วันที่ 18 ก.พ. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดสมุทรปราการนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีของ “วุฒิภัทร” (นามสมมติ) พนักงานบริษัทวัย 31 ปี จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีโพสต์แสดงความคิดเห็นในกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2563 มีเนื้อหาข้อความเกี่ยวกับกรณีการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และการตั้งคำถามต่อเหตุการณ์ที่ 3 จำเลยในคดีประทุษร้ายรัชกาลที่ 8 ถูกประหารชีวิตไปโดยไม่มีความผิด
ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตีความคำว่า “พระมหากษัตริย์” ให้ครอบคลุมถึงอดีตพระมหากษัตริย์นั้น เป็นการตีความให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติในมาตรา 112 แล้ว การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 และตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา
.
จากวันเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเพียงลำพัง โดยไม่มีทนายความ สู่เส้นทางการต่อสู้คดีอันยาวนานจนถึงศาลฎีกา
คดีนี้มี “ศิวพันธุ์ มานิตย์กุล” ประชาชนทั่วไปเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับวุฒิภัทรไว้ที่ สภ.บางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ โดยผู้กล่าวหารายนี้แจ้งความคดีมาตรา 112 ต่อประชาชนคนอื่น ๆ ไว้ไม่ต่ำกว่า 9 คดี เท่าที่ทราบข้อมูล
ในตอนแรกวุฒิภัทร เคยได้รับหมายเรียกพยาน ลงวันที่ 16 ต.ค. 2563 ให้ไปให้ปากคำที่ สภ.บางแก้ว ซึ่งเขาก็ได้เดินทางไปตามนัดเพียงลำพัง
ในปีถัดมา เขากลับได้หมายเรียกให้ไปรับทราบข้อหาในฐานะผู้ต้องหา เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2564 วุฒิภัทรได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก โดยไม่ได้มีทนายความร่วมเดินทางไปด้วย พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาทั้งสิ้น 2 ข้อหา ได้แก่ ข้อหามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) จากกรณีที่เขาคอมเมนต์ข้อความเกี่ยวกับกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ลงในโพสต์ของกลุ่มเฟซบุ๊ก “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” ทั้งนี้ ในชั้นสอบสวนวุฒิภัทรได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
ต่อมา วันที่ 19 ก.ค. 64 พนักงานอัยการได้มีคำสั่งฟ้องวุฒิภัทรต่อศาลจังหวัดสมุทรปราการ โดยในคำฟ้องกล่าวหาว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์สื่อความหมายและเป็นการกล่าวใส่ความพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อพระเกียรติของพระมหากษัตริย์ในรัชกาลปัจจุบัน และสถาบันพระมหากษัตริย์
ศาลได้นัดสืบพยานคดีนี้ในระหว่างวันที่ 1-2 มี.ค. 2565 ซึ่งจำเลยได้ให้การปฏิเสธ และต่อสู้คดีว่าการกระทำของจำเลยไม่เข้าองค์ประกอบของข้อหามาตรา 112 ซึ่งคุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ครองราชย์อยู่ ไม่ครอบคลุมถึงอดีตพระมหากษัตริย์
ย้อนดูบันทึกสืบพยาน เปิดบันทึกสืบพยานคดี 112 “หนุ่มพนักงานบริษัท” โพสต์ตั้งคำถามถึงการประหาร 3 จำเลยคดีสวรรคต ร.8 ก่อนศาลพิพากษาพรุ่งนี้
เมื่อการสืบพยานเสร็จสิ้นลง ศาลจังหวัดสมุทรปราการนัดฟังคำพิพากษาเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2565 โดยศาลได้พิพากษายกฟ้องในข้อหาตามมาตรา 112 โดยเห็นว่า แม้จำเลยจะโพสต์ข้อความพาดพิงในหลวงรัชกาลที่ 9 เกี่ยวกับกรณีการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 โดยใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น หมิ่นประมาท แสดงความอาฆาตมาดร้าย แต่เจตนารมณ์ของมาตรา 112 มุ่งคุ้มครองบุคคลเพียงเฉพาะ 4 ตำแหน่งที่ยังคงครองราชย์หรือดำรงตำแหน่งอยู่เท่านั้น การกระทำจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112
แต่ศาลได้พิพากษาว่ามีความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (1) ซึ่งอัยการไม่ได้ฟ้องในข้อหาดังกล่าวเข้ามา โดยให้ลงโทษจำคุก 1 ปี และลดโทษให้หนึ่งในสามเนื่องจากให้การเป็นประโยชน์ เหลือจำคุก 8 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ทั้งนี้ศาลอนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ และต่อมาโจทก์และจำเลยได้ยื่นอุทธรณ์
ก่อนเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2566 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาแก้ในประเด็นมาตรา 112 เป็นเห็นว่า การหมิ่นประมาทและดูหมิ่นอดีตพระมหากษัตริย์ย่อมกระทบต่อพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน หากตีความว่าต้องเป็นพระมหากษัตริย์ปัจจุบันก็จะเป็นการเปิดช่องทางให้เกิดการละเมิด หมิ่นประมาท ให้กระทบพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันได้
จึงเห็นว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักที่สุด คือ มาตรา 112 จำคุก 5 ปี ก่อนพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา โดยวุฒิภัทรได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา
ในฎีกาของจำเลย ได้ยืนยันข้อต่อสู้เดิมว่า มาตรา 112 บัญญัติขึ้นมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ยังมีพระชนม์ชีพและครองราชย์อยู่ขณะเกิดเหตุในคดีเท่านั้น การกระทำของจำเลยจึงขาดองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 112 และไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)
.
