วันที่ 11 มี.ค. 2569 ศาลจังหวัดสตูลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีของฮัสซาน ทิ้งปากถ้ำ, ธีระเทพ จิตหลัง และศุภวิชญ์ แซะอามา กรณีร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบสตูล “ขับรถไล่ตู่” เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2564 เพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเรียกร้องให้จัดหาวัคซีนโควิด-19 ที่มีคุณภาพ ก่อนถูกดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และฝ่าฝืนประกาศของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสตูล โดยศาลฎีกาพิพากษายืนเห็นว่ามีความผิด โดยให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี
.
จำเลยต่อสู้สามศาล ศาลชั้นต้น–อุทธรณ์เห็นว่าแม้ไม่เป็นผู้จัดกิจกรรม ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ให้รอกำหนดโทษไว้ 1 ปี
เหตุในคดีนี้ เกิดขึ้นในช่วงที่มีการจัดกิจกรรมคาร์ม็อบขึ้นทั่วประเทศเพื่อขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ออกจากตำแหน่ง และเรียกร้องปัญหาการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ที่มีคุณภาพ โดยเมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2564 กลุ่มราษฎรสตูลก็ได้จัดกิจกรรมขึ้นเช่นกัน โดยมีการขับรถรณรงค์จากบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าโกลบอลเฮ้าส์ อำเภอเมืองสตูล ไปจนถึงหน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล
ต่อมา พ.ต.อ.สนธยา ธูปทอง ได้กล่าวหาดำเนินคดีต่อนักศึกษา 3 คนที่เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว โดยขณะนั้น ฮัสซานศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยทักษิณ ส่วนธีระเทพและศุภวิชญ์ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
จำเลยทั้งสามต่อสู้ว่า ไม่ได้เป็นผู้จัดและกิจกรรมคาร์ม็อบไม่ได้เสี่ยงแพร่โรคโควิด-19 จัดในที่โล่งแจ้ง และในการสืบพยาน พยานโจทก์ทุกปากรับว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนใส่หน้ากากอนามัย และมีการเว้นระยะห่าง มีการเคลื่อนขบวนรถไปบนถนนเหมือนการสัญจรตามปกติ ไม่ได้มีการรวมตัวกันที่ทำให้เกิดความเสี่ยง อีกทั้งหลังกิจกรรมไม่มีรายงานผู้ติดเชื้อโควิดทั้งในส่วนของผู้เข้าร่วมและเจ้าหน้าที่ที่ติดตามการชุมนุม
เมื่อวันที่ 23 พ.ค. 2566 ศาลจังหวัดสตูลพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามฟ้อง โดยเห็นว่าแม้พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอจะที่จะระบุได้ว่าจำเลยทั้งสามเป็นผู้จัดกิจกรรม แต่ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของผู้เข้าร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบ เมื่อปรากฏว่าไม่มีผู้ร่วมชุมนุมคนใดในที่ชุมนุมได้ขออนุญาตชุมนุม ผู้ร่วมชุมนุมทุกคนจึงต้องร่วมกันรับผิดชอบ
แม้กิจกรรมคาร์ม็อบนี้จะมีความเสี่ยงน้อยตามที่จำเลยได้กล่าวอ้างไว้ แต่ในช่วงวันเกิดเหตุยังมีการระบาดของโรคโควิด-19 อย่างรุนแรงต่อเนื่อง ศาลจึงเห็นว่ารัฐจำเป็นที่จะต้องออกมาตรการให้เคร่งครัดไว้เสียก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่โรคระบาดให้ได้มากที่สุด และเมื่อจำเลยไม่กระทำตามมาตรการเช่นนั้น จึงมีความผิดตามฟ้อง แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสามเป็นนักศึกษาซึ่งถือเป็นอนาคตของชาติ และกิจกรรมที่ได้ทำนั้นกระทำไปโดยมีเจตนาสุจริตที่มุ่งหวังให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น จึงให้รอการกำหนดโทษไว้ 1 ปี ก่อนทั้งสามคนยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาต่อมา
ต่อมาวันที่ 14 พ.ค. 2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้มีคำพิพากษายืน โดยเห็นว่าในประกาศคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสตูล ไม่ได้ระบุว่าจะต้องเป็นผู้จัดกิจกรรมเท่านั้นที่จะต้องมาขออนุญาต เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าผู้จัดกิจกรรมเป็นผู้ใด แต่เมื่อผู้เข้าร่วมมาร่วมกิจกรรมด้วยความสมัครใจ ทั้งการกำหนดเส้นทางการเคลื่อนขบวนรวมถึงรายละเอียดของกิจกรรมเกิดจากการตัดสินใจร่วมกันของผู้เข้าร่วมทุกคน จึงต้องถือว่าผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนต่างมีส่วนรับผิดชอบในการกระทำของตน และจำเลยทั้งสามมีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
เมื่อจำเลยทั้งสามเข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่มีคำร้องขอและไม่ได้รับอนุญาตให้จัดกิจกรรมการชุมนุม แม้จำเลยทั้งสามและผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะมีมาตรการในการป้องกันตนเองจากเชื้อโควิด-19 และไม่ได้ติดเชื้อภายหลังเข้าร่วมกิจกรรมก็ตาม การกระทำของจำเลยทั้งสามก็เป็นความผิดตามฟ้อง
จากนั้นทั้งสามยังต่อสู้คดีต่อ โดยยื่นฎีกาคำพิพากษาต่อมา
.
ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่ามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม ไม่ได้ขออนุญาต-ไม่ปฏิบัติตามมาตรการราชการ ถือว่าทำให้เสี่ยงต่อโรคโดยสภาพ ไม่ต้องคำนึงว่าเกิดการแพร่เชื้อหรือไม่
วันนี้ จำเลยทั้งสามคน พร้อมทนายความเดินทางมาฟังคำพิพากษา ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลฎีกาโดยสรุป เห็นว่าศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมตรวจสำนวนประชุมแล้ว ในประเด็นที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า การชุมนุมที่จะเป็นความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ศ. 2548 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) จะต้องถึงขนาดกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ตามคำนิยาม “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ซึ่งการชุมนุมตามฟ้องไม่มีลักษณะดังกล่าว
ทั้งโจทก์มิได้นำสืบให้เห็นถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-2019 ในท้องที่เกิดเหตุ กลับได้ความจากพยานจำเลย ว่ามีข้อมูลในช่วงดังกล่าวว่ามีผู้ติดเชื้อในจังหวัดสตูลเพียง 4 ราย ซึ่งถือว่าเป็นการติดเชื้อที่ต่ำมาก ประกอบกับพื้นที่จัดกิจกรรมอยู่บนถนนซึ่งเป็นสถานที่โล่งกว้าง อากาศถ่ายเทสะดวก ผู้ร่วมชุมนุมสวมหน้ากากอนามัย มีแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อโรค ไม่มีการจอดปราศรัยหรือกิจกรรมอื่นใดที่ต้องสัมผัสใกล้ชิด ผู้เข้าร่วมต่างคนต่างอยู่บนพาหนะของตนเอง จึงไม่ถึงขนาดจะมีความเสี่ยงต่อการแพร่โรคในวงกว้างแต่อย่างใด จำเลยทั้งสามยังเป็นเพียงผู้เข้าร่วม ไม่ใช่ผู้จัดกิจกรรมหรือแกนนำซึ่งต้องมีหน้าที่ในการขออนุญาตจัดกิจกรรม
ศาลฎีกาเห็นว่าขณะเกิดเหตุมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 ซึ่งเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายและเป็นอันตรายอ ย่างมากต่อชีวิต ประกอบกับในขณะนั้นยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคและยารักษาโดยตรง จึงมีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากทั่วโลก การระบาดดังกล่าวจึงเป็นสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน จำเป็นต้องใช้มาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งความปลอดภัยของประชาชน จึงเป็นที่เห็นได้ว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินอันอยู่ในคำนิยาม และต้องใช้บังคับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แก่เขตพื้นที่จังหวัดสตูลด้วย
ศาลเห็นว่าโจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน 4 ปาก เป็นประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์โดยตรงขณะจำเลยทั้งสามเข้าร่วมกิจกรรมคาร์ม็อบ โดยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุระแวงสงสัยว่าจะเบิกความกลั่นแกล้งให้ร้าย ประกอบกับมีคลิปวิดีโอเหตุการณ์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นตัวแทนชี้แจงการรวมตัวและให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน รวมทั้งพูดเชิญชวนให้กลุ่มผู้ชุมนุมชักชวนเพื่อนมาร่วมกิจกรรม และแจ้งถึงการเคลื่อนขบวนรถ จำเลยที่ 2 เป็นผู้ไลฟ์สดกิจกรรมลงเฟซบุ๊ก พร้อมพูดเชิญชวนให้ผู้รับชมมาร่วมกิจกรรม จำเลยที่ 3 เป็นผู้ขับรถนำขบวนรถ และนำป้ายข้อความลงมาจากรถ ทั้งหมดย่อมแสดงให้เห็นถึงพฤติการณ์ในการเข้าร่วมชุมนุม และบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลกิจกรรมของจำเลยทั้งสาม ตามรูปคดีต้องถือว่าจำเลยทั้งสามอยู่ในฐานะผู้มีส่วนในการจัดกิจกรรมดังกล่าวแล้ว
