เก็บตก ‘ประชาชนชลบุรี’ เข้าชี้แจง กมธ. พัฒนาการเมืองฯ วุฒิสภา ยันไม่ได้บุกรุกพื้นที่ ได้รับอนุญาตจาก กกต. หีบถูกปิดไม่เหมาะสม ไม่มีเจตนาสร้างความเสียหาย

เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2569 เวลา 10.00. น.ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ CA428 รัฐสภา ประชาชนชาวจังหวัดชลบุรี 3 คน ได้แก่ มนัสนันท์ กรเกษม, กนกวรรณ สร้อยสน, เบญจพร สุขสว่าง พร้อมทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค ของวุฒิสภา กรณีถูกผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต 1 ชลบุรี แจ้งความดำเนินคดีจากการรวมตัวร่วมเรียกร้องให้มีการนับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้ง 1 จังหวัดชลบุรี

นอกจากนี้ ทาง กมธ. ยังได้เชิญ แสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งรองเลขาธิการ กกต. และประยูร วัฒนศิริบรรจง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต 1 ชลบุรี ซึ่งเป็นผู้แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนทั้ง 3 คน ให้เข้าร่วมการประชุมด้วย อย่างไรก็ดี แสวงไม่ได้มาเข้าร่วมการประชุม แต่ส่ง ครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต. เข้าชี้แจงแทน และ โดยทั้งรองเลขาธิการ กกต. และ ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำเขต 1 ชลบุรี  ไม่ได้เดินทางมาเข้าร่วมประชุมที่สภา  แต่ได้เข้าประชุมทางไกลทางระบบออนไลน์แทน

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้กล่าวถึงความสำคัญของวาระการประชุมในครั้งนี้ ว่านอกจากจะต้องการให้ทั้งสองฝ่ายมาชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว ยังมีความกังวลว่าการฟ้องร้องในครั้งนี้ จะเป็นการฟ้องกลั่นแกล้ง (SLAPP) หรือไม่ ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

ประยูร วัฒนศิริบรรจง ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต 1 ชลบุรี ได้ชี้แจงถึงข้อกล่าวหาที่ดำเนินคดีกับประชาชนทั้ง 3 คน โดยกรณีของ กนกวรรณ และ มนัสนันท์ ถูกแจ้งความ ในฐานบุกรุก, ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงาน และเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยกล่าวหาว่าเข้าไปยังสถานที่รวมคะแนนการเลือกตั้ง และร่วมกดดันเอาใบรวมคะแนนดิบของหน่วยเลือกตั้งที่ 15 ไปจากครอบครอง ทำให้ผู้แจ้งไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่

ส่วนกรณีของเบญจพร ถูกแจ้งความในฐาน “เปิด ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เปลี่ยนสภาพ หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งหีบบัตรเลือกตั้ง” ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และความผิดฐาน “บุกรุก” กรณีได้ทำการเปิดหีบเลือกตั้ง

ในการประชุมร่วมในครั้งนี้ มีเนื้อหาที่ทุกฝ่ายต่างให้ความสำคัญคือ เรื่องระเบียบการจัดการเลือกตั้ง การจัดการหีบลงคะแนนเสียง ทั้งในเรื่องขั้นตอนการปฏิบัติและผู้มีอำนาจในการจัดการ ซึ่งเกี่ยวพันกับข้อกล่าวหาที่ประชาชนทั้ง 3 รายถูกแจ้งความดำเนินคดีโดย กกต.

.

กกต. อ้าง มาตรา 104 พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งฯ แค่เปิดหีบโดยไม่มีอำนาจ ก็ถือว่ามีความผิดแล้ว

“มาตรา 104 ตั้งแต่เวลาที่ได้เปิดและปิดหีบบัตรเลือกตั้งที่ตั้งไว้เพื่อการออกเสียงลงคะแนนหรือภายหลังที่ได้ปิดหีบบัตรเลือกตั้งนั้น เพื่อรักษาไว้เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว ห้ามมิให้ผู้ใดเปิด ทำลาย ทำให้เสียหาย ทำให้เปลี่ยนสภาพ หรือทำให้ไร้ประโยชน์ หรือนำไปซึ่งหีบบัตรเลือกตั้ง หรือบัตรเลือกตั้ง หรือเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งได้จัดทำ โดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย”

ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 มาตรา 104 ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อกล่าวหาหลักที่มีการแจ้งความ ในกรณีของเบญจพรนั้น รองเลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงว่าในส่วนของการ “เปิด” กับ “ทำให้เสียหาย” นั้น ต้องพิจารณาแยกส่วนกัน แม้จะไม่มีการทำลายหีบจนทำให้เสียหาย แต่ลำพังการเปิดโดยที่ผู้เปิดไม่มีอำนาจตามกฎหมายนั้น ก็ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดแล้ว

ส่วนเรื่องหีบทุกใบทำการปิดอย่างเหมาะสมตามมาตรา 104 หรือไม่นั้น รองเลขาธิการ กกต. ระบุว่าไม่ได้ทำการตรวจสอบในเรื่องนี้ เนื่องจากในวันดังกล่าว ตนไปเป็นทำการตรวจสอบเรื่องปัญหาการนับคะแนนใหม่ ไม่ได้ทำการตรวจสอบเรื่องหีบว่ามีการเปลี่ยนสภาพหรือถูกทุบทำลายหรือไม่

ในส่วนของอำนาจของเจ้าหน้าที่ กกต. ระบุว่าเป็นการใช้อำนาจตาม ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ข้อ 183 และ 184 ซึ่งให้อำนาจกับกรรมการเลือกตั้งประจำเขตในการเปิดหีบเลือกตั้งและทำการยุบรวมหีบ ก่อนที่จะทำการปิดด้วยสายรัดและเทปกาวและเปิดอีกครั้งเพื่อเคลื่อนย้ายไปลงในถุงใส่บัตรเลือกตั้ง

.

ผู้ถูกฟ้องยืนยันหีบถูกปิดอย่างไม่เหมาะสม สร้างความคลางแคลงใจให้กับประชาชน 

กนกวรรณ สร้อยสน ยืนยันว่าตนและประชาชนในวันนั้นมีความกังวลว่าหีบเลือกตั้งนั้นไม่ได้ถูกปิดอย่างเหมาะสม จากการที่เห็นหีบบางหีบมีการใช้เชือกฟางแทนสายรัดเคเบิลไทรด์ รวมถึงไม่ได้ใช้เทปกาวในการปิดผนึก ซึ่งเมื่อสอบถามไปที่  ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขต 1 ชลบุรี ได้ชี้แจงต่อพวกตนว่าสายรัดและเทปกาวหมด

ส่วน เบญจพร สุขสว่าง ให้ข้อมูลว่าในวันดังกล่าว เมื่อได้ฟังการแถลงของ กกต. ที่บอกว่าหีบทุกใบนั้นทำการปิดผนึกด้วยเทปกาวแล้วทุกใบ แต่ตนกลับสังเกตว่าหีบบางหีบไม่ได้มีเทปการปิดอยู่ และเมื่อตนใช้นิ้วสะกิดปากหีบ หีบก็สามารถเปิดออกได้อย่างง่ายดาย

สุนทร พฤกษพิพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาและคณะกรรมาธิการ กมธ. ชุดนี้ ยังตั้งข้อสงสัยว่าสภาพหีบในวันนั้นถูกปิดอย่างถูกต้องตามมาตรา 104 หรือไม่ เนื่องจากพบว่าในระหว่างการเคลื่อนย้ายหีบ มีบัตรเลือกตั้งบางส่วนร่วงลงพื้น ซึ่งหากปิดหีบอย่างสนิทเรียบร้อยแล้ว เหตุดังกล่าวย่อมยากที่จะเกิดขึ้น

นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา มองว่าเนื่องจากหีบนั้นเปิดอยู่แล้ว การที่ผู้ถูกกล่าวหากระทำการณ์ดังกล่าวแล้วผู้กล่าวหามองว่าเป็นการเปิดหีบ การฟ้องในครั้งนี้ กกต. ตีความจากข้อกฎหมายมากเกินไป เมื่อประชาชนที่เฝ้าสังเกตการณ์เห็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของ กกต. อย่างเหมาะสมแล้ว จะไม่ให้ประชาชนรู้สึกคลางแคลงใจได้อย่างไร

.

