าง Global กับ Local รวมถึงฟินแลนด์ที่สุชาติคุ้นเคยด้วย ส่วนประเด็นอื่น ๆ หทัยรัตน์เขียนไปแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องขีดเส้นใต้อีกครั้ง

น่าสนใจว่าถ้าพิจารณาวันที่ในหมายศาล โกวิทถูกยื่นฟ้องก่อนหทัยรัตน์ เพียงแต่เอกสารส่งมาถึงมือทีหลัง แต่คดีของเขาถูกฟ้องที่ศาลจังหวัดชลบุรี ต่างจากคดีของเพื่อนที่ฟ้องที่ศาลอาญา
เขาเปรียบสถานการณ์นี้กับเกมโป๊กเกอร์ ที่อีกฝ่ายมีเงินบนหน้าตักมากกว่า สามารถบลัฟได้นานกว่า และบีบให้อีกฝ่ายหมอบก่อน โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าถือไพ่อะไรอยู่จริง ๆ
“ไอ้คนที่ถือไพ่ต่ำมาก ก็แสร้งทำเป็นเหมือนว่าตัวเองถือไพ่เหนือกว่า บลัฟกันไปเรื่อย ๆ เพราะเขามีเหรียญบนหน้าตักเยอะ พอสักพักหนึ่งเราก็จะเริ่มหมอบ กระทั่งหงายไพ่ออกมาจึงพบว่า อ๋อ แต้มของเขานิดเดียวเอง แต่เขาทำตัวใหญ่ขึ้นมาเพื่อที่จะชนะเรา” โกวิทกล่าวไว้อีกตอน
สุชาติเสนอว่าอาจถอนฟ้องถ้าเขาขอโทษ นั่นเป็นเรื่องที่เขาไม่คิดจะทำแม้แต่น้อย “การขอโทษหมายความว่ามันเป็นการยอมรับผิดโดยหลักการแล้ว ต่อให้ไม่มีบทลงโทษทางคดีตามมา แต่การขอโทษทำให้สิ่งที่เราเชื่อถือและยึดมั่นมาตลอดมันพังทลายไปด้วย แม้ไม่มีคดีอยู่ในศาล แต่เราจะรู้สึกจากภายในด้วยตัวเองว่า เราถูกลงโทษ”
เขามั่นใจในข้อมูลที่มีอยู่เพราะทุกชิ้นมาจากหน่วยงานรัฐ จากศาลฟินแลนด์ จากการสัมภาษณ์ชาวบ้าน จากสิ่งที่ถูกพูดในสภา ไม่ได้มโนขึ้นเอง
แต่ในวันเสรีภาพสื่อโลกปีนี้ เขาไม่ได้พูดถึงตัวเองมากนัก “คนในสังคมมักมองแค่เรื่องคู่ขัดแย้งระหว่างคุณสุชาติ ชมกลิ่น กับสำนักข่าว The Isaan Record ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว นี่คือปัญหาระหว่างเขาซึ่งถูกกล่าวหาโดย DSI และมีผู้เดือดร้อนคือชาวบ้านนับร้อยนับพันคน
“สำนักข่าว The Isaan Record เป็นเพียงผู้ทำหน้าที่สื่อสารว่าปัญหาของชาวบ้านเหล่านั้นไม่ได้รับการชดเชยเยียวยา ทั้งที่พวกเขาต่อสู้เรียกร้องมาหลายปี นับตั้งแต่เครื่องบินจากฟินแลนด์แตะพื้นรันเวย์ พวกเขาก็ลุกขึ้นสู้แล้ว”
เขายังจำใบหน้าของพวกเขาได้ทุกคน ยังได้ยินเสียงร้องไห้อยู่ และยังมีเรื่องที่ต้องเล่าต่อ เขาเชื่อว่าข่าวที่ดีเปลี่ยนสังคมได้ แต่ไม่ใช่ทันที
“ข่าวเป็นศิลปะประเภทหนึ่ง เหมือนภาพถ่ายที่หยุดเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ไว้ในภาพเดียว ภาพไอ้ก้านยาวใน 14 ตุลา ภาพเหตุการณ์จตุรัสเทียนอันเหมิน มันเขย่าในระยะยาว มันซึมลึก ไม่ตีหัวเข้าบ้าน แต่ค่อย ๆ เปลี่ยน แต่มันจะไม่เปลี่ยนเลยถ้าถูกปิดปาก”
กับข้อความที่อยากส่งถึงเพื่อน ๆ นักข่าวทั้งในและต่างประเทศ “สื่อมวลชนก็เป็นแรงงานประเภทหนึ่ง ถ้าให้พูดก็คือ All Journalists of the World Unite พวกเราต่างนับถือคัมภีร์เดียวกัน คือเสรีภาพ”
ในวันที่โกวิท โพธิสาร ยังไม่รู้ว่าคดีจะจบอย่างไร ยังไม่รู้ว่าต้องขึ้นศาลกี่ครั้ง ยังไม่รู้ว่าต้องเดินทางไกลอีกกี่หน แต่เขารู้ว่าจะไม่ยอมถูกทำให้เงียบ และรู้ว่ายังมีใบหน้าอีกหลายสิบใบที่ยังรอคำตอบอยู่
