ในเดือนมีนาคม 2569 ไม่มีจำนวนคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตามในจำนวนทั้งหมด 1,346 คดีที่ประชาชนถูกดำเนินคดี ยังมีคดีความอีกราว 535 คดี ที่ยังคงอยู่ในกระบวนการชั้นต่าง ๆ รวมทั้งพบแนวโน้มการดำเนินคดีลักษณะหมิ่นประมาทของนักการเมืองที่มีอิทธิพลในพื้นที่ต่าง ๆ ต่อประชาชนหรือสื่อมวลชนเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง
สำหรับสถานการณ์คำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตลอดเดือนที่ผ่านมา มีอย่างน้อย 12 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 6 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 6 คดี พบว่ามีจำนวนสามคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของปิยรัฐ, คดีมาตรา 112 ของณวรรษ และคดีชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง UN62 แกนนำ 18 คน
ในคดี ม.112 ของปิยรัฐ จากเหตุปราศรัยชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ศาลพิพากษายกฟ้องทุกข้อหา โดยระบุว่าถ้อยคำปราศรัยของปิยรัฐเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจรัฐและบ่อเกิดของรัฐธรรมนูญ และในคดีของณวรรษ จากเหตุปราศรัยชุมนุม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ศาลพิพากษายกฟ้อง ระบุว่าข้อความของณวรรษไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริงหรือเป็นการดูหมิ่นอันพาดพิงถึงรัชกาลที่ 10 และสุดท้าย คดี UN62 ศาลพิพากษายกฟ้อง ม.116 โดยเห็นว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง
อย่างไรก็ตาม สำหรับคดีที่ศาลพิพากษาว่ามีความผิด มีอย่างน้อย 9 คดี ยกตัวอย่าง ในกรณีของพรหมศร ถูกศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาคดี ม.112 ยืนจำคุก 2 ปี 10 เดือน และไม่อนุญาตให้ประกันตัว จึงเป็นเหตุให้ถูกขังอยู่ที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี โดยเขาได้อดอาหารประท้วงเพื่อเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดทั้งหมด ก่อนที่ยุติประท้วงในเวลาต่อมา
ส่วนกรณีของกันต์ฤทัย มีคำพิพากษาคดี ม.112 ในคดีที่สอง โดยศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี 12 เดือน และให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีมาตรา 112 คดีแรก ทำให้มีโทษจำคุกรวมแล้ว 10 ปี 60 เดือน (หรือประมาณ 15 ปี) โดยที่ปัจจุบันกันต์ฤทัยยังถูกขังอยู่ในเรือนจำ
นอกจากนั้นในคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เดือนที่ผ่านมา ศาลฎีกามีคำพิพากษาออกมาว่ามีความผิดทั้งสองคดี ได้แก่ คดีคาร์ม็อบปัตตานี และคดีคาร์ม็อบสตูล ทำให้ปัจจุบันศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีคาร์ม็อบในจังหวัดต่าง ๆ ออกมาจำนวนอย่างน้อย 7 คดีแล้ว ซึ่งมีเพียง 1 คดีที่พิพากษายกฟ้องทั้งหมด
.
จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2569 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไปแล้วอย่างน้อย 1,997 คน ในจำนวน 1,346 คดี เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 แล้ว ไม่มีจำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นจากเดิม
หากนับจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีซ้ำในหลายคดี โดยไม่หักออก แต่นำจำนวนมาเรียงต่อกันแล้ว จะพบว่ามีจำนวนการถูกดำเนินคดีไปอย่างน้อย 4,076 ครั้ง
สำหรับสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่
1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 291 คน ในจำนวน 321 คดี ซึ่งในจำนวนนี้อย่างน้อย 169 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ
2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 157 คน ในจำนวน 57 คดี
3. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 678 คดี
4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 202 คน ในจำนวน 111 คดี
5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 222 คน ในจำนวน 243 คดี
6. ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 45 คน ใน 27 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี
จากจำนวนคดี 1,346 คดีดังกล่าวมีจำนวน 811 คดี ที่สิ้นสุดไปแล้ว (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว)

.
