3 ประชาชนนับใหม่เขต 1 ชลบุรี ให้การตำรวจในฐานะ ‘ผู้กล่าวหา’ กรณีแจ้งความกลับ ผอ.เขตเลือกตั้ง ฐานแจ้งความเท็จ

วันที่ 5 มี.ค. 2569 เวลา 09.00 น. ที่ สภ.เมืองชลบุรี ประชาชนชาวจังหวัดชลบุรี 3 ราย ได้แก่ มนัสนันท์ กรเกษม, กนกวรรณ สร้อยสน และเบญจพร สุขสว่าง ผู้เข้าร่วมเรียกร้องให้มีการนับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ในเขต 1 ของจังหวัดชลบุรี ซึ่งต่อมาถูกผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต 1 ชลบุรี แจ้งความดำเนินคดี และประชาชนทั้ง 3 รายแจ้งความกลับในข้อหาแจ้งความเท็จ ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้การในฐานะผู้กล่าวหาและพยาน 

คำให้การของทั้งสามคนเน้นย้ำว่าการเดินทางไปที่สนามแบดมินตัน เทศบาลเมืองชลบุรีนั้น เป็นไปเพื่อติดตามสถานการณ์การร้องขอให้นับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ อันเป็นหน้าที่ของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในการติดตามและตรวจสอบการทำงานของ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ มีหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ ทั้งยังช่วยดูแลความสงบเรียบร้อยของประชาชนที่ไปรวมตัวกัน ช่วยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ มิใช่การต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานแต่อย่างใด

.

มูลเหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังปรากฏการณ์รวมตัวกันของประชาชนซึ่งเดินทางไปเฝ้าติดตามสถานการณ์ ณ จุดรวมหีบบัตรเลือกตั้งบริเวณสนามแบดมินตัน เทศบาลเมืองชลบุรี พร้อมเรียกร้องให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ในเขต 1 ของจังหวัดชลบุรี ตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ 9 ก.พ. 2569

ต่อมาเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 11 ก.พ. 2569 ปรากฏตามรายงานข่าวว่า ประยูร วัฒนศิริบรรจง ปลัดอำเภอเมืองชลบุรี ในนามผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 ชลบุรี (ผอ.กต. เขต 1 ชลบุรี) ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชลบุรี ให้ดำเนินคดีกับประชาชนรวม 3 ราย ได้แก่ มนัสนันท์ กรเกษม, กนกวรรณ สร้อยสน และเบญจพร สุขสว่าง ในหลายข้อหา เช่น ข้อหาบุกรุก, ข้อหาขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน และข้อหาเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง เป็นต้น

วันต่อมา (12 ก.พ. 2569) ประชาชนทั้ง 3 คน เดินทางไปยื่นหนังสือที่ สภ.เมืองชลบุรี แสดงเจตจำนงในการเข้าร่วมกระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย และยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามหน้าที่ของพลเมืองไทยพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมกับแจ้งความกลับเพื่อดำเนินคดีกับ ประยูร วัฒนศิริบรรจง ในข้อหาแจ้งความเท็จทำให้ชื่อเสียงได้รับความเสียหาย และฐานความผิดอื่นตามกฎหมาย พร้อมกับขอให้ตำรวจตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งเพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานประกอบด้วย 

ต่อมาประชาชนได้รับหมายเรียกพยานครั้งที่ 1 ลงวันที่ 25 ก.พ. 2569 โดยมี ร.ต.อ.หญิง ปิยะนุช ขันแก้ว พนักงานสอบสวน สภ.เมืองชลบุรี เป็นผู้ออกหมายเรียก เพื่อให้ทั้งสามคนเข้าให้ปากคำในคดีที่แจ้งความกลับต่อ ผอ.กต. เขต 1 ชลบุรี โดยต่อมามีการนัดหมายเข้าพบพนักงานสอบสวนในวันนี้ (5 มี.ค. 2569) 

.

