ศาลทหารกรุงเทพยกฟ้อง! ‘หมู่อาร์ม’ คดีหนีราชการทหาร จากกรณีร้องเรียนทุจริตเบี้ยเลี้ยงกองทัพ เมื่อช่วงปี 2563

เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2569 เวลา 08.30 น. ศาลทหารกรุงเทพนัดฟังคำพิพากษาคดีของ “หมู่อาร์ม” หรือ สิบเอกณรงค์ชัย อินทรกวี อดีตทหารชั้นประทวน สังกัดศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธ กองทัพบก ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา และข้อหาหนีราชการทหาร สืบเนื่องมาจากการร้องเรียนทุจริตเบี้ยเลี้ยงกองทัพ จนเกิดเหตุโต้แย้งกับผู้บังคับบัญชา เมื่อช่วงปี 2563

ศาลทหารกรุงเทพพิพากษายกฟ้อง เห็นว่า แม้จำเลยจะได้กระทำความผิดตามฟ้องโจทก์จริง แต่เหตุที่จำเลยต้องหลบหนีไม่ไปรับทัณฑ์และหนีราชการนั้น ก็เนื่องจากจำเลยมีความ ‘จำเป็น’ ต้องกระทำไปเพื่อให้พ้นจากภยันตราย ซึ่งภยันตรายนั้นจำเลยไม่ได้ก่อขึ้นเพราะความผิดของจำเลย และเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นโดยสำคัญผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67(2) ประกอบด้วยมาตรา 62 วรรคแรก จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษ พิพากษายกฟ้อง

.

จากการร้องเรียนทุจริตเบี้ยเลี้ยงกองทัพสู่การถูกปลดออกจากราชการ และถูกฟ้องเป็นจำเลยในข้อหาหนีราชการทหาร

จุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดขึ้นจากการร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตเบี้ยเลี้ยงกองทัพของสิบเอกณรงค์ชัย จนนำไปสู่การโต้แย้งกับผู้บังคับบัญชา และมีการสั่งลงโทษขังสิบเอกณรงค์ชัยเป็นเวลา 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 16 – 22 มี.ค. 2563 อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ทหารในสังกัดเดียวกันได้ประสานงานให้สิบเอกณรงค์ชัยไปขอขมาผู้บังคับบัญชาและยุติการดำเนินการร้องเรียนในเรื่องดังกล่าว 

แต่ในระหว่างที่มีการขอขมา เขาได้ยินคำข่มขู่ว่าการลงโทษจำขังที่จะเกิดขึ้นอาจถึงแก่ชีวิต ประกอบกับเมื่อผู้บังคับบัญชาทราบว่าสิบเอกณรงค์ชัยได้ร้องเรียนกรณีทุจริตเบี้ยเลี้ยงจึงไม่พอใจ และตัดสินใจลงโทษจำขังตามเดิม แต่เลื่อนการลงโทษออกไปเป็นวันที่ 18 – 24 มี.ค. 2563 แทน

ทั้งนี้ สิบเอกณรงค์ชัยเห็นว่าคำสั่งลงโทษดังกล่าวอาจมีอันตรายถึงชีวิต จึงตัดสินใจยื่นคำร้องขอคุ้มครองพยานในวันที่ 17 มี.ค. 2563 ตามระเบียบคณะป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการคุ้มครองช่วยเหลือพยาน พ.ศ. 2554  

หลังจากนั้นสิบเอกณรงค์ชัยจึงตัดสินใจไม่กลับไปทำงานที่หน่วยซ่อมสร้างอีก ตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. – 8 มิ.ย. 2563 เนื่องจากถูกข่มขู่และต้องการรอการคุ้มครองพยาน การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้เขาถูกฟ้องในข้อหาหนีราชการทหารและถูกปลดออกจากราชการ โดยไม่ได้รับเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญจากสังกัด บก.มทบ.11