แนวโน้มการดำเนินคดีในช่วงเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา มีสถานการณ์สำคัญดังต่อไปนี้
บก.สำนักข่าว The Issan Record ถูกนักการเมืองฟ้องหมิ่นประมาท เหตุนำเสนอข่าวแรงงานเก็บเบอร์รีฟินแลนด์
แม้จะไม่มีคดีจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองเพิ่มโดยตรง แต่คดีในลักษณะหมิ่นประมาท ซึ่งพบว่ามีนักการเมืองที่มีอิทธิพลในพื้นที่ต่าง ๆ กล่าวหาต่อประชาชนที่แสดงความคิดเห็นต่อภูมิหลัง หรือข้อสงสัยในการทำงานต่าง ๆ รวมทั้งสื่อมวลชนที่นำเสนอข่าวสาร ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังก่อนหน้านี้มีกรณีของธรรมนัส พรหมเผ่า มอบอำนาจให้มีการดำเนินคดีกว่า 600 คดี ที่จังหวัดพะเยา
เดือนที่ผ่านมา โกวิท โพธิสาร บรรณาธิการสำนักข่าว The Isaan Record เปิดเผยว่า เขาถูกสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดชลบุรี ในข้อหา “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” โดยระบุว่าโกวิทแชร์โพสต์เฟซบุ๊กของ หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ซึ่งเขียนถึงการสอบสวนของ ป.ป.ช. เรื่องการรับสินบนจากบริษัทเบอร์รี่ป่าฟินแลนด์ พร้อมนำเสนอรายงานข่าวสืบสวนเรื่องแรงงานที่ถูกหลอกไปทำงานเก็บเบอร์รีของสำนักงานข่าวด้วย โดยโกวิทเขียนประกอบถึงบทบาทของ The Isaan Record เท่านั้น
โจทก์อ้างว่า ข้อความดังกล่าวทำให้ตนเสียชื่อเสียง ถูกเกลียดชัง และได้รับความเสียหาย รวมทั้งทำให้โจทก์อับอาย และได้รับความทุกข์ทรมานทางจิตใจอย่างร้ายแรง จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายรวม 1 ล้านบาท โดยศาลจังหวัดชลบุรีนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 27 เม.ย. นี้
ก่อนหน้านี้ หทัยรัตน์ พหลทัพ บรรณาธิการบริหาร The Isaan Record ก็ได้รับหมายเรียกในลักษณะเดียวกัน แต่เป็นการฟ้องคดีที่ศาลอาญา รวมทั้งเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท ต่อมาสุชาติเปิดเผยว่าได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายถอนฟ้องแล้ว แต่อย่างไรก็ตามหทัยรัตน์ระบุว่ายังไม่ได้รับเอกสารอย่างเป็นทางการว่ามีการถอนฟ้องจริง จนในเวลาต่อมาโกวิทได้รับหมายศาลในกรณีดังกล่าวเพิ่มอีกหนึ่งคน
.
มีนาคม 2569: พิพากษาคดี ม.112 ยกฟ้อง ปิยรัฐ-ณวรรษ ด้านพรหมศรถูกขังเหตุไม่ได้ประกันชั้นฎีกา – กันต์ฤทัยมีโทษจำคุกรวมสองคดี 15 ปี
ตลอดเดือนมีนาคม 2569 ศาลมีคำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย อย่างน้อย 12 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 6 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 6 คดี พบว่ามีสามคดีที่ศาลพิพากษายกฟ้อง ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของปิยรัฐ, คดีมาตรา 112 ของณวรรษ และคดีชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง UN62 แกนนำ 18 คน
สำหรับคำพิพากษาคดีมาตรา 112 แบ่งเป็นคดีชั้นต้น 4 คดี และชั้นอุทธรณ์ 2 คดี ดังต่อไปนี้
คดีของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี กรณีทำกิจกรรมหน้า สภ.คลองหลวง เรียกร้องให้ปล่อยตัว “นิว” สิริชัย นาถึง ซึ่งถูกจับกุมในยามวิกาลด้วยข้อหามาตรา 112 เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2564 โดยศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้จำคุก 2 ปี 10 เดือน ไม่รอลงอาญา ส่วนข้อหาตาม พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ แก้ให้ยกฟ้อง
ปัจจุบันศาลฎีกาไม่อนุญาตให้พรหมศรประกันตัวระหว่างฎีกา ทำให้เขายังคงถูกขังอยู่ที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี ซึ่งตั้งแต่วันที่เริ่มถูกคุมขัง 9 มี.ค. 2569 พรหมศรอดอาหารเรียกร้องให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษทางความคิดทั้งหมด ก่อนที่จะยุติการอดอาหารเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2569
คดีของอติรุจ (สงวนนามสกุล) กรณีตะโกนว่า “ไปไหนก็เป็นภาระ” ใส่ขบวนเสด็จของรัชกาลที่ 10 ขณะเคลื่อนออกจากศูนย์การประชุมสิริกิติ์ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 15 ต.ค. 2565 โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนลงโทษจำคุก 1 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา และต่อมาในวันเดียวกัน ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในชั้นฎีกา