“กนกวรรณ” ยืนยันเข้าไปช่วยดูแลความสงบเรียบร้อยประชาชนที่มาติดตามหีบบัตร ส่วน “เบญจพร” ยืนยันพบหีบบัตรเลือกตั้งมิได้อยู่ในสภาพปิดอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่แรก

ตั้งแต่ก่อนเวลา 09.00 น. ประชาชนทั้งสาม พร้อมด้วยทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เดินทางไปถึงที่ สภ.เมืองชลบุรี ต่อมาเวลาประมาณ 10.00 น. ทั้งสามเริ่มให้การต่อพนักงานสอบสวน โดยมีใจความสำคัญดังต่อไปนี้  

ในเบื้องต้นประชาชนทั้ง 3 ราย ให้การยืนยันว่า กรณีที่ผู้อำนวยการเขตเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 ชลบุรี เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับตนเองก่อนหน้านี้ไม่เป็นความจริง ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามจึงตัดสินใจร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองชลบุรี ให้ดำเนินคดีกับประยูร ในความผิดฐานแจ้งความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 172 และ 173 

มนัสนันท์และกนกวรรณซึ่งถูกแจ้งความในข้อหาบุกรุก, ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน และเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ให้การสอดคล้องกันว่า สนามแบดมินตัน เทศบาลเมืองชลบุรี ไม่ใช่เคหสถาน เนื่องจากไม่ใช่ที่อยู่อาศัย อีกทั้งปรากฏตามประกาศเทศบาลเมืองชลบุรีระบุว่า เทศบาลเมืองชลบุรีมีความจำเป็นต้องใช้สนามแบดมินตันดังกล่าวเป็นศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรีในระหว่างวันที่ 5 – 9 กุมภาพันธ์ 2569

นอกจากนี้การเดินทางไปที่สนามแบดมินตันดังกล่าวก็เป็นไปเพื่อติดตามสถานการณ์การร้องขอให้นับคะแนนผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 ใหม่ อันเป็นหน้าที่ของประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งในการติดตามและตรวจสอบการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเป็นองค์กรอิสระ มีหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจตามมาตรา 215 ของรัฐธรรมนูญ

ดังนั้น การเข้าไปในสนามแบดมินตันจึงไม่ใช่การเข้าไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 และไม่ใช่การเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นเพื่อถือการครอบครอง อสังหาริมทรัพย์ และมิใช่การเข้าไปกระทําการใด ๆ อันเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นโดยปกติสุข อันจะเป็นความผิดตาม มาตรา 362 

ส่วนความผิดฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานนั้น ทั้งสองก็ยืนยันว่า มิได้มีเจตนาที่จะขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด หากแต่เป็นการใช้สิทธิและทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญในฐานะพลเมืองเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสของจัดการเลือกตั้ง 

กนกวรรณยังให้การต่อไปอีกว่า ขณะที่เข้าไปที่สนามแบดมินตันไม่ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ยุบรวมหีบหรือส่งมอบและรับมอบหีบบัตรเลือกตั้ง อีกทั้งตลอดระยะเวลากนกวรรณยังเป็นตัวแทนประชาชนในการประสานงานและเจรจากับเจ้าหน้าที่ โดยในขณะที่นายประยูรเดินทางมาถึงกนกวรรณก็เป็นผู้ประกาศและจัดการให้ประชาชนอยู่ในความสงบ พฤติการณ์ของกนกวรรณจึงเป็นการช่วยอำนวยความสะดวกและรักษาความสงบเรียบร้อย มิใช่การต่อสู้หรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน

สำหรับความผิดฐานเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น ทั้งสองคนให้การว่า บรรดาเอกสารใบขีดคะแนน ใบขีดคะแนนบัญชีรายชื่อ รวมถึงวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้ง เช่น สายรัดที่มีลายมือชื่อกํากับและรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ถูกทิ้งอยู่ในกองที่มีลักษณะคล้ายกองขยะและไม่ได้ถูกเก็บรักษาไว้ภายในหีบเลือกตั้ง ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฯ 

