ศาลฎีกาพิพากษายืน ให้รอการลงโทษจำคุกหนึ่งในจำเลยคดี “คาร์ม็อบปัตตานี” เห็นว่าฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

วันที่ 26 มี.ค. 2569 ศาลจังหวัดปัตตานีนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีของ “ลี” ซูกริฟฟี ลาเตะ นักกิจกรรมในจังหวัดปัตตานี ที่ถูกกล่าวหาในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบปัตตานี หรือ Car Mob Tani เพื่อขับไล่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และเรียกร้องวัคซีน mRNA เมื่อวันที่ 7 และ 14 ส.ค. 2564

ศาลฎีกามีคำพิพากษายืน เห็นว่ามีความผิดตามฟ้อง โดยเห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีบทบาทในการจัดกิจกรรม มิใช่เพียงผู้เข้าร่วมชุมนุม เห็นว่าการรวมตัวและจัดการปราศรัยในลักษณะใกล้ชิดกัน และผู้ชุมนุมบางคนไม่สวมหน้ากากอนามัย ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในช่วงดังกล่าว ลงโทษจำคุก 4 เดือน ปรับ 40,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี

.

ศาลชั้นต้นยกฟ้อง 2 จำเลย ไม่มีหลักฐานว่าเป็นผู้จัด แต่ลงโทษเฉพาะซูกริฟฟี ก่อนศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

กรณีนี้ ศาลได้ให้รวมการพิจารณาสองคดีจากการจัดกิจกรรมสองครั้งเข้าพร้อมกัน เนื่องจากเห็นว่าคดีมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานไม่แตกต่างกัน โดยมีจำเลยที่ถูกฟ้องสามราย นอกจากซูกริฟฟี ยังมี อารีฟีน โสะ และ สูฮัยมี ลือแบซา ที่ถูกฟ้องเป็นจำเลยที่ 1 และ 2 ด้วย

หลังการต่อสู้คดี เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2565 ศาลจังหวัดปัตตานีมีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 และ 2 โดยเห็นว่าจากพยานหลักฐาน ยังไม่เพียงพอระบุว่าจำเลยทั้งสองรายเป็นผู้จัดกิจกรรมในสองวันดังกล่าว 

แต่เฉพาะซูกริฟฟี จำเลยที่ 3 ศาลเห็นว่า รถที่ใช้ในการปราศรัยนั้นเป็นรถของจำเลย อีกทั้งในตอนที่จำเลยเบิกความว่า รถของตนถูกนำมาใช้ในการเป็นที่ยืนปราศรัยนั้น จำเลยมิได้ปฏิเสธและให้การยินยอมในการใช้รถดังกล่าวทั้งสองวัน รวมทั้งได้ขึ้นปราศรัยในวันแรกด้วย พฤติการณ์ดังกล่าวของจำเลยนั้นไม่ถือว่าเป็นเหตุบังเอิญ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดกิจกรรมการชุมนุมตามฟ้อง และมีความผิดฐานร่วมกันจัดกิจกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด โดยมีการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีจำนวนรวมกันมากกว่าห้าคน

ศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 3 มีความผิดทั้งกิจกรรมในวันที่ 7 และ 14 ส.ค. 2564 รวม 2 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 2 เดือน ปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 4 เดือน ปรับ 40,000 บาท โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี

จากนั้นซูกริฟฟีได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา ส่วนกรณีของจำเลยอีกสองรายไม่ได้มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ทำให้คดีสิ้นสุดไปแล้ว

ต่อมาวันที่ 14 พ.ย. 2566 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยวินิจฉัยในประเด็นการจำกัดเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญได้ ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน และเมื่อมีกฎหมายให้อำนาจในการจำกัดสิทธิ จึงไม่เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของจำเลย และประเด็นการยกเลิกการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ไม่ได้เป็นการยกเลิกความผิดที่ได้กระทำไปในระหว่างการประกาศ

แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ไม่ได้กล่าวถึงอุทธรณ์ในส่วนอื่น ๆ เช่น ในเรื่องรายละเอียดของกิจกรรม ที่จำเลยยืนยันว่าไม่ใช่ผู้จัดกิจกรรม หรือลักษณะของกิจกรรมคาร์ม็อบที่ไม่ได้ถึงขนาดเสี่ยงต่อการแพร่โรค และผู้เข้าร่วมก็ระมัดระวังในการป้องกันโรคด้วย ทำให้ซูกริฟฟีได้ตัดสินใจยื่นฎีกาคำพิพากษาต่อมา

.