ยืนยันการเข้าไปในพื้นที่เก็บหีบไม่ใช่การบุกรุก แต่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปโดยเจ้าหน้าที่ กกต. แล้ว

ในส่วนกรณีที่ถูกแจ้งความ ในฐานบุกรุกและขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าพนักงานนั้น กลุ่มผู้ถูกกล่าวหายืนยันว่าพวกตนไม่ได้บุกรุกเข้าไปในพื้นที่ แต่ได้รับการอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ กกต. แล้ว ให้สามารถเข้าไปได้ โดยกนกวรรณชี้ว่าเธอและตัวแทนได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ กกต. แล้ว ซึ่งผู้อำนวยการ กกต.ชลบุรี เป็นผู้อนุญาต

ในเรื่องอำนาจในการอนุญาตให้ประชาชนเข้ามาในพื้นที่นั้น รองเลขาธิการ กกต. ชี้แจงว่ากรณีนี้เป็นการตัดสินใจในหน้างานของเจ้าหน้าที่ เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า ซึ่งมีประชาชนมารวมตัวจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องยอมอนุญาตให้ประชาชนเข้ามาในพื้นที่ เพื่อให้ กกต. สามารถทำงานได้

ด้านผู้ถูกกล่าวหายืนยันอีกว่า พวกตนไม่ได้มีเจตนาจะขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ กกต. แต่เดินทางไปในบริเวณนั้นเพราะกังวลและเคลือบแคลงใจในการจัดการเลือกตั้งของ กกต.

.

เจตนารมณ์ของผู้กระทำไม่ใช่การเปิดหีบ แต่เพราะต้องการพิสูจน์ข้อเท็จจริง – กกต. ยืนยันไม่มีเจตนาฟ้องกลั่นแกล้ง แต่ไม่อาจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภาและคณะกรรมาธิการชุดนี้ ตั้งคำถามถึงการแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ว่า กกต. ได้คำนึงถึงเจตนาของผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ว่ากระทำไปเพราะเหตุใด 

ทางด้าน เบญจพร ผู้ถูกกล่าวหาในความผิดเปิดหีบโดยไม่มีอำนาจตามกฎหมายนั้น ยืนยันว่าเจตนาของตนไม่ใช่การเปิดหีบ แต่ต้องการพิสูจน์ให้ทราบอย่างแท้จริงว่าหีบเลือกตั้งไม่ได้มีการปิดอย่างเหมาะสมตามกฎหมาย ตามที่ กกต. แถลง

รองเลขาธิการ กกต. ยืนยันว่าทาง กกต. ไม่ได้มีเจตนาจะฟ้องกลั่นแกล้งประชาชน และไม่ประสงค์ที่จะดำเนินคดีใด ๆ กับประชาชนอยู่แล้ว แต่มีความจำเป็นต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย เนื่องจากหากไม่ปฏิบัติ อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งว่าด้วยความผิดของเจ้าพนักงานหากละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ 

นรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธาน กมธ. ได้กล่าวว่าทางคณะกรรมาธิการฯ ต้องการให้มีการพูดคุย ไกล่เกลี่ย เพื่อให้หาข้อตกลงกันได้ เนื่องจากการที่ กกต. ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐทำการฟ้องประชาชนเช่นนี้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ขององค์กร ขณะเดียวกันประชาชนเองก็ต้องได้รับความเดือดร้อนจากการถูกดำเนินคดีด้วยเช่นกัน

.

ศูนย์ทนายฯ เสนอให้ กกต.ยุติการดำเนินคดีทางกฎหมาย หวั่นกระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน

ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้กล่าวทิ้งท้ายโดยเสนอให้ กกต. ยุติการดำเนินคดีทางกฎหมายโดยการถอนแจ้งความ เนื่องจากในกรณีดังกล่าว เป็นกรณีที่ประชาชนได้กระทำการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และการดำเนินคดีเช่นนี้ย่อมเป็นการสร้างภาระทางกฎหมายให้กับประชาชน ซึ่งออกมาทำหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

X