กุมภาพันธ์ 2569: กกต. แจ้งความดำเนินคดีประชาชนหลายราย ขณะนักศึกษาฟ้องศาลปกครองปม ‘บัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด’

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีคดีจากการแสดงออกการเมืองเพิ่มขึ้น 4 คดี ได้แก่ ส่วนแรกเป็นคดีสืบเนื่องจากสถานการณ์การเลือกตั้ง 2569 ได้แก่ คดีของ เทวา ศรีตะวัน กรณีปาถุงปลาร้าใส่กำแพงที่บริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และอีกคดีหนึ่ง และคดีของประชาชนหนึ่งรายถูกดำเนินคดีจากกรณีโพสต์ข้อความ

ส่วนคดีที่นับเพิ่มเข้ามาใหม่ในสถิติคดีมาตรา 112 ได้แก่ คดีของแกนนำ นปช. ซึ่งมีมูลเหตุมาจากสถานการณ์หลังการสลายการชุมนุมปี 2553 ซึ่งพบว่าศาลอาญาเพิ่งมีคำพิพากษาออกมา และอีกคดีหนึ่งเป็นคดีตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ของ 2 แกนนำ คปท. 

สำหรับสถานการณ์คำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตลอดเดือนที่ผ่านมา มีออกมาอย่างน้อย 6 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 2 คดี ซึ่งในคดีมาตรา 112 ศาลพิพากษาว่ามีความผิดทั้ง 4 คดี โดยมีกรณีของ “วุฒิภัทร” และ “สิงโต” ถูกนำตัวไปคุมขังในเรือนจำ เนื่องจากคดีของวุฒิภัทรสิ้นสุดลงด้วยโทษจำคุกชั้นฎีกา 3 ปี 4 เดือน ส่วนสิงโต ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ประกันตัว หลังศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน

ส่วนในคดีอื่น ๆ ได้แก่ คดีหมิ่นประมาท กกต. ของ​สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และคดีของ ณรงค์ชัย อินทรกวี กรณีหนีราชการทหารจากการร้องเรียนทุจริตเบี้ยเลี้ยงกองทัพ ศาลพิพากษายกฟ้องทั้ง 2 คดี

และสุดท้าย พบว่าเดือนที่ผ่านมานั้น อัยการมีคำสั่งฟ้องคดีอีกอย่างน้อย 4 คดี โดยเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 3 คดี ได้แก่ คดีของ “ภาคภูมิ” (นามสมมติ) ผู้ป่วยจิตเภท, คดีของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี และคดีของดิเรก ซึ่งถูกฟ้องทางไกลที่จังหวัดพัทลุง และคดีของชลธิชา คุ้มจันอัด ถูกสั่งฟ้องในข้อหา พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง

.

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตั้งแต่เริ่มการชุมนุมของ “เยาวชนปลดแอก” เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2563 จนถึงวันที่ 28 ก.พ. 2569 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไปแล้วอย่างน้อย 1,997 คน ในจำนวน 1,346 คดี เมื่อเปรียบเทียบสถิติคดีกับในช่วงเดือนมกราคม 2569 แล้ว มีจำนวนคดีเพิ่มขึ้น 4 คดี

หากนับจำนวนบุคคลที่ถูกดำเนินคดีซ้ำในหลายคดี โดยไม่หักออก แต่นำจำนวนมาเรียงต่อกันแล้ว จะพบว่ามีจำนวนการถูกดำเนินคดีไปอย่างน้อย 4,076 ครั้ง

สำหรับสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่

1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 291 คน ในจำนวน 321 คดี ซึ่งในจำนวนนี้อย่างน้อย 169 คดี ถูกดำเนินคดีเนื่องจากประชาชนร้องทุกข์กล่าวโทษ (เพิ่มขึ้น 6 คนในจำนวน 2 คดีจากสองเดือนที่ผ่านมา)

2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 157 คน ในจำนวน 57 คดี 

3. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,466 คน ในจำนวน 678 คดี 

4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 202 คน ในจำนวน 111 คดี (เพิ่มขึ้น 3 คน ในจำนวน 2 คดีจากเดือนที่ผ่านมา)

5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 222 คน ในจำนวน 243 คดี 

6. ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 45 คน ใน 27 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 37 คน ใน 11 คดี

จากจำนวนคดี 1,346 คดีดังกล่าวมีจำนวน 799 คดี ที่สิ้นสุดไปแล้ว (คดีบางส่วนไม่ได้สิ้นสุดลงทั้งคดี เช่น มีการอุทธรณ์คดีเฉพาะจำเลยบางคน แต่จำเลยบางคนคดีสิ้นสุดแล้ว) 

.