ต่อมา วันที่ 22 มิ.ย. 2563 สิบเอกณรงค์ชัย พร้อมด้วยทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เดินทางไปที่กองบัญชาการศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก ที่ จ.ปทุมธานี เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกผู้ต้องหา ซึ่งพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาขัดขืนหรือละเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา และหนีราชการในเวลาปกติ อย่างไรก็ดีสิบเอกณรงค์ชัยได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ก่อนจะถูกนำตัวไปฝากขังที่ศาลทหารกรุงเทพ และได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในเวลาต่อมา

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2563 พนักงานอัยการผู้ช่วยศาลทหารกรุงเทพ กองอัยการศาลทหารกรุงเทพ สำนักงานอัยการทหาร กรมพระธรรมนูญ ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสิบเอกณรงค์ชัย ในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร มาตรา 30, 45, 46 และข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 กล่าวหาว่า จำเลยได้กระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน คือ จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่ผู้บังคับบัญชาได้สั่งหรือออกไว้โดยชอบด้วยกฎหมาย และปฏิบัติตามแบบธรรมเนียมของทหาร 

โดยผู้บังคับบัญชาของจำเลยมีคำสั่งลงวันที่ 17 มี.ค. 2563 ให้ลงทัณฑ์จำขังจำเลย มีกำหนด 7 วัน ณ กองเรือนจำมณฑลทหารบกที่ 11 จังหวัดนครปฐม ฐานกระทำความผิดวินัยทหารตามมาตรา 5(2) ไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย มาตรา 5(3) ไม่รักษามรรยาทให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนียมของทหาร และมาตรา 5(7) ใช้กิริยาวาจาไม่สมควร หรือประพฤติไม่สมควร ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยทหาร พ.ศ. 2476

จำเลยได้รับทราบคำสั่งดังกล่าวโดยชอบแล้ว เมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2563 แต่จำเลยได้ขัดขืนละเลยมิกระทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาดังกล่าว โดยจำเลยไม่มารายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา และหนีราชการไปจนถึงวันที่ 8 มิ.ย. 2563 กรมสรรพาวุธทหารบกจึงมีคำสั่งปลดออกจากราชการ 

ทั้งนี้ ภายหลังสิบเอกณรงค์ชัยถูกสั่งปลดออกจากราชการ เขาเคยเปิดเผยกับบีบีซีไทยถึงสถานะของเขาในขณะนั้นว่า “ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีที่อยู่ หางานทำไม่ได้ เหมือนคนเถื่อนคนหนึ่ง” อย่างไรก็ดี ทางกองทัพบกก็ได้ออกมาแถลงชี้แจงกรณีที่สิบเอกณรงค์ชัยถูกดำเนินคดีนี้ว่า ไม่ใช่จากเหตุนำข้อมูลการทุจริตไปเผยแพร่ และไม่ได้มีการสั่งการมาจาก ผบ.ทบ. แต่เป็นการดำเนินการตามสายการบังคับบัญชาของหน่วยต้นสังกัดเอง

.

คดีนี้เริ่มนัดสืบพยานมาตั้งแต่ช่วงกลางปี 2565 โดยมี อานนท์ นำภา ร่วมเป็นทนายจำเลยในคดีด้วย การพิจารณาคดีนี้เป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากมีการนัดสืบพยานไม่ต่อเนื่อง นัดเพียงครั้งละนัด และมีเลื่อนสืบพยานหลายครั้ง

นอกจากนี้ ความล่าช้าของคดี ยังมีสาเหตุมาจากความล่าช้าในการขอออกหมายเรียกพยานเอกสารจากหน่วยงานราชการภายนอกที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบพยานเอกสารดังกล่าว และการขอเบิกตัวทนายความอานนท์ นำภา เพื่อทำหน้าที่ว่าความ

ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่าการไม่กลับไปรับราชการทหาร เหตุเพราะเกรงการถูกข่มขู่ที่อันตรายถึงชีวิต โดยนำเสนอพยานหลักฐานในเรื่องการขอคุ้มครองพยานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จนคดีสิ้นสุดการสืบพยานจำเลยเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2568 รวมใช้ระยะเวลากว่า 3 ปี (แต่หากนับตั้งแต่มีการสั่งฟ้องต่อศาล คดีใช้เวลากว่า 5 ปี) 

