ศาลอาญาพิพากษา​จำคุก​ “แฟนต้า’’ 1 ปี​ 6 เดือน​ คดี​ ม.112​ ​กรณีโพสต์ข้อความและภาพป้ายในการชุมนุมปี​ 2564 ได้ประกันตัวชั้นอุทธรณ์พร้อมถอดกำไล EM

วันที่​ 17​ มิ.ย.​ 2569​ เวลา​ 09.00​ น.​ ศาลอาญา​นัดฟังคำพิพากษาในคดีของ “แฟนต้า”​ (นามสมมติ) ชาวอาข่าจากเชียงใหม่วัย​ 30 ปี ​ที่ถูกฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา​ 112 และ​ พ.ร.บ.​คอมพิวเตอร์ฯ​ มาตรา​ 14 (3) จากกรณีโพสต์ภาพป้ายในการชุมนุมและข้อความในเฟซบุ๊กพร้อมใส่แฮชแท็ก เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2564 

ศาลพิพากษาว่าแฟนต้ามีความผิดตามฟ้อง ให้ลงโทษจำคุก​ 3​ ปี​ จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก​ 1​ ปี​ 6 เดือน​ ไม่รอลงอาญา ต่อมาในวันเดียวกัน ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์​ พร้อมทั้งได้ถอดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ หรือกำไล EM 

คดีนี้มี อัศวิณีย์ หวานจริง อดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่​ เป็น​ผู้กล่าวหา​ โดยเมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 เม.ย.​ 2567 ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย เดินทางไปที่ห้องพักของแฟนต้า ซึ่งลงมาทำงานในกรุงเทพฯ และได้แสดงหมายค้นที่ออกโดยศาลอาญา แต่ไม่ได้มีหมายจับแต่อย่างใด ก่อนตำรวจมี “การเชิญตัว” แฟนต้าไปที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.​) ​และมีการแจ้งข้อกล่าวหา โดยไม่มีทนายความเข้าร่วมกระบวนการด้วย​

บันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาระบุพฤติการณ์คดีโดยสรุประบุว่า เมื่อวันที่​ 18 ก.ค. 2564 ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวโพสต์ข้อความพร้อมใส่แฮชแท็กและรูปภาพที่ปรากฏข้อความเดียวกัน ตั้งค่าแบบสาธารณะ ที่ประชาชนโดยทั่วไปสามารถพบเห็นเข้าถึงได้ จากการสอบสวนมีหลักฐานเชื่อได้ว่าแฟนต้าคือผู้ใช้เฟซบุ๊กดังกล่าว 

ในชั้นสอบสวน แฟนต้าให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา และถูกพนักงานสอบสวนตรวจยึดโทรศัพท์ไว้ โดยไม่ถูกควบคุมตัวในระหว่างสอบสวน

ต่อมาแฟนต้าได้ขอความช่วยเหลือทางคดีมาที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และใน​วันที่​ 2 ธ.ค.​ 2567​ คดีถูกสั่งฟ้องต่อศาล ในวันเดียวกันแฟนต้าได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี โดยให้วางเงินประกันจำนวน 90,000 บาท​ โดยมีเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ยึดหนังสือเดินทาง และห้ามออกนอกราชอาณาจักรเว้นแต่ศาลจะอนุญาต 

จากกรณีที่แฟนต้าถูกติดกำไล EM ที่ข้อเท้า ทำให้เขาไม่สามารถเดินทางด้วยเครื่องบินได้อีก ในระหว่างถูกดำเนินคดีเขาเดินทางกลับไปมาระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่ เพื่อมาตามนัดในคดี โดยเขาต้องเดินทางด้วยรถยนต์หรือรถประจำทางซึ่งต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ชั่วโมง ในการเดินทางแต่ละครั้งแทน รวมทั้งส่งผลกระทบต่อการทำงานของเขา ทำให้เขาลาออกจากงานในช่วงต้นปีนี้ 

ศาลมีนัดสืบพยานนัดแรกเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 ก่อนเริ่มสืบพยาน จำเลยแถลงขอถอนคำให้การเดิมที่เคยปฏิเสธ และให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามคำฟ้อง ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 17​ มิ.ย. 2569

อย่างไรก็ตามในนัดสืบพยานวันดังกล่าว แม้จะไม่ได้มีการสืบพยาน แต่พบว่าศาลมีคำสั่งห้ามเผยแพร่เหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีลงในรายงานกระบวนพิจารณาคดี โดยระบุว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดนำเหตุการณ์ในห้องพิจารณาคดีและในศาลอาญาถ่ายทอดเผยแพร่สู่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต มิฉะนั้น ศาลจะดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในบริเวณศาลต่อไป”

.