แนวโน้มการดำเนินคดีในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา มีสถานการณ์สำคัญดังต่อไปนี้

ในคดีข้อหามาตรา 112 ที่เพิ่มขึ้น 6 คน ในจำนวน 2 คดีนั้น คดีแรก เป็นกรณีของ 4 นักศึกษาธรรมศาสตร์ ได้แก่ “เฟรนด์”, “ไม้โมก” และ “น้องปุ๊กปิ๊ก” (นามสมมติ) และนักศึกษารายหนึ่ง ถูกดำเนินคดีข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากเหตุเข้าร่วมกิจกรรมถือป้ายผ้าล้อการเมืองภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต พร้อมกับโพสต์ลงในเพจ “กลุ่มอิสระล้อการเมืองแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งมีการเข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาแล้วเมื่อช่วงเดือนมกราคม 2569 แต่เพิ่งมีการนับเข้ามาในสถิติที่แยกตามข้อกล่าวหา

คดีที่สอง เป็นกรณีของสองแกนนำเสื้อแดง ได้แก่ เพชรวรรต วัฒนพงศศิริกุล และพายัพ ปั้นเกตุ ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 และข้อหาเกี่ยวกับการก่อการร้าย ซึ่งมีมูลเหตุมาจากสถานการณ์หลังการสลายการชุมนุมปี 2553 โดยเดือนที่ผ่านมาศาลอาญาพิพากษายกฟ้องข้อหามาตรา 112 แต่ลงโทษข้อหาก่อการร้ายให้จำคุกคนละ 5 ปี ไม่รอลงอาญา ทั้งสองคนได้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์​ ซึ่งคดีนี้เป็นการนับเพิ่มในสถิติเข้ามาใหม่

.

นอกจากนั้นแล้ว คดีในข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ที่เพิ่มขึ้นใหม่จำนวน 3 คน ใน 2 คดี คดีแรก เป็นคดีของ 2 แกนนำ คปท. (เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย) ถูกดำเนินคดีจากเหตุชุมนุมบริเวณถนนพิษณุโลกเพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ให้กลับเข้าเรือนจำ เมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 โดยคดีถูกสั่งฟ้องต่อศาลแขวงดุสิต และต่อมาศาลพิพากษาจำคุกคนละ 1 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยได้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ คดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่งที่นับสถิติเพิ่มใหม่

ส่วนอีกคดีหนึ่ง เป็นคดีของชลธิชา คุ้มจันอัด ประชาชนวัย 27 ปี ที่ถูกจับกุมในคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง จากการชุมนุมที่บริเวณห้างเดอะมอลล์ บางแค เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2563 โดยตำรวจใช้หมายจับที่ออกมาเกือบ 5 ปี แล้ว ก่อนมีการแจ้งข้อหาไม่แจ้งการชุมนุมตาม พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เพิ่มเติม แต่ข้อหานี้หมดอายุความแล้ว

.

สืบเนื่องจากสถานการณ์การเลือกตั้ง 2569 พบว่าปัจจุบันมีประชาชนถูกดำเนินคดีเป็นอย่างน้อย 2 คดีแล้ว (นับเฉพาะกรณีที่ได้รับหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาหรือถูกจับกุมดำเนินคดีแล้ว) ได้แก่ 

คดีหนึ่ง ได้แก่ เทวา ศรีตะวัน อดีตครูสอนเทนนิสถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมตัว จากกรณีปาถุงปลาร้าใส่กำแพงที่บริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประท้วงการจัดการเลือกตั้งที่ไม่โปร่งใส โดยถูกแจ้งข้อกล่าวหา “กระทำด้วยประการใด ๆ ให้สิ่งของตกลง ณ ที่ใด หรือทำให้ของโสโครกเปรอะเปื้อนทรัพย์สิน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 389 ซึ่งได้เปรียบเทียบปรับในชั้นตำรวจ 500 บาท ทำให้คดีสิ้นสุดลง ส่วนอีกคดีมีประชาชน 1 คนถูกดำเนินคดีสืบเนื่องจากการโพสต์ข้อความ

