“ตราบใดที่นาฬิกายังไม่หยุดเดิน ผมก็ไม่หมดหวัง” นี่คือคำบอกเล่าทิ้งท้ายของ “แฟนต้า” ซึ่งเป็นนามสมมติของชาวเชียงใหม่ วัย 30 ปี ผู้ถูกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3) จากกรณีโพสต์ภาพและข้อความบนเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2564 ก่อนศาลอาญาจะมีกำหนดนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 17 มิ.ย. 2569 ที่จะถึงนี้
ก่อนวันฟังคำพิพากษาซึ่งอาจส่งผลต่อชีวิตของเขาต่อไป เราได้มีโอกาสพูดคุยกับแฟนต้าเพื่อย้อนทบทวนถึงเส้นทางชีวิตและเหตุการณ์ที่นำมาสู่คดีนี้ จนกระทั่งถึงปัจจุบันที่กำลังเฝ้ารอผลคำตัดสินของศาล
.
จากบนดอยในเชียงใหม่
แฟนต้าเริ่มต้นเล่าถึงชีวิตในวัยเด็กว่า เขาเติบโตมากับครอบครัวชาวอาข่า ชาติพันธุ์เล็ก ๆ บนผืนดอยแถบภาคเหนือ ครอบครัวมีพี่น้องทั้งหมด 6 คน โดยเขาเป็นน้องคนสุดท้อง ฐานะทางบ้านค่อนข้างยากลำบากมาก เนื่องจากพ่อและแม่ประกอบอาชีพทำไร่ทำสวน รายได้จึงไม่ได้มากนัก เมื่อเทียบกับโอกาสทางเศรษฐกิจของครอบครัวอื่น ๆ
ด้วยภาระที่หนักอึ้งของครอบครัว พี่สาวคนโตจึงต้องยอมละทิ้งโอกาสทางด้านการศึกษา และออกไปรับจ้างทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย สำหรับแฟนต้าแล้ว พี่สาวคนโตทั้งสามจึงไม่เพียงเป็นผู้ช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อและแม่ แต่ยังเปรียบเสมือนเสาหลักสำคัญที่คอยประคับประคองและสนับสนุนเส้นทางชีวิตของเขามาโดยตลอด ทำให้น้องคนเล็กมีโอกาสได้ศึกษาเล่าเรียนและเติบโตท่ามกลางความหวังของคนในบ้าน
แฟนต้าเล่าต่อไปว่า เขาเรียนอยู่บนดอยจนสำเร็จการศึกษาในระดับ ป.6 ก่อนที่โอกาสสำคัญในชีวิตจะมาถึง เมื่อพี่สาวคนที่สามซึ่งได้เดินทางไปศึกษาต่อในตัวเมืองเชียงใหม่ และอาศัยอยู่ภายใต้การดูแลของมูลนิธิเพื่อการกุศลแห่งหนึ่งที่ให้การสนับสนุนด้านการศึกษาและที่พักอาศัย ได้ชักชวนให้เขาย้ายมาอยู่ด้วยกัน โดยพี่สาวมองว่าการเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองอาจเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ ๆ ที่กว้างกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ แฟนต้าจึงตัดสินใจเดินทางไปเรียนต่อในตัวเมือง
ภายหลังจบชั้น ม.3 แฟนต้าก็ได้ย้ายไปศึกษาต่อที่โรงเรียนเอกชนอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดเดียวกัน โดยเขาได้รับทุนการศึกษาครึ่งหนึ่ง ตลอดระยะเวลาที่เรียน ปวช. ปีที่ 1 ถึงปีที่ 3 ยังได้รับโอกาสให้เข้าฝึกงานในร้านสะดวกซื้อ ซึ่งได้รับค่าตอบแทนตามชั่วโมงการทำงานด้วย ส่งผลให้ช่วงเวลาฝึกงาน เขาสามารถเก็บออมเงินจากน้ำพักน้ำแรงของตนเองและนำมาใช้เป็นค่าเล่าเรียนได้
อย่างไรก็ตาม หลังจากจบการศึกษาในระดับ ปวช. แล้ว เขาไม่ได้ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น แต่เลือกออกสู่โลกการทำงานแทน
.