.

ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่ารับฟังได้ว่าซูกริฟฟีมีบทบาทเป็นผู้จัด และกิจกรรมทำให้เกิดความเสี่ยงต่อโรค

วันนี้ ซูกริฟฟี พร้อมกับทนายความ เดินทางไปฟังคำพิพากษา โดยมีเพื่อนนักกิจกรรมเดินทางไปให้กำลังใจ 

ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา โดยสรุปคดีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3  ในเรื่องผู้บัญชาการทหารสูงสุดในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง มีอำนาจออกประกาศเรื่องการห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-2019 (ฉบับที่ 9) หรือไม่ 

จำเลยโต้แย้งว่าข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ฉบับที่ 15) ข้อ 3 ให้อำนาจหัวหน้าผู้รับผิดชอบฯ เพียงประกาศกำหนดเขตพื้นที่ห้ามการชุมนุม ณ ที่ใด ๆ ในสถานที่แออัด หรือกระทำการอันเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย 

เห็นว่าจากข้อกำหนดดังกล่าว และคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 4/2563 ให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบฯ มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการเพื่อมิให้มีการฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามการชุมนุมหรือมั่วสุมกัน รวมทั้งมีอำนาจและหน้าที่ในการกำหนดพื้นที่และรายละเอียดอื่นเพิ่มเติมอันเกี่ยวกับข้อกำหนดห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมกัน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์แพร่ระบาดของโรค ดังนั้นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบฯ จึงมีอำนาจออกประกาศดังกล่าว

ในประเด็นที่จำเลยต่อสู้ว่าเป็นเพียงผู้เข้าร่วมการชุมนุม ศาลฎีกาได้พิจารณาจากพยานแวดล้อม โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน 2 นาย เบิกความว่าจากการสืบสวนตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ เชื่อว่าจำเลยที่ 3 เป็นหนึ่งในแกนนำจัดกิจกรรมชุมนุมขึ้น เนื่องจากมีตำแหน่งอยู่ในสหพันธ์นิสิตนักศึกษาและเยาวชนปัตตานี และเคยเป็นแกนนำในการทำกิจกรรมลักษณะนี้มาก่อน

ในวันเกิดเหตุ 7 ส.ค. 2564 ก็ปรากฏว่าจำเลยที่ 3 มาร่วมชุมนุมโดยขึ้นปราศรัยท้ายรถกระบะของตัวเอง และยินยอมให้ผู้ชุมนุมขึ้นปราศรัย ต่อมาวันที่ 14 ส.ค. 2564 จำเลยยังคงนำรถกระบะของตัวเองมาร่วม และใช้เป็นที่ปราศรัย ตำรวจฝ่ายสืบสวนยังเบิกความถึงการที่รถกระบะของจำเลยที่ 3 ถูกใช้เป็นรถนำขบวน ทั้งยังปรากฏภาพอุปกรณ์ไมโคนโฟนและขาตั้งอยู่บนรถกระบะ จึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวหลักและมีบทบาทสำคัญในการจัดกิจกรรม มิใช่เพียงผู้เข้าร่วมชุมนุม

ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อว่า แม้ที่เกิดเหตุจะเป็นท้องถนนซึ่งเป็นที่โล่งกว้าง อากาศถ่ายเท แต่ความแออัดของสถานที่มิได้จำกัดอยู่เพียงสภาพพื้นที่ทางกายภาพ แต่ยังหมายรวมถึงการรวมตัวของบุคคลจำนวนมากในสถานที่ใดที่หนึ่ง โดยไม่เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล ทำให้มีความแออัดอากาศถ่ายเทไม่สะดวกด้วย