อย่างไรก็ตาม ในเดือนที่ผ่านมายังมีกรณีที่ประชาชนถูกแจ้งความดำเนินคดีสืบเนื่องจากสถานการณ์การเลือกตั้งอีกหลายราย เช่น กรณีประชาชน 3 รายถูก ผอ.กกต.ประจำเขต 1 ชลบุรี เข้าแจ้งความ จากเหตุเรียกร้องให้มีการนับคะแนนผลการเลือกตั้งใหม่ในเขต 1 จังหวัดชลบุรี, กรณีประชาชนถูก ผอ.กกต.ลำปาง เข้าแจ้งความ จากเหตุโพสต์ข้อความเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมขึ้นเวทีรับฟังความคิดเห็นเรื่องการออกเสียงประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือล่าสุดกรณีที่ประชาชนและสื่อมวลชนรวม 6 ราย ถูก กกต. แจ้งความในข้อหามาตรา 116, อั้งยี่ และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ  กรณีดังกล่าวต้องติดตามต่อไปว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการออกหมายเรียกให้เข้าไปรับทราบข้อกล่าวหาหรือไม่ อย่างไร

.

ขณะเดียวกัน ยังมีสถานการณ์ที่ประชาชนได้รับหมายเรียกของ สภ.เมืองพะเยา ให้ไปรับทราบข้อหา “หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา” โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า มอบอำนาจให้ อาทิตย์ มานัสสา แจ้งความดำเนินคดีจากกรณีการแสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊กในรูปแบบต่าง ๆ 

ในเดือนที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนติดตามกรณี “ธนู” (นามสมมติ) พนักงานออฟฟิศจากกรุงเทพฯ วัย 30 ปี เดินทางไปยัง สภ.เมืองพะเยา เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา เขายังถูกแจ้งข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 16 จากการตัดต่อภาพเพิ่มด้วย

สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ต้องจับตาการใช้กฎหมายหมิ่นประมาทโดยนักการเมืองที่เกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งตนเองมีอิทธิพล มุ่งดำเนินการต่อนักการเมืองคู่แข่ง หรือประชาชนที่วิพากษ์วิจารณ์ประวัติหรือการทำงาน ทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเกิดภาระในการต่อสู้คดีและส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงออก เข้าข่ายการฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) ซึ่งกำลังกลายเป็นแนวโน้มที่พบเพิ่มมากขึ้น

.

ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ศาลมีคำพิพากษาคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย อย่างน้อย 6 คดี แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 4 คดี และคดีอื่น ๆ อีก 2 คดี  โดยในคดีมาตรา 112 ทั้ง 4 คดี ศาลพิพากษาว่ามีความผิดทุกคดี ส่วนในคดีอื่น ๆ ศาลพิพากษายกฟ้องทั้ง 2 คดี

สำหรับคำพิพากษาคดีมาตรา 112 แบ่งเป็นคดีชั้นต้น 2 คดี ชั้นอุทธรณ์ 1 คดี และชั้นฎีกา 1 คดี ดังต่อไปนี้

คดีของ พฤทธิกร สาระกุล หรือ “ต้นไผ่” กรณีถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์โพสต์เนื้อหาพาดพิงพระมหากษัตริย์ รวมจำนวน 10 ข้อความ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 – มีนาคม 2565 ศาลอาญาพิพากษาลงโทษกระทงละ 3 ปี รวม 10 กระทง เป็นจำคุก 30 ปี ไม่รอลงอาญา โดยในวันฟังคำพิพากษาเขาไม่ได้เดินทางมาศาล

อย่างไรก็ตาม ต้นไผ่ถูกดำเนินคดี ม.112 จำนวน 2 คดี โดยในคดีแรกก่อนหน้านี้ ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกรวม 30 ปี ก่อนลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือโทษจำคุกรวม 20 ปี รวมโทษจำคุกทั้งสองคดีเป็น 50 ปี นับได้ว่าเป็นอีกรายหนึ่งที่ถูกพิพากษาลงโทษจำคุกในคดีมาตรา 112 สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์

คดีของ “วุฒิภัทร” (นามสมมติ) กรณีโพสต์แสดงความคิดเห็นในกลุ่มเฟซบุ๊ก “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2563 เกี่ยวกับกรณีการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 โดยศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 3 ปี 4 เดือน เนื่องจากเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตีความคำว่า “พระมหากษัตริย์” ให้ครอบคลุมถึงอดีตพระมหากษัตริย์นั้น เป็นการตีความให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติในมาตรา 112 แล้ว ทำให้คดีสิ้นสุดลงทันที เขาจึงถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางสมุทรปราการ

