วันที่ 9 ก.พ. 2569 ที่ศาลอาญา พนักงานอัยการได้สั่งฟ้องคดีของ “ภาคภูมิ” (นามสมมติ) ผู้ป่วยจิตเภทวัย 35 ปี ในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) และ พ.ร.บ.ธง มาตรา 54 จากเหตุถูกกล่าวหาว่าโพสต์รูปภาพและวิดีโอแสดงการเหยียบและปัสสาวะใส่พระบรมฉายาลักษณ์ รวมถึงยืนปัสสาวะใส่ธงชาติไทย
.
ตำรวจ ‘เชิญตัว’ ไปสอบสวนในคดี ม.112 โดยไม่มีหมายเรียก ไม่มีทนายความ และนำตัวไปฝากขังเพราะเกรงว่าจะหลบหนี ก่อนศูนย์ทนายฯ ประสานเข้าช่วยเหลือ-ประกันตัว
สำหรับคดีนี้ ทราบเหตุภายหลังภาคภูมิถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เหตุจากเมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 มีประชาชนชื่อ นว คูนทากาญจน์ ไปแจ้งความกล่าวหาไว้ที่ สน.โชคชัย เย็นวันเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายป้องกันและปราบปรามได้ “เชิญตัว” ภาคภูมิไปพบพนักงานสอบสวน โดยไม่มีหมายจับหรือหมายเรียก โดยพนักงานสอบสวนพบว่าภาคภูมิมีพฤติกรรมผิดปกติทางจิต จึงได้ส่งตัวภาคภูมิไปที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา
ต่อมาสถาบันจิตเวชศาสตร์ได้มีหนังสือแจ้งลงวันที่ 12 ก.ย. 2568 ว่าผู้ต้องหาเป็นผู้มีความผิดปกติทางจิต โดยเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) แต่ประเมินความสามารถในการต่อสู้คดี ว่าสามารถต่อสู้คดีได้
ในวันที่ 18 พ.ย. 2568 คณะพนักงานสอบสวน ได้รับตัวไปแจ้งข้อกล่าวหา โดยไม่มีทนายความร่วมในการสอบสวน ในชั้นตำรวจภาคภูมิได้ให้การรับสารภาพและถูกตรวจยึดโทรศัพท์ไว้ จากนั้น พ.ต.ต.ไพโรจน์ สุวรรณมณี พนักงานสอบสวน ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาออกหมายขังระหว่างสอบสวน ทำให้เขาถูกนำไปขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย. 2568
จนกระทั่ง 19 พ.ย. 2568 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้รับแจ้งจากผู้ต้องขังทางการเมืองว่าพบผู้ต้องขังในข้อหามาตรา 112 นี้ จึงได้เข้าติดตามตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติม และทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวในชั้นสอบสวน เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2568 ศาลอาญามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว โดยให้วางหลักประกันจำนวน 180,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ รวมแล้วเขาถูกคุมขังทั้งสิ้น 4 วัน
หลังจากนั้นภาคภูมิต้องไปรายงานตัวที่ศาลตามผัดฟ้องทุก 12 วัน จนครบ 7 ผัด พบว่าเมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2569 พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องคดีแล้ว
.