ดังนั้นการที่จำเลยที่ 3 กับพวกมารวมตัวร่วมกิจกรรมและจัดการปราศรัยในลักษณะใกล้ชิดกัน และผู้ชุมนุมบางคนไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือใส่ไว้ใต้คาง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่โรค ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีการตรวจคัดกรองผู้เข้าร่วม ถือว่าเป็นการจัดกิจกรรมการชุมนุมในสถานที่แออัดและในลักษณะที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-2019 แล้ว

ศาลฎีกายังเห็นว่าจำเลยไม่อาจอ้างสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญมาเป็นเหตุยกเว้นความรับผิดได้ เนื่องจากสถานการณ์ระบาดของโรคติดต่อ ทำให้รัฐมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการเข้มงวดและเร่งด่วนเพื่อควบคุมมิให้เกิดการแพร่ระบาดในวงกว้าง เห็นว่าฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาข้อปลีกย่อยอื่น ๆ ไม่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนไป

ศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างทั้งสองไม่ได้มีคำสั่งในส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยทั้งสามในคดีทั้งสองสำนวนติดต่อกัน จึงสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง โดยเมื่อคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 และ 2 ศาลล่างยกฟ้อง และส่วนของจำเลยที่ 3 ศาลรอการลงโทษ จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ จึงพิพากษาแก้ให้ยกคำขอนับโทษต่อจำเลยทั้งสามในทั้งสองสำนวน 

องค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกา ได้แก่ ปรีชา เชิดชู, กงจักร์ โพธิ์พร้อม และ ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์ 

ผลคำพิพากษาดังกล่าว ทำให้คดีสิ้นสุดลง โดยตั้งแต่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา จนถึงฟังคำพิพากษาชั้นฎีกา ใช้ระยะเวลาราว 4 ปี 7 เดือน

.

ศาลฎีกาพิพากษาคดีคาร์ม็อบแล้ว 7 คดี มียกฟ้องทั้งคดี 1 คดี

ตั้งแต่ในปี 2568 ศาลฎีกาทยอยมีคำพิพากษาในคดีคาร์ม็อบในจังหวัดต่าง ๆ ออกมาจำนวนอย่างน้อย 7 คดีแล้ว ได้แก่ คดีคาร์ม็อบอุตรดิตถ์, คดีคาร์ม็อบพิษณุโลก,คดีคาร์ม็อบนครราชสีมา, คดีคาร์ม็อบยะลา, คดีคารม็อบกำแพงเพชร, คดีคาร์ม็อบสตูล และคดีคาร์ม็อบปัตตานีนี้

ในจำนวนนี้ มีคดีที่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องทั้งคดี คือ คดีคาร์ม็อบพิษณุโลก ซึ่งศาลวินิจฉัยในประเด็นหลักเรื่องภาระการพิสูจน์ของโจทก์ ที่ต้องทำให้เห็นว่าการเข้าร่วมหรือทำกิจกรรมของจำเลยที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคอย่างไร แต่เมื่อไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ รวมทั้งเมื่อการชุมนุมมีขึ้นในสถานที่เปิดโล่งบนท้องถนน ไม่มีลักษณะแออัด อีกทั้งผู้เข้าร่วมชุมนุมก็มีการสวมหน้ากากอนามัย จึงเห็นว่ายังไม่เข้าเงื่อนไขความผิดตามประกาศที่ออกตามความใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

.

ย้อนอ่านสรุปการสืบพยาน และบทสนทนากับ “ซูกริฟฟี”

เปิดบันทึกสืบพยานคดีคาร์ม็อบปัตตานี 2 คดี ก่อนศาลนัดฟังคำพิพากษา

คุยกับ “ลี ซูกริฟฟี” เรื่องราวจากคดีคาร์ม็อบปัตตานี และการต่อสู้ที่ยังไม่สิ้นสุด

.

X