ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นยกฟ้อง “รุ้ง” ฐานทำให้เสียทรัพย์ แต่พิพากษายืนในส่วนของ “ไมค์” กรณีเคลื่อนย้ายกระถางต้นไม้ใน #ม็อบ13กุมภา64

10 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลแขวงดุสิตนัดฟังคำพิพากษาคดีของ “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ที่ถูกฟ้องในข้อหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และทำให้เสียทรัพย์ จากกรณีร่วมกิจกรรม #ม็อบ13กุมภา หรือ #นับ1ถึงล้านคืนอำนาจให้ประชาชน ซึ่งจัดบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2564

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ เป็นยกฟ้อง “รุ้ง” ปนัสยา ฐานทำให้เสียทรัพย์ แต่พิพากษายืนในส่วนของ “ไมค์” ภาณุพงศ์ คงจำคุก 4 เดือน ปรับ 20,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี พร้อมให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่กรุงเทพมหานคร เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท

.

คดีนี้สืบเนื่องมาจากเกิดจากการชุมนุม “นับ 1 ถึงล้าน คืนอำนาจให้ประชาชน” ซึ่งนัดหมายรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว 4 แกนนำราษฎรซึ่งถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีมาตรา 112 จากการชุมนุม 19 กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร โดยมีกิจกรรมห่มผืนผ้าสีแดงขนาดใหญ่ที่มีข้อความจากประชาชนถึงรัฐบาล คลุมรอบอนุสาวรีย์ฯ ต่อมามีการเคลื่อนขบวนไปยังศาลหลักเมือง เพื่อขอให้คุ้มครองราษฎร แต่ได้มีการตั้งแนวกั้นของตำรวจควบคุมฝูงชน ก่อนมีการประกาศยุติการชุมนุม โดยยังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ชุมนุมในคืนวันดังกล่าว ไปอย่างน้อย 11 คน

ต่อมาพนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ยังออกหมายเรียกนักกิจกรรมจำนวน 8 ราย ไปแจ้งข้อกล่าวหาหลักตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ได้แก่ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์, “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา, ชนินทร์ วงษ์ศรี, เกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ, “แหวน”​ ณัฏฐธิดา มีวังปลา, ธนาธร วิทยเบญจางค์, “ไมค์” ภาณุพงศ์ จาดนอก และ “รุ้ง” ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล  

ต่อมาเฉพาะไมค์และรุ้งยังได้ถูกแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ จากการให้มีการรื้อกระถางต้นไม้ที่ประดับรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยออก เพื่อทำกิจกรรม ทั้งสองถูกตำรวจไปแจ้งข้อกล่าวหาในเรือนจำระหว่างไม่ได้รับการประกันตัวในคดีอื่น ๆ 

ต่อมา วันที่ 31 ต.ค. 2565 อัยการได้สั่งฟ้องคดีนี้เฉพาะข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และทำให้เสียทรัพย์ ทั้งหมดให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา และมีการสืบพยานช่วงปลายเดือนมกราคม 2567

ต่อมา วันที่ 12 มี.ค. 2567 ศาลแขวงดุสิตพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งแปดในฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เห็นว่าการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ชุมนุมในที่โล่งแจ้ง และสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา แต่ เห็นว่า ปนัสยาและภาณุพงศ์มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ เนื่องจากมีคำปราศรัยให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายกระถางต้นไม้และทำให้เกิดความเสียหาย

พิพากษาจำคุก 4 เดือน ปรับ 20,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 1 ปี ให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่ทรัพย์สินของกรุงเทพมหานคร จำนวน 50,000 บาท

ต่อมา ปนัสยาและภาณุพงศ์ได้อุทธรณ์ในประเด็นว่า การที่ผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายรื้อถอนหรือทำลายต้นไม้เกิดจากเจตนาและการกระทำส่วนตนของผู้ชุมนุม ทั้งสองเคลื่อนย้ายกระถางต้นไม้ด้วยวิธีการอุ้มไปวาง จึงไม่ใช่การทำลายหรือทำให้เสียหาย

.

วันที่ 8 มิ.ย. 2569 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 608 เวลา 09.24 น. ผู้พิพากษาออกนั่งพิจารณาและเรียกคดีก่อนที่จะแกะซองคำพิพากษาศาลอุทธรณ์และอ่านคำพิพากษาโดยสรุปว่า คดีมีเฉพาะเฉพาะจำเลยที่ 1 (ภาณุพงศ์) และที่ 2 (ปนัสยา) ยื่นอุทธรณ์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์หรือไม่

จำเลยที่หนึ่งอุทธรณ์ว่า การที่ผู้ชุมนุมเคลื่อนย้าย รื้อถอนหรือทำลายต้นไม้ เกิดจากเจตนาและการกระทำส่วนตนของผู้ชุมนุม 

เห็นว่าพยานโจทก์ปากเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน เป็นประจักษ์พยานเบิกความทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 1 ประกาศเชิญชวนให้ผู้ชุมนุมนำกระถางต้นไม้ออกจากบริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ ซึ่งก่อนจำเลยที่ 1 จะปราศรัยไม่ปรากฏว่ามีผู้ชุมนุมคนใดเคลื่อนย้ายหรือทำลายกระถางต้นไม้ 

การเคลื่อนย้ายหรือทำลายกระถางต้นไม้ เกิดหลังจากที่จำเลยที่ 1 ปราศรัย จำเลยย่อมเล็งเห็นและคาดหมายได้ว่าจะต้องมีผู้คล้อยตามเคลื่อนย้ายกระถางต้นไม้และก่อให้เกิดความเสียหายได้ จึงเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มีพยานโจทก์ปากใดยืนยันว่าจำเลยได้ประกาศเชิญชวนหรือปราศรัยให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายกระถางต้นไม้ อีกทั้งพยานโจทก์ยังตอบคำถามค้านของทนายจำเลยว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้เชิญชวนให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนย้ายกระถางต้นไม้ และไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ทำให้ต้นไม้เสียหาย จึงเห็นว่าไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมา ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย

ในส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ขอให้ศาลลงโทษสถานเบา เห็นว่าโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 4 เดือน ปรับ 20,000 บาท และให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 1 ปี เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่จะแก้ไขเปลี่ยนแปลง ส่วนจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยแล้วว่าไม่มีความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ จึงไม่ต้องวินิจฉัยข้อนี้ต่อไป

พิพากษาแก้เป็นว่าให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และให้จำเลยที่หนึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

องค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้แก่ โชคชัย ตั้งรักษาสัตย์, ยุทธนา รัตนประดิษฐ์ และ ปรเมศร บัณฑราภิวัฒน์

.

.

ในการชุมนุมครั้งนี้ ยังมีกรณีของ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ได้ถูกแจ้งข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังแจ้งข้อหามาตรา 112 เพิ่มเติม จากคำปราศรัยในวันดังกล่าวด้วย ทำให้ณวรรษถูกแยกฟ้องไปเป็นอีกคดีหนึ่งที่ศาลอาญา ซึ่งศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 1 ปี 7 เดือน ไม่รอลงอาญา และถูกคุมขังมากว่า 549 วัน หรือคิดเป็นประมาณ 1 ปี 6 เดือน

X