คดีของ “สิงโต” (นามสมมติ) กรณีแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ของผู้ใช้เฟซบุ๊กอีกรายหนึ่งซึ่งโพสต์ภาพรัชกาลที่ 10 และเจ้าฟ้าทีปังกรฯ  ศาลจังหวัดนนทบุรีอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา จากนั้นสิงโตถูกนำตัวไปขังที่เรือนจำระหว่างรอคำสั่งประกันตัวชั้นฎีกา ต่อมาศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้สิงโตยังคงถูกขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดนนทบุรี 

คดีของ 6 นักกิจกรรมและประชาชน ได้แก่ อานนท์ นำภา, สมยศ พฤกษาเกษมสุข, พิมพ์สิริ เพชรน้ำรอบ, “แหวน” ณัฎฐธิดา มีวังปลา, พรหมศร วีระธรรมจารี และ “ทราย” อินทิรา เจริญปุระ จากเหตุชุมนุม #ม็อบ29พฤศจิกา หน้ากรมทหารราบที่ 11 เมื่อปี  2563 ถูกสั่งฟ้องใน 10 ข้อกล่าวหา ข้อหาหลักตามมาตรา 112 และ มาตรา 116 (ยกเว้นอินทิราถูกฟ้องเฉพาะมาตรา 116 และ พ.ร.บ.ชุมนุมฯ) 

ศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุกอานนท์, สมยศ, พิมพ์สิริ และพรหมศร คนละ 2 ปี 8 เดือน ไม่รอลงอาญา ในข้อหามาตรา 112 และปรับคนละ 10,200 บาท ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ​ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนณัฎฐธิดายกฟ้องข้อหามาตรา 112 แต่ลงโทษปรับรวม 10,200 บาท ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ​ และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนอินทิรายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา

ทั้งนี้ สมยศ, พิมพ์สิริ และพรหมศร ได้รับการประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ขณะที่อานนท์ยังคงถูกคุมขังต่อ ด้วยโทษจำคุกรวมทั้งสิ้น 28 ปี 45 เดือน 20 วัน (ประมาณ 31 ปี 9 เดือนเศษ) โดยทุกคดียังไม่สิ้นสุด

.

สำหรับคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองอื่น ๆ ที่ศาลมีคำพิพากษาออกมาอย่างน้อย 2 คดี มีรายละเอียดดังต่อไปนี้

คดีของ “หมู่อาร์ม” สิบเอกณรงค์ชัย อินทรกวี อดีตทหารชั้นประทวน กรณีถูกกล่าวหาว่าหนีราชการทหารจากการร้องเรียนทุจริตเบี้ยเลี้ยงกองทัพ จนเกิดเหตุโต้แย้งกับผู้บังคับบัญชา เมื่อปี 2563 ภายหลังจากการต่อสู้คดีกว่า 5 ปี ศาลทหารกรุงเทพฯ พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าแม้จำเลยจะได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์จริง แต่เหตุที่จำเลยต้องหลบหนีไม่ไปรับทัณฑ์และหนีราชการเนื่องจากจำเลยมีความ ‘จำเป็น’ ต้องกระทำเพื่อให้พ้นจากภยันตราย ซึ่งภยันตรายนั้นจำเลยไม่ได้ก่อขึ้นเพราะความผิดของจำเลย และเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุ 

ส่วนอีกคดีหนึ่ง คือคดีของ “นิว”​ สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ กรณีปราศรัยในกิจกรรมล่ารายชื่อถอดถอน กกต. เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2562 ทำให้ถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้มอบอำนาจกล่าวหา ภายหลังการต่อสู้คดีกว่า 7 ปี ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นการท้วงติงการทำงานของ กกต. เพื่อให้เกิดความสุจริต จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

.

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ยังพบว่าพนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอีกอย่างน้อย 4 คดี ดังนี้

คดีแรก “ภาคภูมิ” (นามสมมติ) ผู้ป่วยจิตเภทวัย 35 ปี ถูกสั่งฟ้องคดีต่อศาลอาญาในข้อหามาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) และ พ.ร.บ.ธง มาตรา 54 จากเหตุถูกกล่าวหาว่าโพสต์รูปภาพและวิดีโอแสดงการเหยียบและปัสสาวะใส่พระบรมฉายาลักษณ์ รวมถึงยืนปัสสาวะใส่ธงชาติไทย โดยภาคภูมิได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เขาเคยถูกตำรวจเชิญตัวไปสอบสวนในคดีนี้โดยไม่มีหมายเรียก ไม่มีทนายความ และนำตัวไปฝากขังเพราะเกรงว่าจะหลบหนี ก่อนศูนย์ทนายฯ เข้าให้ความช่วยทางคดีในเวลาต่อมา