คดีของ “ป้านิด” จิราภรณ์ บุษปะเกศ ประชาชนวัย 77 ปี กรณีขึ้นปราศรัยวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์ ในการชุมนุม THE RETURN OF THAMMASAT #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2566 โดยศาลจังหวัดธัญบุรีพิพากษาจำคุก 3 ปี จำเลยรับสารภาพ ลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 1 ปี 6 เดือน โดยให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี
คดีของ “อาย” กันต์ฤทัย คล้ายอ่อน กรณีโพสต์รูปและข้อความบนเฟซบุ๊กมีเนื้อหาเกี่ยวกับรัชกาลที่ 10 รวม 2 โพสต์ เมื่อวันที่ 28 ก.ค. และ 13 ก.ย. 2565 ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 3 ปี รวม 2 กรรม เป็น 6 ปี ก่อนลดโทษกรรมละกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 2 ปี 12 เดือน เนื่องจากจำเลยรับสารภาพ และให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีมาตรา 112 คดีแรก ทำให้อายมีโทษจำคุกรวมกันสองคดี 10 ปี 60 เดือน (หรือประมาณ 15 ปี)
คดีของ “โตโต้” ปิยรัฐ จงเทพ กรณีขึ้นปราศรัยในประเด็นพระราชอำนาจและบทบาทของกองทัพ ในการชุมนุม #เด็กพูดผู้ใหญ่ฟัง ที่บริเวณลานศาลหลักเมืองอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2563 ต่อมาถูกฟ้องตามข้อหามาตรา 112, มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
ศาลจังหวัดอุบลราชธานีพิพากษายกฟ้องทุกข้อหา โดยเห็นว่าถ้อยคำปราศรัยของปิยรัฐเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจรัฐและบ่อเกิดของรัฐธรรมนูญ ไม่เข้าลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรืออาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์
คดีของ “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา กรณีเข้าร่วมปราศรัยในกิจกรรม “ส่องไฟให้ทางประชาธิปไตย” ที่บริเวณแยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2566 โดยศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าข้อความที่จำเลยกล่าวไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริงหรือเป็นการดูหมิ่น อันระบุพาดพิงถึงรัชกาลที่ 10
อย่างไรก็ตาม ณวรรษยังไม่ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ เนื่องจากยังมีคดีที่ถูกคุมขังอยู่อีก 3 คดี
.
.
พิพากษายกฟ้องคดีชุมนุมคนอยากเลือกตั้ง UN62 หลังสู้คดียาวนานเกือบ 8 ปี ส่วนคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ศาลฎีกามีคำพิพากษาออกมาเพิ่ม 2 คดี โดยเห็นว่ามีความผิดทั้งหมด
สำหรับคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองอื่น ๆ ที่ศาลมีคำพิพากษาออกมาอย่างน้อย 6 คดี มีรายละเอียดดังต่อไปนี้
คดีของชลธิชา คุ้มจันอัด ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ที่มีความร้ายแรง จากเหตุเข้าร่วมการชุมนุม #ม็อบ20ตุลา บริเวณด้านข้างห้างเดอะมอลล์ บางแค เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2563 โดย จำเลยให้การรับสารภาพเนื่องจากมีความกังวลต่อภาระทางคดี ศาลแขวงบางบอนมีคำพิพากษาลงโทษปรับ 20,000 บาท
คดีของ “ลี” ซูกริฟฟี ลาเตะ ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบปัตตานี เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และเรียกร้องวัคซีน mRNA เมื่อวันที่ 7 และ 14 ส.ค. 2564 โดยศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 4 เดือน ปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี เห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีบทบาทในการจัดกิจกรรม มิใช่เพียงผู้เข้าร่วมชุมนุม เห็นว่าการรวมตัวและจัดการปราศรัยในลักษณะใกล้ชิดกัน และผู้ชุมนุมบางคนไม่สวมหน้ากากอนามัย ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่โรค
คดีของ 3 นักศึกษาสตูล ในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กรณีร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบสตูล “ขับรถไล่ตู่” เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2564 เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเรียกร้องให้จัดหาวัคซีนโควิด-19 ที่มีคุณภาพ โดยศาลฎีกาพิพากษายืนเห็นว่ามีความผิด เห็นว่าจำเลยมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม ไม่ได้ขออนุญาตและไม่ปฏิบัติตามมาตรการ ถือว่าทำให้เสี่ยงต่อการแพร่โรค ไม่ต้องคำนึงว่าเกิดการแพร่เชื้อหรือไม่ โดยให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี
คดี UN62 ของแกนนำนักกิจกรรม 18 ราย ในข้อหาหลัก “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116 จากการชุมนุมเดินขบวนไปหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่ถูกเจ้าหน้าที่สกัดไว้ที่หน้าองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 21-22 พ.ค. 2561 เรียกร้องให้มีการจัดการเลือกตั้งตามกำหนด และให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยุติการสืบทอดอำนาจ
ภายหลังการต่อสู้คดีกว่า 8 ปี ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องในข้อหามาตรา 116 และข้อหาหลักอื่น ๆ โดยเห็นว่าการชุมนุมเป็นไปโดยสงบตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง มีเจตนาเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง มีการแจ้งการชุมนุมตามกฎหมาย แม้ผู้ชุมนุมมีการยื้อยุดแผงเหล็กกับเจ้าหน้าที่บ้างก็เป็นปกติธรรมชาติของการชุมนุม แต่เห็นว่ามีความผิดฐานใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษปรับคนละ 200 บาท
คดีของ 13 ประชาชน จากกรณีการชุมนุมของกลุ่ม #REDEM หน้าศาลอาญา ใน #ม็อบ2พฤษภา64 เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมที่ถูกคุมขังจากคดีมาตรา 112 ในขณะนั้น ทั้งหมดถูกฟ้องในข้อหาหลักร่วมกันดูหมิ่นศาล, มาตรา 215, มาตรา 216 และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาให้แก้โทษปรับตาม พ.ร.บ.จราจรฯ ตาม พ.ร.บ.ความสะอาดฯ ให้เป็นโทษปรับทางพินัย และให้แก้ในส่วนของ “บอย” ธัชพงศ์ เป็นรอลงอาญา 3 ปี และปรับทางอาญาเพิ่ม 19,999.99 บาท
และคดีของอานนท์ (สงวนนามสกุล) จากเหตุชุมนุมดินแดง #ม็อบ12กันยา64 ถูกดำเนินคดีในข้อหาพกอาวุธปืนฯ และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยศาลอุทธรณ์พิพากษายืนลงโทษจำคุก 4 ปี 2 เดือน ไม่รอลงอาญา ต่อมาในวันเดียวกันศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว และมีเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) ต่อไป แม้ติดต่อเนื่องมากว่า 4 ปี 6 เดือนแล้ว
.

สั่งฟ้อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง เหตุชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน ปี 63
ในเดือนมีนาคม 2569 ยังพบว่าพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอีกอย่างน้อย 1 คดี
ชลธิชา คุ้มจันอัด ถูกสั่งฟ้องต่อศาลแขวงปทุมวัน ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง จากกรณีเข้าร่วมการชุมนุม #16ตุลาไปแยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2563 ซึ่งนับว่าเป็นคดีที่สองของชลธิชาที่ถูกสั่งฟ้องในข้อหานี้ โดยก่อนหน้านี้อัยการได้สั่งฟ้องคดีแรกไปเมื่อวันที่ 6 ก.พ. 2569 จากกรณีชุมนุม #ม็อบ20ตุลา63 ซึ่งศาลแขวงบางบอนได้มีคำพิพากษาปรับ 20,000 บาท
.

ไผ่-ครูใหญ่ ยังถูกขัง แม้ศาลฎีกาให้ประกันตัวคดี ม.112 กรณีหลัก แต่คดีอื่นที่มีหมายขังกลับยกคำร้อง
ในเดือนที่ผ่านมา ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ในคดีมาตรา 112 เหตุชุมนุมปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว หลังถูกขังในชั้นฎีกาตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 จากนั้นจึงมีการยื่นประกันคดีอื่น ๆ ของทั้งสองคนที่มีหมายขังอยู่ ซึ่งกรณีของจตุภัทร์ยื่นประกันตัว 2 คดี ส่วนอรรถพล ยื่นประกันตัวจำนวน 5 คดี
ปัจจุบันจตุภัทร์เหลือเพียง 1 คดี ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว คือคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น ยังไม่ได้มีคำพิพากษาแต่อย่างใด และก่อนหน้านี้เขาก็ได้รับการประกันตัวในคดีนี้ แต่ศาลกลับสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดีนี้
ส่วนอรรถพลยังเหลืออีก 4 คดี ที่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ทั้งที่ในจำนวนนี้มี 3 คดีที่เคยได้รับการประกันตัวก่อนหน้านี้ มีเพียงคดีปราศรัยที่แยกราชประสงค์ที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาออกมาในระหว่างช่วงที่เขาถูกจองจำ แต่คดีก็ยังอยู่ในระหว่างอุทธรณ์
.