หลังจากนั้น ศาลทหารกรุงเทพได้เลื่อนอ่านคำพิพากษามาแล้ว 2 ครั้ง คือเมื่อเดือนกันยายน และธันวาคม 2568 เนื่องจากคำพิพากษายังไม่แล้วเสร็จ ก่อนกำหนดนัดฟังคำพิพากษาครั้งที่ 3 ในวันที่ 4 ก.พ. 2569 

เมื่อถึงเวลานัดหมายเวลา 08.30  น. จำเลยพร้อมด้วยสมาชิกครอบครัวก็เดินทางมาถึง  ก่อนจะมารออยู่ที่ห้องพักชั้นสาม (แผนกรับฟ้องและรับคำร้อง) เพื่อรอรับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าจะต้องไปฟังคำพิพากษาที่บัลลังก์ใด

เวลา 08.47 น. เจ้าหน้าที่นายหนึ่งได้สอบถามหานายประกันว่ามาหรือไม่ โดยระหว่างนี้ทนายจำเลย จำเลย และเจ้าหน้าที่ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับการประกันตัว หากศาลมีคำพิพากษาลงโทษ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้กล่าวเพิ่มเติมต่อไปอีกว่า หากผลคดีในวันนี้ออกมาไม่ดีหรือไม่เป็นคุณแก่จำเลย จำเลยจะต้องถูกคุมตัวไปยังมณฑลทหารบกที่ 11 จังหวัดนครปฐม เพื่อรอฟังผลการประกันตัวที่นั่น 

ต่อมา เวลา 09.06 น. เจ้าหน้าที่มาแจ้งว่าให้ย้ายลงไปที่บัลลังก์ชั้นสอง ทั้งนี้ จากการสังเกตตารางนัดหมายระบุว่าจะมีการพิพากษาคดีนี้ที่บัลลังก์ 3 

จนกระทั่งเวลา 11.17 น. เจ้าหน้าที่ได้มาแจ้งอีกครั้งว่าให้ย้ายขึ้นไปที่ชั้น 4 บัลลังก์ 6 แทน โดยก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องพิจารณานั้นทุกคนจะต้องเก็บสัมภาระ รวมถึงเครื่องมือสื่อสารไว้ในตู้ล็อกเกอร์ ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณหน้าห้อง

เมื่อเข้าไปในห้องพิจารณาแล้วก็พบว่าอัยการโจทก์ ทนายจำเลย จำเลย รวมถึงนายประกันจำเลยได้อยู่พร้อมเพรียงกันภายในห้องแล้ว ต่อมา เวลา 11.30 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์ทั้งสิ้น 4 ท่าน (จากการสังเกตพบว่ามี 3 ท่านสวมชุดครุยผู้พิพากษา ส่วนอีกท่านหนึ่งสวมชุดเครื่องแบบทหารเต็มยศ) เริ่มอ่านคำพิพากษาคดีนี้โดยสรุป

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานโจทก์เบิกความมีรายละเอียดของเหตุการณ์เป็นขั้นตอน เชื่อมโยงตลอดสมเหตุสมผล ไม่มีตอนใดเป็นพิรุธหรือขัดแย้งกัน ประกอบกับไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับผิด อีกทั้งยังเจือสมกับที่จำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้ทราบคำสั่งให้ต้องรับทัณฑ์ เมื่อวันที่ 17 มี.ค. 2563 จากผู้กล่าวหา 

ดังนี้ จึงเป็นข้อสนับสนุนพยานหลักฐานโจทก์ให้มีน้ำหนักเชื่อได้ว่า จำเลยทราบคำสั่งให้ลงทัณฑ์ของผู้บังคับบัญชาโดยการร้องทุกข์หรืออุทธรณ์ตามกฎหมาย อีกทั้ง ตามทางนำสืบของจำเลยก็ยืนยันว่า เหตุที่จำเลยไม่ไปรับทัณฑ์จำขังตามผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวินัยกำลังพลและคำสั่งให้ลงทัณฑ์ของผู้บังคับบัญชานั้น ก็เนื่องมาจากจำเลยกลัวว่าหากเข้าไปรับทัณฑ์แล้วอาจมีอันตรายต่อชีวิต จำเลยจึงไม่ไปรับทัณฑ์ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