ศาลพิพากษาจำคุก 1 ปี 6 เดือน เห็นว่า พฤติการณ์​​ร้ายแรง-​ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง​ จึงไม่ให้รอการลงโทษ

วันนี้​ (17​ มิ.ย.​ 2569) ณ​ ห้องพิจารณาคดีที่ 812​ ก่อนเวลา 09.00 น. แฟนต้าเดินทางมารับฟังคำพิพากษา พร้อมด้วยทนายความและนายประกัน โดยมีประชาชน รวมถึงเจ้าหน้าที่องค์กรสิทธิมนุษยชนทยอยเข้ามาในห้องพิจารณาคดีเพื่อให้กำลังใจและสังเกตการณ์การอ่านคำพิพากษา

แฟนต้า​ดูมีท่าทีเป็นกังวล​​ โดยมีการหลับตาเพื่อสงบสติอารมณ์​ และนั่ง​ตัว​ตรงและหายใจเข้าลึก​ ก่อนที่​เจ้า​หน้าที่​ Freedom​ Bridge จะเข้าไปพูดคุยและสอบถามการดำเนินการต่าง ๆ หากเกิดกรณีที่ต้องเข้าเรือนจำและเตรียมรายชื่อผู้เข้าเยี่ยมไว้ 

กระทั่งเวลา​ 09.37 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เข้ามาในห้องพิจารณาคดีพร้อมกุญแจมือและนั่งลงบริเวณที่นั่งแถวหลังของแฟนต้า แฟนต้ามีท่าทีกังวลมากกว่าเดิ​ม​ 

ต่อมาเวลา 09.43 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์และเริ่มอ่านคำพิพากษาอย่างรวดเร็ว โดยสรุปใจความสำคัญได้ว่า การกระทำ​ของจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา​ มาตรา​ 112 และ​ พ.ร.บ. คอม​พิวเตอร์​ฯ​ มาตรา​ 14 (3) เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานหมิ่นประมาทและอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์​อันเป็นบทหนัก 

กำหนดโทษจำคุก 3 ปี​ จำเลย​ให้การ​รับสารภาพ​เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา​ มี​เหตุให้ลดโทษ​กึ่ง​หนึ่ง​ คงจำคุก 1 ปี​ 6 เดือน​ ศาล​เห็นว่า​พฤติ​การณ์​แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง ​เพราะ​ส่ง​ผลกระทบ​ต่อ​ความมั่นคง​ของราชอาณาจักร​ เห็น​ควรไม่รอการลงโทษ 

ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จ​ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ให้แฟนต้าคืนโทรศัพท์และใส่กุญแจมือ ทนายความ​และเจ้าหน้าที่เข้ามาพูดคุย​ แฟนต้าเริ่มน้ำตาคลอ รวมถึงมีประชาชนเข้ามาจับ​มือและแขน​พร้อมให้กำลัง​ใจ​ แฟนต้าก้มหน้าและใช้มือปิดหน้าตนเองเพื่อสงบสติอารมณ์ 

หลังจากนั้นในเวลา​ 09.47 น​.​ แฟนต้าถูกควบคุมตัวไปยังห้องควบคุมตัวบริเวณใต้ถุนศาล โดยเขาระบุว่ามีความกังวลเนื่องจากไม่เคยเข้าเรือนจำมาก่อน จากนั้นทนายความและนายประกันได้ยื่นขอประกันตัวระหว่างอุทธรณ์

ต่อมา​เวลาประมาณ 15.50 น.​ ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์โดยมีประกันในวงเงิน 100,000 บาท และมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล โดยเงินประกันได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์

ทั้งนี้ ในวันนี้หลังจากวางเงินประกันเต็มจำนวน แฟนต้าจึงได้ถอดกำไล EM หลังจากถูกติดมาตั้งแต่คดีถูกสั่งฟ้องในช่วงปี 2567 เป็นระยะเวลา 563 วัน หรือประมาณ 1 ปี 6 เดือนเศษ

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

สั่งฟ้องคดี 112 – พ.ร.บ.คอมฯ “แฟนต้า” ชาวเชียงใหม่ วัย 29 ปี เหตุโพสต์ภาพป้ายในการชุมนุมพร้อมข้อความ ก่อนได้ประกัน

รู้จัก “แฟนต้า” จากกลุ่มชาติพันธุ์ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้กำลังเผชิญคดี ม.112

X