การดิ้นรนต่อสู้ชีวิตในเมืองใหญ่
แฟนต้าเล่าว่า ปัจจุบันสภาพความเป็นอยู่บนดอยเปลี่ยนแปลงไปมากจากในอดีต โดยเฉพาะการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่มีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อหวนกลับไปมองชีวิตในวัยเด็ก การเติบโตบนดอยก็เต็มไปด้วยข้อจำกัดนานาประการ ครอบครัวไม่มีแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือหรืออินเทอร์เน็ตให้ใช้งาน คุณภาพชีวิตในหลายด้านจึงยังห่างไกลจากการพัฒนา
“ชีวิตของผมมันเหมือนอยู่ในช่วงกำลังจะเริ่มต้นลงมือทำอะไรแบบจริงจังเสียมากกว่า แต่พอได้มาเจอหลายเหตุการณ์ในชีวิต ก็กลายเป็นว่าผมไม่เหลืออะไรเลย” แฟนต้าทบทวนชีวิต ณ ปัจจุบัน
เขาเล่าว่า ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เขาสามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อโรคเริ่มแพร่ระบาด ประเทศต้องหยุดชะงักทางเศรษฐกิจ เงินเก็บก็ต้องถูกนำมาใช้จ่ายจนหมด ทำให้เขาต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง โดยอาศัยการทำงานเป็นไรเดอร์เพื่อประคองชีวิตไว้
เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เขาตัดสินใจลงมาหางานทำที่กรุงเทพฯ แต่ทำได้ไม่นานก็เกิดเหตุการณ์ในคดีนี้ขึ้น ส่งผลให้เขาต้องตัดสินใจออกจากงานและกลับไปอยู่บ้านที่จังหวัดเชียงใหม่
“ตอนนั้นผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับรูปคดีเลย ไม่รู้ว่าคดีจะถูกตัดสินตอนไหน หรือผมควรจะวางแผนอย่างไร ผมคิดแค่ว่าผมกลับไปอยู่บ้านน่าจะดีกว่า สภาพจิตใจผมอาจจะดีขึ้น” เขากล่าว
แม้ย้ายกลับมา แฟนต้ายังคงทำงานเป็นไรเดอร์อยู่ กระทั่งในเดือนมิถุนายน ปี 2568 เขาจึงตัดสินใจเดินทางลงมากรุงเทพฯ อีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า ช่วงที่กลับไปอยู่ที่เชียงใหม่เกิดน้ำท่วมใหญ่พอดี ทำให้รถมอเตอร์ไซค์คันเดิมถูกน้ำท่วมจนเสียหาย ไม่สามารถใช้งานได้ หากนำไปซ่อมแซมก็ไม่คุ้มค่าเนื่องเสียค่าใช้จ่ายสูง เขาจึงตัดสินใจผ่อนรถมอเตอร์ไซค์คันใหม่แทน
แต่ในช่วงหลัง รายได้จากการเป็นไรเดอร์กลับไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ แฟนต้าเริ่มกังวลว่าหากยังคงอยู่ในสภาพเช่นนี้ต่อไป อาจไม่สามารถผ่อนรถได้และมีความเสี่ยงที่รถจะถูกยึดคืน ขณะเดียวกัน การสมัครงานในสายอาชีพอื่นก็ทำให้เขารู้สึกเกรงกลัวไม่แพ้กัน เนื่องจากเขามีประวัติถูกดำเนินคดีติดตัวอยู่ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงตัดสินใจกลับไปทำงานเป็นไรเดอร์ในกรุงเทพฯ อีกครั้ง โดยมองว่ารายได้ในเมืองหลวงน่าจะพอประคับประคองชีวิตมากกว่า
แฟนต้าใช้วิธีขับรถมอเตอร์ไซค์ลงมากรุงเทพฯ เพียงลำพัง แต่งานในเมืองหลวง ก็แลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน ส่งผลต่อการต้องเร่งรับงานหนักขึ้น จนทำแทบไม่ไหว เขาจึงลองเปลี่ยนไปทำงานเป็นพนักงานขายแทน โดยเป็นงานที่ได้ใช้ทักษะภาษาจีนที่มีด้วย
แฟนต้าเล่าถึงทักษะด้านภาษานี้ว่า ในช่วงที่เรียนอยู่บนดอย เขาเคยเรียนภาษาจีนควบคู่กับการเรียนในโรงเรียนรัฐ โดยหลังเลิกเรียนเขาจะเดินทางไปเรียนภาษาจีนต่อในช่วงเย็นของทุกวัน เมื่อย้ายเข้ามาอยู่ในตัวเมืองเชียงใหม่แล้ว โรงเรียนที่เรียนอยู่ก็ยังคงมีการสอนภาษาจีนอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีเพื่อนชาวจีนที่คลุกคลีและได้ใช้ภาษาอยู่ด้วย
จนกระทั่งถึงเดือนพฤษภาคม 2569 ท่ามกลางคดีความที่งวดเขามา เขาตัดสินใจลาออกและกลับไปอยู่บ้านอีกครั้ง
.