เช่นนี้ ข้อต่อสู้ของจำเลยในทำนองว่า คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้ทำการสอบสวนและคำสั่งให้ลงทัณฑ์ของผู้บังคับบัญชาจำเลยมิชอบด้วยกฎหมายนั้น จึงยังไม่อาจรับฟังได้ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า คณะกรรมการสอบสวนฯ ได้ทำการสอบสวนและคำสั่งให้ลงทัณฑ์ของผู้บังคับบัญชาจำเลยชอบด้วยกฎหมายแล้ว เมื่อจำเลยทราบคำสั่งให้ลงทัณฑ์ของผู้บังคับบัญชาโดยชอบแล้วไม่ไปรับทัณฑ์ตามคำสั่งดังกล่าว ย่อมเป็นการขัดขืนมิกระทำตามคำสั่งอย่างใดๆ ของผู้บังคับบัญชา

ผู้กล่าวหายังเบิกความยืนยันต่อไปอีกว่า จำเลยไม่มาปฏิบัติราชการ ตั้งแต่วันที่ 18 มี.ค. ถึงวันที่ 2 เม.ย. 2563 และไม่ได้ลงลายมือชื่อในแบบฟอร์มลงเวลาปฏิบัติราชการ ตามรายงานยอดกำลังพลรวมแถวปฏิบัติงานประจำวัน ระหว่างวันที่ 18 มี.ค. ถึงวันที่ 1 เม.ย. 2563 ซึ่งผู้กล่าวหาได้ตรวจสอบแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยเข้ารับการรักษาอาการป่วยเจ็บในโรงพยาบาล และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือเป็นผู้ต้องหาหรือถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐควบคุมตัว

เมื่อรับฟังประกอบกับคำเบิกความของ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งที่เบิกความสนับสนุนว่า พยานกับพวกได้ไปติดตามตัวจำเลยที่บ้านตามภูมิลำเนาของจำเลยที่จังหวัดสิงห์บุรี แต่ไม่พบตัวจำเลย ต่อมาพยานได้รับคำสั่งแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการและเลขานุการของคณะกรรมการสอบสวนนายทหารประทวนหนีราชการ จากการสอบสวน คณะกรรมการฯ มีความเห็นว่า จำเลยหนีราชการในเวลาประจำการจริง จึงเสนอเห็นควรรายงานขอปลดจำเลยออกจากประจำการและขอถอดยศทหาร 

พยานโจทก์ยังเบิกความในทำนองเดียวกันยืนยันสนับสนุนอีกว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยไม่มารับทัณฑ์และได้หนีราชการทหารไปจากหน่วยต้นสังกัด เมื่อไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ดังกล่าวเคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยให้ต้องรับผิด อีกทั้งยังเจือสมกับที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยถูกข่มขู่เอาชีวิต จำเลยจึงไม่ไปรับทัณฑ์และหนีราชการไป ข้อเท็จจริงจึงรับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า จำเลยได้กระทำความผิดฐานขัดขืนหรือละเลยมิกระทำตามคำสั่งอย่างใด ๆ และหนีราชการทหาร ตามฟ้องโจทก์จริง

แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อต่อสู้ของจำเลยแล้ว เหตุที่จำเลยต้องกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์นั้นก็เนื่องมาจาก ก่อนเกิดเหตุ จำเลยได้นำเรื่องทุจริตภายในหน่วยงานไปร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และคณะกรรมการ ป.ป.ช. และต่อมาคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิด จนมีผู้ถูกดำเนินคดีความผิดเกี่ยวกับการทุจริตดังกล่าวที่ศาลทหารกรุงเทพ 