คดีที่สองและสาม ได้แก่ คดีมาตรา 112 ของ “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี และคดีของดิเรก (สงวนนามสกุล) กรณีโพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กวิจารณ์กลุ่มปกป้องสถาบันฯ เมื่อวันที่ 23 เม.ย. 2565 ถูกสั่งฟ้องแยกเป็นสองคดี ศาลจังหวัดพัทลุงให้ประกันตัวทั้งสองคนระหว่างพิจารณาคดี 

คดีดังกล่าวนับว่าเป็นอีกคดีหนึ่งที่ถูกฟ้องร้องทางไกล โดยมี ทรงชัย เนียมหอม แกนนำกลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน (ปภส.) เป็นผู้กล่าวหา ซึ่งทั้งพรหมศรและดิเรกต้องเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดพัทลุง ตามนัดหมายคดี

และคดีที่สี่ ชลธิชา คุ้มจันอัด ถูกสั่งฟ้องต่อศาลแขวงบางบอนในคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ร้ายแรง จากการเข้าร่วมชุมนุมที่บริเวณห้างเดอะมอลล์ บางแค เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 2563 โดยในเดือนที่ผ่านมาเธอถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมตามหมายจับที่ออกไว้ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2564 แต่ก่อนหน้านี้เธอก็เคยถูกจับกุมในอีกคดีหนึ่งเมื่อปี 2566 แต่ตำรวจไม่เคยแสดงหมายจับดังกล่าว 

.

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ตัวแทนนิสิตนักศึกษารวม 7 คน จากหลายมหาวิทยาลัย พร้อมทนายความ เข้ายื่นฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ต่อศาลปกครองกลาง กรณีจัดทำบัตรเลือกตั้งโดยมีการใส่บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงตัวตนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยลับและละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชน 

ผู้ฟ้องได้ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามผู้ถูกฟ้องนำรหัสในลักษณะดังกล่าวที่สามารถใช้ในการระบุหรือเชื่อมโยงถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มาใช้ในการจัดทำบัตรเลือกตั้งอีก และให้มีคำพิพากษาว่าการจัดทำบัตรในลักษณะดังกล่าว ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยขอให้ศาลพิจารณาหรือมีคำสั่งโดยเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายร้ายแรงที่ยากต่อการแก้ไขในภายหลัง

ขณะเดียวกัน ยังได้ร้องขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว โดยขอให้ศาลสั่งให้ กกต. ระงับการประกาศผลการเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นอย่างอื่น พร้อมขอให้ศาลสั่งให้ กกต. แยกการเก็บต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง ออกจากบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว และให้ปิดผนึกรหัสบาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เพื่อมิให้มีการตรวจสอบหรือเชื่อมโยงข้อมูลถึงตัวตนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

.

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา ทนายความยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอถอดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรือกำไล EM ของ “ตะวัน” ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ จากกรณีที่ศาลให้ใส่เป็นเงื่อนไขการประกันตัวในคดีมาตรา 112 กรณีไลฟ์สดหน้า UN เมื่อปี 2565 

กรณีนี้ ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ถอดกำไล EM โดยมีเงื่อนไขให้วางหลักทรัพย์ประกันเพิ่มเติมในวงเงิน 150,000 บาท ระบุว่าจำเลยไม่มีพฤติการณ์หลบหนี ก่อนนัดหมายเข้ามาปลดอุปกรณ์ในวันที่ 20 ก.พ. 2569 ที่ผ่านมา เป็นอันสิ้นสุดการติดอุปกรณ์ติดตามตัวกว่า 1 ปี 8 เดือนเศษ ซึ่งทำให้เธอได้รับบาดแผลที่ข้อเท้า มีอาการผิวหนังอักเสบเรื้อรัง และส่งผลถึงความสะดวกในการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน จนถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พบว่ายังมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีที่สืบเนื่องมาจากชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง ถูกศาลกำหนดเงื่อนไขให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) อยู่อีกอย่างน้อย 15 ราย 

ในภาพรวม หากนับตั้งแต่การชุมนุมทางการเมืองในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา พบว่ามีประชาชนหรือนักกิจกรรมที่เคยถูกสั่งให้ใส่กำไล EM รวมกันไม่น้อยกว่า 123 ราย 

X