ภายหลังจากที่พบเอกสารดังกล่าวประชาชนได้นําไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ให้ทราบถึงการกระทำและแสดงความบริสุทธิ์โดยวางไว้บริเวณหน้าอัฒจันทร์อันเป็นการรักษาไว้ซึ่งเอกสาร มิได้มีผู้ใดพรากสิทธิครอบครองไปจากเจ้าหน้าที่ และไม่ได้ทําให้เอกสารชํารุดเสียหายหรือสูญหาย จึงไม่ได้เป็นการเอาเอกสารดังกล่าวไปจากการครอบครองของเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด 

ในส่วนของเบญจพรซึ่งถูกแจ้งความในข้อหา “เปิด ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เปลี่ยนสภาพ หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งหีบบัตรเลือกตั้ง” ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 104 ได้ให้การว่า ตนพบเห็นหีบบัตรเลือกตั้งที่ขนเข้ามาในสนามแบดมินตันนั้น มีร่องรอยการกรีดเทปกาวออก ไม่มีสายรัดหรืออุปกรณ์แทนสายรัด และไม่ใช่หีบบัตรพลาสติกที่ไม่ต้องใช้สายรัด หีบบัตรเลือกตั้งดังกล่าวจึงมิได้อยู่ในสภาพปิดอย่างสมบูรณ์

นอกจากนี้เอกสารสำคัญอย่างบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ยังถูกพบในลักษณะเปียกน้ำเหมือนถูกทิ้ง ทั้งที่เป็นเอกสารซึ่งคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งต้องนำส่งคืนให้แก่คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง เบญจพรจึงไม่มั่นใจว่าผลการนับคะแนนของหน่วยเลือกตั้งเขตที่ 1 จังหวัดชลบุรีจะเป็นไปอย่างโปร่งใสหรือไม่ เป็นเหตุให้เบญจพรเข้าไปเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนเห็นว่าหีบไม่ได้ถูกปิดอยู่ตั้งแต่แรก 

เพราะหากหีบถูกปิดเทปกาวและมีสายรัดโดยสมบูรณ์แล้ว ก็จะไม่สามารถเปิดได้โดยง่ายตามภาพข่าวที่ปรากฏในสื่อสาธารณะ หีบบัตรดังกล่าวจึงยังไม่มีสภาพเป็นหีบที่ถูกปิดตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 และที่แก้ไขเพิ่มเติม การกระทำดังกล่าวจึงไม่เป็นความผิดตามที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว

.

อย่างไรก็ตาม การดำเนินคดีในลักษณะดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นการใช้กฎหมายเพื่อยับยั้งการตรวจสอบการจัดการเลือกตั้งซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเรียกร้องให้ กกต. ยุติการดำเนินคดีต่อประชาชนผู้ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และการดำเนินคดีเช่นนี้ย่อมเป็นการสร้างภาระทางกฎหมายให้กับประชาชน ซึ่งออกมาทำหน้าที่พลเมือง และขอให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม สั่งไม่ฟ้องคดี กรณีที่เห็นว่าคดีดังกล่าวไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือไม่เข้าองค์ประกอบความผิดทางกฎหมาย เพื่อไม่ให้คดีความกลายเป็นภาระกับประชาชนที่ออกมาทำประโยชน์สาธารณะ

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

3 ประชาชน ที่ถูก กกต.ชลบุรี แจ้งความ เข้ายื่นหนังสือตำรวจ ยืนยันเข้าติดตามเรียกร้องให้นับคะแนนใหม่ตามหน้าที่พลเมือง พร้อมแจ้งความกลับ 

เก็บตก ‘ประชาชนชลบุรี’ เข้าชี้แจง กมธ. พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ยันไม่ได้บุกรุกพื้นที่ ได้รับอนุญาตจาก กกต. หีบถูกปิดไม่เหมาะสม ไม่มีเจตนาสร้างความเสียหาย

X