ก่อนไปรับทัณฑ์จำเลยได้เข้าพบผู้บังคับบัญชา แต่กลับถูกพูดถ้อยคำซึ่งจำเลยเข้าใจได้ว่าเป็นการข่มขู่เอาชีวิต ซึ่งวิญญูชนทั่วไปที่อยู่ในภาวะเช่นจำเลย ย่อมเข้าใจได้ว่าหากไปรับทัณฑ์จำขังจำเลยตามคำสั่ง ก็อาจถูกทำร้ายจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 

แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวอาจไม่มีอยู่จริง แต่ก็มีพฤติการณ์และเหตุชักจูงใจให้จำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงทางคดีว่า เมื่อจำเลยนำเรื่องทุจริตดังกล่าวไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำเลยได้ร้องขอให้มีการคุ้มครองพยาน เห็นได้ว่า จำเลยในภาวะเช่นนั้นมีความเกรงกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกายและชีวิต ซึ่งเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นด้วยวิธีอื่นได้ 

จำเลยจำเป็นต้องหลบหนีไม่ไปรับทัณฑ์และหนีราชการไปเพื่อให้พ้นจากภยันตรายนั้น ทั้งภยันตรายนั้นจำเลยไม่ได้ก่อขึ้นเพราะความผิดของจำเลย และเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็นโดยสำคัญผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67(2) ประกอบด้วยมาตรา 62 วรรคแรก จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษ พิพากษายกฟ้อง

.

คำพิพากษาของศาลในวันนี้จะนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ : ชวนย้อนดูเรื่องราวการต่อสู้ที่ผ่านมากับเส้นทางชีวิตบทใหม่ของ ‘หมู่อาร์ม’ หลังศาลพิพากษายกฟ้อง

สิบเอกณรงค์ชัยเปิดเผยหลังฟังคำพิพากษาว่า ปัจจุบันตนอายุ 38 ปีแล้ว และกำลังจะเข้า 39 ในปีนี้ แต่ขณะเกิดเหตุมีอายุเพียงแค่ 32 ปี หากจะให้เล่าย้อนถึงเหตุการณ์ขณะที่ถูกดำเนินคดีนี้ก็คือ ตนได้เปิดโปงการทุจริตในกองทัพ โดยไปร้องที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ปรากฏว่าพอมีเรื่องสอบสวนแล้วเรื่องกลับมาที่หน่วย  กลับโดนกลั่นแกล้งมาตลอด ก็นำไปสู่การถูกตั้งกรรมการสอบสวนในเวลาต่อมา 

หลังจากนั้นในช่วงเดือนมีนาคม ตนก็ถูกสั่งจำขัง เพราะผู้บังคับบัญชาต่อรองว่าให้เรายุติเรื่องร้องเรียนดังกล่าว แต่ทำไปทำมาก็คือ เขาหลอกให้ไปยุติ แล้วเขาจะมาสั่งขังทีหลัง พร้อมกับมีการใช้ถ้อยคำข่มขู่ว่าประมาณว่า ตอนเขาบรรจุมาใหม่ๆ เขาเคยสั่งขังคนคนหนึ่งมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันได้ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตไปแล้ว และเขาไม่อยากให้เราเป็นคนที่สอง ทำให้สิบเอกณรงค์ชัยรู้สึกว่าเริ่มไม่ปลอดภัยแล้ว จึงทำให้ต้องหนีเพื่อเอาชีวิตรอด และเป็นที่มาที่ไปของคดีนี้ 

“ท้ายที่สุดคนที่ทุจริตหรือคนที่สั่งจำขัง ได้ถูก ป.ป.ช. สั่งฟ้องเป็นคดีอยู่ในศาลทหารเหมือนกัน โดยขณะนั้นผมก็ได้ไปเป็นพยานให้กับ ป.ป.ช. ในคดีทุจริตด้วย ผลปรากฏว่ามีการคืนเงินให้กับแผ่นดิน นั่นเท่ากับเป็นการยอมรับแล้วว่ามันมีการทุจริตเกิดขึ้นจริง” สิบเอกณรงค์ชัยเล่า 