เมื่อเสียงเคาะประตูของตำรวจและคดีความยังหลอกหลอนชีวิต
แฟนต้าทบทวนว่าที่ผ่านมา เขาแทบไม่ได้ให้ความสนใจกับการเมืองเลย แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเกิดขึ้นของพรรคอนาคตใหม่ ที่เขาเห็นว่านำเสนอนโยบายหลายอย่างที่น่าสนใจ และความเบื่อหน่ายที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลทหารในช่วงก่อนหน้านั้น ทำให้เขาเกิดความสนใจ และเริ่มติดตามศึกษามากขึ้น
ก่อนถูกดำเนินคดีนี้ แฟนต้าเล่าว่า เขารู้เพียงว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่ใช้คุ้มครองราชวงศ์ แต่ไม่รู้มาก่อนว่ากฎหมายจะมีลักษณะการใช้บังคับอย่างไร และใครเป็นผู้ที่มีอำนาจในการดำเนินคดีได้บ้าง
ต่อมา หลังจากได้ติดตามข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์ ทำให้เริ่มเข้าใจเกี่ยวกับมาตรานี้มากยิ่งขึ้นว่า ประชาชนทั่วไปก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีตามมาตรานี้ได้เช่นกัน ในมุมมองของแฟนต้า สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาของข้อกฎหมายนี้ได้เป็นอย่างดี เขาเห็นว่า หากเปิดช่องให้ “ใครก็ได้” สามารถร้องทุกข์ได้ อาจทำให้กฎหมายถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งผู้อื่นได้ง่ายขึ้น
“สมมติผมไม่ชอบขี้หน้าเพื่อนขึ้นมา ผมก็สามารถหาทางใช้ช่องทางนี้ได้เลย ซึ่งกฎหมายนี้มันมีข้อบังคับที่ค่อนข้างเข้มงวดและรุนแรงมาก” แฟนต้าให้ความเห็น
แฟนต้าเล่าย้อนถึงเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเคาะประตูห้องในกรุงเทพฯ และเชิญตัวเขาไปรับทราบข้อกล่าวหา โดยต่อมาพบว่าเจ้าหน้าที่มีหมายค้นของศาล แต่ไม่ได้มีหมายจับ และประเด็นในคดีมาจากการโพสต์ภาพและข้อความ 1 โพสต์ ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2564 แต่เขาเพิ่งทราบว่าถูกดำเนินคดีในช่วงเดือนเมษายน ปี 2567
“หลังเกิดเหตุนั้น ผมเริ่มมีความเครียดเยอะขึ้น ช่วงนั้นจะมีความจิตหลอนด้วยเวลาได้ยินเสียงเคาะประตู เพราะวันนั้นมีเจ้าหน้าที่มาเคาะห้องเสียงดังจนผมตกใจ พอเปิดประตูออกมาก็เจอกับตำรวจเลย ผมยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่”
แฟนต้าเล่าย้อนถึงวันที่ตำรวจมาเคาะประตูห้องว่า “วันนั้นผมตื่นแต่เช้าเพื่อเตรียมตัวไปทำงานตามปกติ ต่อมาเวลาประมาณใกล้ 7 โมง ก็ได้ยินเสียงคนมาเคาะห้อง พอเปิดประตูออกไปก็เห็นเป็นตำรวจยืนอยู่ เขายื่นหมายศาล (หมายค้น) ให้ผม และขอเชิญตัวผมไปรับทราบข้อกล่าวหา สถานการณ์ตอนนั้นผมรนไปหมด แต่ผมก็ตอบตำรวจไปว่า ผมยินดีที่จะให้ความร่วมมือ แล้วผมก็นั่งรถไปกับเขา”
เมื่อเดินทางไปถึงกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้แฟนต้ารอพนักงานสอบสวนเพื่อทำการสอบปากคำต่อไป โดยเขาต้องนั่งรออยู่ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ถูกควบคุมตัวจนกระทั่งเวลาประมาณเกือบ 11 โมง จึงได้เริ่มกระบวนการสอบปากคำ โดยเขาพบว่าเจ้าหน้าที่มีข้อมูลส่วนตัวของเขา กิจวัตรต่าง ๆ ในโซเชียล ทำให้รู้สึกว่าเขาอาจถูกติดตามมาเป็นเวลานานแล้ว
หลังจากนั้น เขายังถูกสอบถามว่ามีทนายความหรือไม่ ขณะนั้นแฟนต้าไม่ทราบว่าจะติดต่อทนายความที่ไหน และไม่มีเงินจ้าง ทำให้เขาไม่ได้มีทนายความร่วมด้วยในขั้นตอนทั้งหมด
เขายังสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงขั้นตอนการประกันตัว เพราะกังวลว่าจะต้องใช้เงินจำนวนเท่าใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่า “อย่างต่ำก็แสนนึง” แต่เขาไม่มีเงินจำนวนดังกล่าวและไม่มีญาติที่สามารถช่วยเหลือได้ ท้ายที่สุด เจ้าหน้าที่ที่ทำการสอบปากคำจาก บก.ปอท. จึงแจ้งว่า จะไม่ส่งตัวเขาไปฝากขังและจะปล่อยตัวกลับ แต่จะขอยึดโทรศัพท์มือถือไว้แทน
ตั้งแต่นั้นมาแฟนต้าเล่าว่า เขารู้สึกพะวงมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาเดินทางไปไหนมาไหนหรือเวลาไปพักต่างถิ่น หากได้ยินเสียงคนเคาะประตู ทั้งที่ไม่ใช่ห้องพักของตนเองก็มักจะเกิดความรู้สึกตื่นตระหนกไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งอาการดังกล่าวยังคงส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขามาจนถึงปัจจุบัน
ส่วนผลกระทบต่อชีวิตการทำงาน แฟนต้าเปิดเผยว่า เขาเคยสมัครงานกับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง แต่ทางบริษัทไม่ได้รับเข้าทำงาน เนื่องจากตรวจสอบพบประวัติการถูกดำเนินคดี แม้เขาจะชี้แจงว่าคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาและศาลยังไม่มีคำพิพากษาออกมา แม้ต่อมาเขาจะสามารถหางานอื่นทำได้ในที่สุด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการถูกดำเนินคดีนี้ส่งผลกระทบต่อทางเลือกและโอกาสในการทำงานไม่น้อย
.
การใช้ชีวิตภายใต้เงื่อนไขอุปกรณ์กำไล EM
แฟนต้าเล่าว่า ต่อมาเขาทราบว่าคดีนี้มีผู้กล่าวหาคือ อัศวิณีย์ หวานจริง อดีตคณบดีคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเขาระบุว่าไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่หลังทราบว่าผู้กล่าวหาเป็นผู้ที่เคยมีข่าวกรณีเกี่ยวกับงานศิลปะของนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาก่อน เขาจึงระลึกได้ว่าเคยเข้าไปแสดงความคิดเห็นใต้ข่าวดังกล่าวด้วย นั่นอาจเป็นที่มาที่ทำให้ถูกไปไล่ดูโพสต์ข้อความและถูกดำเนินคดีนี้
หลังจากการถูกแจ้งข้อกล่าวหา แฟนต้าได้รับคำแนะนำจากหัวหน้างานให้รู้จักกับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เขาจึงตัดสินใจติดต่อขอความช่วยเหลือทางกฎหมายเข้ามา และต่อมาทราบว่ามีทางกองทุนราษฎรประสงค์คอยช่วยเหลือเรื่องการประกันตัว ทำให้รู้สึกเบาใจขึ้น
จากนั้นคดีเดินหน้าต่อ เมื่ออัยการมีคำสั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2567 “วันนั้น ผมรู้สึกตกใจ คิดแล้วว่าอาจจะไม่ได้กลับบ้าน เพราะเป็นวันที่ผมได้เข้าไปอยู่ในห้องขังใต้ถุนศาล โชคยังดีที่ผมจำเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนสนิทได้ จึงโทรบอกเขาให้ทราบเรื่องนี้”
แฟนต้าจำได้ว่า เขาต้องอยู่ในห้องดังกล่าวเป็นคนสุดท้ายจนถึงเวลาประมาณ 18.00 น. ก่อนที่ศาลจะอ่านผลการประกันผ่านจอภาพ โดยอนุญาตให้เขาประกันตัวออกมาในที่สุด “ตอนอยู่ในห้องผมจิตตกมาก เพราะยังไม่ได้สั่งลาใครไว้เลย” เขากล่าวเสริม