นอกจากนั้นแล้ว ในเดือนที่ผ่านมายังมีการยื่นประกันตัวในคดีมาตรา 112 ของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี, อานนท์ นำภา (9 คดี), คดีมาตรา 110 ของ “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง และ “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ ซึ่งศาลมีคำสั่งยกคำร้องการประกันตัวทั้งหมด รวมถึงมีการยื่นประกันตัวเอกชัย หงส์กังวาน ในคดีมาตรา 110 ซึ่งกรณีของเอกชัยอยู่ระหว่างรอคำสั่งจากศาล
.

คดี ‘เนติวิทย์’ อารยะขัดขืนเกณฑ์ทหาร เลื่อนนัดรอคำวินิจฉัยศาล รธน. – ภาคประชาชนลงชื่อเรียกร้องให้รัฐรับรองสิทธิปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม
คดีของ “แฟรงค์” เนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ที่ถูกฟ้องในข้อหาหลีกเลี่ยงไม่เกณฑ์ทหารฯ ตาม พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 45 จากกรณีที่อารยะขัดขืนไม่เข้าร่วมกับการบังคับเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม
ศาลแขวงสมุทรปราการมีคำสั่งให้เลื่อนนัดไปฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 20 ก.ค. 2569 และเลื่อนไปฟังคำพิพากษาในวันที่ 28 ก.ย. 2569 สืบเนื่องจากฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นว่า พ.ร.บ.รับราชการทหาร พ.ศ. 2497 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญยังคงไม่มีคำวินิจฉัยออกมา
ขณะเดียวกันก็มีภาคประชาชน “เครือข่ายสมัครใจไม่บังคับเกณฑ์ – Right to Refuse Network” ออกแถลงการณ์ สนับสนุนรับรองสิทธิปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม เปิดประตูสู่ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร และแสดงความกังวลต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีของเนติวิทย์ ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิของเยาวชนในอนาคตที่ต้องการใช้สิทธิปฏิเสธการเกณฑ์ทหารด้วยเหตุผลทางมโนธรรม อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมาย
นอกจากนี้ เครือข่ายฯ ยังเชิญชวนให้ร่วมลงชื่อเพื่อสนับสนุนให้ ‘รัฐต้องรับรองสิทธิปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม’ ผ่านเว็บไซต์ change.org ให้ศาลรัฐธรรมนูญและรัฐบาลไทยรับรองสิทธิในการปฏิเสธเกณฑ์ทหารด้วยเหตุแห่งมโนธรรม
.

3 ประชาชนนับใหม่เขต 1 ชลบุรี ให้การตำรวจในฐานะ ‘ผู้กล่าวหา’ กรณีแจ้งความกลับ ผอ.เขตเลือกตั้ง ฐานแจ้งความเท็จ
ประชาชนชาวจังหวัดชลบุรี 3 ราย ได้แก่ มนัสนันท์ กรเกษม, กนกวรรณ สร้อยสน และเบญจพร สุขสว่าง ผู้เข้าร่วมเรียกร้องให้มีการนับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ในเขต 1 ของจังหวัดชลบุรี ซึ่งต่อมาถูกผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต 1 ชลบุรี แจ้งความดำเนินคดี และประชาชนทั้ง 3 รายแจ้งความกลับในข้อหาแจ้งความเท็จ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชลบุรี เพื่อให้การในฐานะผู้กล่าวหาและพยาน เมื่อวันที่ 5 และ 31 มี.ค. 2569
คำให้การของทั้งสามคนเน้นย้ำว่าการเดินทางไปที่สนามแบดมินตัน เทศบาลเมืองชลบุรีนั้น เป็นไปเพื่อติดตามสถานการณ์การร้องขอให้นับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ อันเป็นหน้าที่ของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในการติดตามและตรวจสอบการทำงานของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ มีหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ ทั้งยังช่วยดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ไปรวมตัวกัน ช่วยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ มิใช่การต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานแต่อย่างใด
กรณี กกต. แจ้งความประชาชนทั้งในชลบุรี และกรุงเทพฯ ยังต้องจับตาสถานการณ์ว่าตำรวจจะมีการเรียกมาแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ อย่างไรต่อไป รวมทั้งการแจ้งความดำเนินคดีกลับต่อ กกต. ด้วย