สิบเอกณรงค์ชัยยังเล่าถึงผลกระทบจากการถูกดำเนินคดีที่ยาวมาตั้งแต่ปี 2563 ทำให้เขาไม่สามารถที่จะไปประกอบอาชีพอื่น ๆ ได้ เพราะยังต้องเทียวขึ้นศาลอยู่ ทำให้ไม่มีที่ทำงานที่จะให้วันลามาแบบนี้ได้ทุกครั้ง 

นอกจากนั้น ก็ไม่สามารถสมัครงานราชการได้อีกแล้ว เพราะมีคำสั่งถูกปลดออกจากราชการ ผนวกกับอายุที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าจะไปสอบราชการสูงสุดเขาจะให้แค่อายุ 35 เขาจึงหมดโอกาสหลายอย่างไปโดยปริยาย ทำให้เขาต้องหันไปเรียนต่อแทน

ระหว่างนี้สิบเอกณรงค์ชัยกล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า ปัจจุบันเขาจบการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์แล้ว โดยกำลังฝึกหัดงานอยู่ในสำนักงานแห่งหนึ่ง และเมื่อครบกำหนด 1 ปี เขาก็จะไปสอบตั๋วทนายความต่อไป

เมื่อท้ายที่สุดแล้วผลคำพิพากษาออกมาเป็นคุณกับเขา สิบเอกณรงค์ชัยจึงวาดเป้าหมายชีวิตในอนาคตของตนเองต่อไปว่า เขาจะขอเข้ารับราชการใหม่อีกครั้ง เพื่อใช้สิทธิของตัวเอง โดยสิทธิในที่นี้หมายถึง วันรับราชการต่อเนื่อง กล่าวคือ ถ้ากลับเข้าไปรับราชการ เขาจะมีวันรับราชการที่เคยเป็นทหารเกณฑ์ 2 ปี จนถึงรับราชการมาอีก 8 – 9 ปี ก็จะรวมประมาณ 10-11 ปี 

“เราก็จะเสียเวลาไปแค่ 6 ปี ซึ่งการรับบำเหน็จบำนาญข้าราชการจะมีอายุกำหนดอยู่ว่าจะต้องทำงานให้ครบ 25 ปี ถึงจะได้บำนาญ คราวนี้เราก็ขาดอีก 14 ปี เมื่อนับถึงอายุเราตอนนี้ก็ยังไม่ถึง 60 เราก็ยังมีเกณฑ์ที่จะได้อยู่” สิบเอกณรงค์ชัยประเมินให้ฟัง 

“แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา ศักดิ์ศรีของเรา รวมถึงเงินภาษีของประชาชนที่เขาทุจริตไป ตอนนี้มันก็ได้ถูกส่งคืนกลับไปให้กับประชาชนแล้ว อันนี้มากกว่าที่เรามีความรู้สึกว่า เราทำได้แล้วและเราก็มีความภาคภูมิใจในส่วนนั้น” 

“คำพิพากษายกฟ้องในวันนี้จะนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ตรงที่มันจะมีคนที่กล้าลุกขึ้นมาปกป้องหน่วยงานหรือองค์กรของตนเองมากขึ้น และมันจะช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อกรมพระธรรมนูญแล้วก็ศาลทหารเอง ในสายตาประชาชนที่เคยไม่เชื่อมั่นต่อศาลทหาร ทุกคนคิดว่าทหารจะต้องปกป้องพวกพ้องก่อน แล้วข้าราชการชั้นผู้น้อยก็จะผิดเสมอ” 

“แต่เมื่อวันนี้ศาลได้ให้ความยุติธรรมกับเราจริง มันจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้ประชาชนได้เห็นว่า ถ้าเรายืนบนหลักการข้อเท็จจริงและทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ศาลก็ยังจะมีความยุติธรรมให้กับเรา”

“คดีนี้จะกลายเป็นคดีต้นแบบ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีต่อไปในอนาคต หากวันใดมีข้าราชการชั้นผู้น้อยมาร้องทุกข์แจ้งความหรือเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก เขาจะได้ไม่ต้องเกรงกลัว มันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนที่มีต่อกองทัพและศาลทหารมากขึ้น” สิบเอกณรงค์ชัยสรุปถึงคดีของตัวเองไว้

X