เมื่อกิจกรรมเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลประมาณ 30 คน การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันจัดกิจกรรมโดยไม่ดำเนินการขออนุญาตต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ และไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคของทางราชการ จึงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโดยสภาพ ไม่จำต้องคำนึงว่าจะเกิดการแพร่เชื้อโรคหรือแพร่ระบาดไปในวงกว้างขึ้นจริงหรือไม่ แม้พื้นที่จัดกิจกรรมเป็นที่โล่งกว้าง อากาศถ่ายเทสะดวก แต่มีกลุ่มผู้ชุมนุมนัดรวมตัวกันมากถึง 30 คน อยู่บริเวณริมถนนเพื่อทำกิจกรรมก่อนเคลื่อนขบวน ย่อมทำให้เกิดความแออัดและไม่อาจหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิด จึงเป็นการรวมตัวกันทำกิจกรรมที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรคแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล
ศาลฎีกายังได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องระหว่างการพิจารณาได้มีการประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการปรับเป็นพินัย พ.ศ. 2565 โดยมีความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 เป็นความผิดในบัญชีแนบท้ายด้วย จึงเปลี่ยนเป็นความผิดทางพินัย และเมื่อความผิดนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานฝ่าฝืนข้อกำหนดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ความผิดทางพินัยจึงเป็นอันยุติไปตามบทบัญญัติมาตรา 16 (1) ของ พ.ร.บ.การปรับเป็นพินัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยังไม่ได้แก้ไขในส่วนนี้มานั้น เป็นการไม่ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นให้ความตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ มาตรา 34 วรรคหนึ่ง (6) และ 51 เป็นอันระงับไป นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9
องค์คณะผู้พิพากษาในศาลฎีกา ได้แก่ พิชัย เพ็งผ่อง, นพเรศ พันธุ์นรา และปรีชา เชิดชู
ผลคำพิพากษาดังกล่าว ทำให้คดีสิ้นสุดลง โดยตั้งแต่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา จนถึงฟังคำพิพากษาชั้นฎีกา ใช้ระยะเวลา 4 ปีครึ่ง
.
ศาลฎีกาพิพากษาคดีคาร์ม็อบแล้ว 6 คดี มีคดียกฟ้องหนึ่งคดี
ทั้งนี้ ตั้งแต่ในปี 2568 ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีคาร์ม็อบในจังหวัดต่าง ๆ ออกมาจำนวนอย่างน้อย 6 คดี ได้แก่ คดีคาร์ม็อบอุตรดิตถ์, คดีคาร์ม็อบพิษณุโลก, คดีคาร์ม็อบนครราชสีมา, คดีคาร์ม็อบยะลา, คดีคารม็อบกำแพงเพชร และคดีคาร์ม็อบสตูลนี้
ในจำนวนนี้ มีคดีที่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องทั้งคดี ได้แก่ คดีคาร์ม็อบพิษณุโลก ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยในประเด็นหลักเรื่องภาระการพิสูจน์ของโจทก์ ที่ต้องทำให้เห็นว่าการเข้าร่วมหรือทำกิจกรรมของจำเลยที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของโรคอย่างไร แต่เมื่อไม่ได้นำสืบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ รวมทั้งเมื่อการชุมนุมมีขึ้นในสถานที่เปิดโล่งบนท้องถนน ไม่มีลักษณะแออัด อีกทั้งผู้เข้าร่วมชุมนุมก็มีการสวมหน้ากากอนามัย จึงเห็นว่ายังไม่เข้าเงื่อนไขความผิดตามประกาศที่ออกตามความใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ
.
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับจำเลยทั้งสาม
ฟังเสียงสะท้อนจำเลย “คดีคาร์ม็อบสตูล” แม้ศาลเห็นว่าผิด แต่การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด
บันทึกคดีคาร์ม็อบสตูล สามนักศึกษาต่อสู้กิจกรรมไม่เสี่ยงโรค ผู้เข้าร่วมสวมหน้ากาก ไม่มีใครติดเชื้อ
.