แม้ได้ประกันตัว แต่มีเงื่อนไขที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเขามากที่สุดคือ การต้องสวมใส่อุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (EM)
“มันทำให้ผมใช้ชีวิตได้ไม่ค่อยสะดวกนัก ผมไม่สามารถไปไหนมาไหนโดยแต่งตัวตามปกติได้อีกเลย” แฟนต้าอธิบายเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่เริ่มใส่อุปกรณ์ EM จนเข้าสู่ปีที่สอง เขาจำเป็นต้องใส่กางเกงขายาวมาโดยตลอด ทั้งที่ก่อนหน้านี้เป็นคนชอบใส่กางเกงขาสั้นมาก
ในด้านการทำงาน แม้อุปกรณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบโดยตรง แต่ก็สร้างความกังวลให้กับเขาอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเรื่องแบตเตอรี่ที่อาจหมดระหว่างวัน เนื่องจากบางครั้งอุปกรณ์มีปัญหาชาร์จไฟไม่เข้า ขณะที่ลักษณะงานบริการที่เขาทำจำเป็นต้องยืนทำงานตลอดทั้งวัน ทำให้ไม่สามารถหาเวลาชาร์จแบตเตอรี่ได้อย่างสะดวก หรือชาร์จอุปกรณ์ไปพร้อมกับการทำงานได้ตลอดเวลา
.
ชีวิตที่ถูกแช่แข็งท่ามกลางการรอคอย
“ตั้งแต่ที่ผมถูกตำรวจควบคุมตัวไปวันนั้นจนถึงตอนนี้ ผมรู้สึกว่าชีวิตผมยังอยู่ที่เดิมอยู่เลย” แฟนต้าสรุปความรู้สึกของเขาตลอดสองปีเศษที่ผ่านมา
เขาอธิบายเสริมว่า คดีความที่ยังไม่สิ้นสุดทำให้ไม่สามารถวางแผนชีวิตได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะมีโอกาสใดเข้ามา เขาก็ไม่อาจตัดสินใจคว้าไว้ได้ เพราะยังต้องแบกรับความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลคดีที่ไม่รู้ว่าจะจบลงในทิศทางใด
“เหมือนผมโดนแช่แข็งไว้” แฟนต้าเปรียบ “เหมือนแค่หาข้าวกินไปวัน ๆ ไม่ได้มีโอกาสสร้างอนาคตของตัวเองอย่างที่เคยวาดฝันไว้”
แฟนต้ามองว่าคดีเพียงมาจากการโพสต์ข้อความในพื้นที่ส่วนตัว และเขาก็ไม่ได้ไปทำร้ายใคร หากเทียบกับผลกระทบที่เขาต้องเผชิญจากคดีนี้ เขาเห็นว่าสัดส่วนของการบังคับใช้กฎหมายและความร้ายแรงของบทลงโทษดูไม่ค่อยสมดุลกันราวฟ้ากับเหว
ท่ามกลางช่วงเวลาที่ย่ำแย่และความไม่แน่นอน ยังมีสิ่งหนึ่งที่คอยประคับประคองความหวังของแฟนต้าเอาไว้ นั่นคือหลานชาย ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวที่เขารักมากที่สุด แฟนต้าเล่าว่า เนื่องจากเขาเป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศ จึงไม่เคยคิดว่าชีวิตจะมีโอกาสมีลูกเหมือนคนอื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ หลานชายจึงกลายเป็นบุคคลสำคัญที่ทำให้เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่อเฝ้ามองการเติบโตมากที่สุด
ในส่วนของครอบครัว ซึ่งเป็นแรงยึดเหนี่ยวสำคัญที่ทำให้แฟนต้ายังคงอดทนฝ่าฟันปัญหาต่าง ๆ มาได้จนถึงทุกวันนี้ เขาเปิดเผยว่าไม่ได้บอกเล่าเรื่องคดีนี้ให้สมาชิกในครอบครัวทุกคนทราบ มีเพียงพี่สาวคนที่สามเท่านั้นที่รู้เรื่องราว และเขาเองก็เพิ่งตัดสินใจบอกเธอเมื่อไม่นานมานี้
แฟนต้าเล่าว่า ภายหลังได้รับรู้เรื่องราวทั้งหมด พี่สาวค่อนข้างเข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เธอไม่ได้ตำหนิหรือต่อว่าแต่อย่างใด สิ่งที่พี่สาวมอบให้จึงไม่ใช่การซ้ำเติมหรือการตัดสิน แต่เป็นคำแนะนำให้ใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
.