อัยการยื่นฟ้อง เห็นว่าการกระทำจำเลยน่าจะทำให้พระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติยศถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ประชาชนเสื่อมความเคารพศรัทธา และทำให้ประเทศชาติถูกเหยียดหยาม
สำหรับคำสั่งฟ้องเรียงฟ้อง โดย เทวินทร์ จันทร์เทศ พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 9 ฟ้องในฐาน “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, ข้อหา “นำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรฯ” ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) และ ข้อหา “กระทำการใด ๆ เหยียดหยามต่อธงฯ” ตาม พ.ร.บ.ธง มาตรา 54
คำบรรยายฟ้อง โดยสรุปกล่าวหาว่า เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. 2568 จำเลยเผยแพร่โพสต์ภาพ ซึ่งตั้งค่าเปิดเป็นสาธารณะโพสต์รูปภาพเท้าเหยียบไปที่รูปภาพพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และเผยแพร่ภาพเคลื่อนไหวขณะที่จำเลยยืนปัสสาวะใส่รูปภาพและธงชาติไทย อันเป็นการล่วงละเมิด หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์และเป็นการกระทำต่อธงชาติไทย อันเป็นการเหยียดหยามประเทศ
ประชาชนทั่วไปที่พบเห็นรู้สึกโกรธไม่พอใจเนื่องจากรัชกาลที่ 10 ถูกด้อยความสง่างามและเสื่อมเสียพระเกียรติยศและธงชาติราชอาณาจักรไทยถูกเหยียดหยาม
การกระทำของจำเลยน่าจะทำให้พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ทรงเสื่อมเสียพระเกียรติยศชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ประชาชนเสื่อมความเคารพศรัทธา และประเทศชาติถูกเหยียดหยาม อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย
ต่อมาในวันที่ 10 ก.พ. 2569 ในนัดสอบคำให้การ จำเลยให้การปฏิเสธ และทนายความได้ยื่นประกันตัวระหว่างต่อสู้คดี
ต่อมาในเวลาประมาณ 16.40 น. ศาลอนุญาตให้ประกันตัว โดยมีประกันในวงเงิน 180,000 บาท ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนราษฎรประสงค์ มีเงื่อนไขห้ามมิกระทำการใดใดอันจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล นัดถัดไปนัดตรวจพยานหลักฐาน วันที่ 11 พ.ค. 2569 เวลา 09.00 น.
.
.
สำหรับโรคจิตเภท (Schizophrenia) เป็นภาวะความเจ็บป่วยทางจิต โดยเฉพาะทางความคิด ทำให้ผู้ป่วยมีความคิดและการรับรู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น อาการประสาทหลอน ความคิดหลงผิด อาการหูแว่ว เห็นภาพหลอน เป็นต้น
ทั้งนี้ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบปัญหาการดำเนินคดีมาตรา 112 ต่อผู้ป่วยที่มีอาการจิตเภทเป็นระยะ โดยในช่วงหลังการรัฐประหารปี 2557 พบผู้ป่วยถูกดำเนินคดีอย่างน้อย 7 ราย อาทิ เช่นคดีของฤาชา ซึ่งพบว่าเป็นผู้ป่วยที่มีอาการพูดคนเดียว พูดเพ้อเจ้อ มีอาการหลงผิดว่าตนเป็นร่างทรงของพระแม่ธรณี และมีไมโครชิพอยู่ในสมอง ถูกกล่าวหาเกี่ยวกับการโพสต์ภาพและข้อความในเฟซบุ๊กเมื่อปี 2559
ต่อมาในช่วงหลังปี 2563 ก็ยังพบคดีของผู้ป่วยจิตเภทอยู่จำนวนอย่างน้อย 5 คดี อาทิ คดีของ “แต้ม” กรณีถูกกล่าวหาจากจากเหตุทุบทำลายป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งให้การว่าเขากระทำการดังกล่าว เพราะได้ยินเสียงสวรรค์สั่งให้ทำ และเขาเห็นเป็นเพียงป้ายผ้าสีดำเท่านั้น โดยคดีนี้ศาลพิพากษายกฟ้องในข้อหามาตรา 112 โดยเห็นว่าจำเลยกระทำขณะมีความผิดปกติในลักษณะที่มีจิตบกพร่อง แต่ศาลลงโทษข้อหาทำให้เสียทรัพย์
ส่วนในกรณีของภาคภูมินี้ยังต้องติดตามเรื่องลักษณะอาการป่วยทางจิตเภท กับความสามารถในการต่อสู้คดีของเขาต่อไป
.
ย้อนอ่านบทสัมภาษณ์จิตแพทย์ เรื่องกรณีผู้ป่วยจิตเภทที่ถูกดำเนินคดี คุยกับจิตแพทย์: เมื่อผู้ป่วยจิตเภทเผชิญหน้ากับกระบวนการยุติธรรม