ความหวังในอนาคต
ท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แฟนต้าพยายามเตรียมใจรับมือกับผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นพอสมควร แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่รู้สึกเสียใจหากศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก
แต่ในอีกด้านหนึ่งเขาก็รู้สึกโล่งใจอยู่บ้างที่ครอบครัวจะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเข้าเรือนจำของเขา เนื่องจากพี่น้องคนอื่น ๆ ยังช่วยเป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวได้ สิ่งที่เขากังวลจึงมิใช่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ หากเป็นเพียงผลกระทบทางอ้อม โดยเฉพาะความเป็นห่วงที่คนในครอบครัวอาจต้องแบกรับ
หากท้ายที่สุดเขาต้องเข้าไปใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำ อีกสิ่งที่สร้างความกังวลให้กับแฟนต้าไม่แพ้กันคือ ความเป็นอยู่ภายในเรือนจำ โดยเฉพาะเรื่องความสะอาดและการนอนหลับ เนื่องจากโดยปกติแล้วเขาเป็นคนที่นอนหลับยาก ขณะเดียวกัน ประเด็นเรื่องการคุกคามต่อผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เขากังวลไม่น้อย เพราะเมื่ออยู่ภายในเรือนจำแล้ว คนภายนอกไม่อาจรับรู้ได้อย่างทันท่วงทีว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“เพราะมันอึดอัดมานาน มันเป็นความหวังเล็ก ๆ ที่ไม่รู้ว่าจะเกิดขึ้นไหม” เขากล่าวว่า หากความหวังในการสิ้นสุดนี้โดยไม่ต้องจำคุก กลายเป็นความจริง เขาตั้งใจจะเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง และกลับไปเดินตามความฝันที่เคยวางไว้
สิ่งสุดท้ายที่เขาอยากฝากถึงผู้มีอำนาจ คือ การตระหนักถึง “ความเห็นอกเห็นใจ” เนื่องจากคำพิพากษาหนึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อสำนวนคดีเพียงเท่านั้น หากยังเป็นการชี้เป็นชี้ตายบุคคลคนหนึ่งโดยตรง
“ผมไม่รู้เหมือนกันว่าระยะเวลาที่ผมหายไป ไม่ได้อยู่ข้างนอก ไม่มีอิสรภาพ ช่วงเวลาเหล่านั้นจะมีค่ามากน้อยแค่ไหน สำหรับบางคนที่เป็นเสาหลักของครอบครัว ผมยิ่งเห็นใจเขามาก เพราะถ้าเขาหายไปแล้วคนที่บ้านจะอยู่ยังไง
“อีก 10 ปี หรือ 20 ปี ผ่านไป เรื่องนี้ก็อาจกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าที่น่าตลกขบขันในหมู่เด็กรุ่นใหม่ก็ได้ ว่าในยุคสมัยหนึ่งเคยมีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น”
“ผมมีความหวังว่าสักวันหนึ่งผู้คนจะสามารถพูดคุยเรื่องประวัติศาสตร์และสถาบันกษัตริย์ได้อย่างเปิดเผยและปลอดภัยมากขึ้น”
ก่อนแฟนต้าจะทิ้งท้ายไว้ว่า “ตราบใดที่นาฬิกายังไม่หยุดเดิน ผมก็ไม่หมดหวัง ผมยังอยากเห็นมันเกิดขึ้นสักช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตก็ยังดี”
.
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