ศาลฎีกาพิพากษายืน เห็นว่า หากตีความจำกัดเฉพาะกษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่ จะก่อให้เกิดช่องว่างของกฎหมาย และทำลายความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสถาบันฯ
ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 16 เวลาประมาณ 08.50 น. จำเลยเดินทางมาถึงศาล โดยมีสมาชิกในครอบครัวร่วมเดินทางมาให้กำลังใจด้วย ทั้งนี้ ก่อนถึงเวลานัดหมายจำเลยได้นั่งรออยู่ที่บริเวณหน้าห้องพิจารณา พร้อมพูดคุยกับเจ้าหน้าที่จาก Freedom Bridge
กระทั่งเวลา 09.59 น. เจ้าหน้าที่หน้าบัลลังก์ได้เรียกจำเลยให้เข้าไปนั่งรอภายในห้องพิจารณา พร้อมทั้งโทรศัพท์แจ้งให้ตำรวจศาลจำนวน 1 นายขึ้นมาประจำการบนห้อง จำเลยเข้าไปนั่งบริเวณเก้าอี้ด้านหน้าห้อง โดยมีสีหน้ากังวล ไม่นานหลังจากตำรวจศาลเข้ามาประจำที่ ศาลก็ได้ออกนั่งบัลลังก์จำนวน 1 ท่าน และเริ่มต้นอ่านคำพิพากษาคดีนี้
สรุปเนื้อหาได้ว่า ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่
ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 112 ได้มีการบัญญัติโดยนำบทบัญญัติเดิมที่เคยบัญญัติไว้ในกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 มาตรา 98 มาบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา ภาคความผิด ลักษณะ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ซึ่งการบัญญัติบทความผิดให้ยึดโยงกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรเช่นนี้ มีนัยสำคัญว่ากฎหมายมุ่งประสงค์จะควบคุมและป้องปรามการละเมิดต่อพระเกียรติยศชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์ผู้นำสูงสุดไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร
ดังจะเห็นได้จากรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ยังมีบทบัญญัติให้ความคุ้มครองพระมหากษัตริย์ว่า ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดหรือกล่าวหาฟ้องร้องในทางใด ๆ มิได้ ด้วยเหตุนี้การตีความเพื่อบังคับใช้บทมาตราดังกล่าว จึงต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่นอกเหนือจากมุ่งคุ้มครองพระเกียรติยศชื่อเสียงของพระมหากษัตริย์แล้ว ยังมุ่งหมายเพื่อรักษาความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรและป้องปรามการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมสลายสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นรากฐานความมั่นคงของประเทศชาติประกอบไปด้วย
ดังนั้น ไม่ว่าการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย จะได้กระทำต่อพระมหากษัตริย์ที่ยังทรงพระชนม์อยู่หรือไม่ก็ตาม หากการกระทำนั้นมีลักษณะดังกล่าวก็ย่อมเป็นความผิดได้ทั้งสิ้น เมื่อพิจารณาความมุ่งหมายดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ตีความคำว่า “พระมหากษัตริย์” ให้ครอบคลุมถึงอดีตพระมหากษัตริย์ โดยรวมถึงพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 อดีตพระมหากษัตริย์
ด้วยเหตุผลที่ว่าประชาชนชาวไทยผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์มาตลอด แม้จะเสด็จสวรรคตไปแล้ว ประชาชนก็ยังเคารพสักการะและมีจิตที่ระลึก โดยทางราชการจัดวันคล้ายวันสวรรคตถวายราชสักการะเป็นประจำทุกปีตลอดมา ทั้งยังกำหนดให้วันคล้ายวันสวรรคตของพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 เป็นวันหยุดราชการเพื่อให้ประชาชนรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระราชกรณียกิจที่ทรงกระทำในระหว่างที่ทรงมีพระชนม์ชีพอันเป็นคุณประโยชน์นานัปการต่อประเทศชาติและประชาชน
การดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตไปแล้วยังส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนอันจะนำไปสู่ความไม่พอใจ และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรได้ จึงเป็นการตีความให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 แล้ว มิได้เป็นการตีความเกินขอบเขตหรือขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย
การตีความดังที่วินิจฉัยในตอนต้นไม่ทำให้ประชาชนชาวไทยไม่อาจแสดงความคิดเห็นในทางวิชาการ หรือแสดงข้อความโดยสุจริต หรือไม่อาจติชมด้วยความเป็นธรรมได้แต่ประการใด ในทางกลับกันหากตีความจำกัดให้หมายความเฉพาะพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์อยู่ ย่อมก่อให้เกิดช่องว่างของกฎหมาย และเป็นช่องทางให้เกิดการทำลายความเชื่อถือศรัทธาที่ประชาชนมีต่อคุณค่าในสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นเสาหลักของบ้านเมืองได้ และสุดท้ายย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ
สำหรับคดีนี้พยานหลักฐานได้ระบุชัดว่า ข้อความที่จำเลยโพสต์ลงในเฟซบุ๊กเป็นการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีคุณูปการเป็นที่ยิ่งใหญ่แก่ประเทศชาติ และยังเป็นที่ขวัญและหลักเหนี่ยวใจของพสกนิกรชาวไทย เป็นถ้อยคำที่นำมาซึ่งความสูญเสียต่อราชวงศ์จักรี ลดพระเกียรติยศและกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนที่ล้วนยังคงรำลึก น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณไม่เสื่อมคลาย
ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชนและอาจกระทบต่อความมั่นคงของรัฐได้ มิได้เป็นการแสดงข้อความโดยสุจริต หรือติชมด้วยความเป็นธรรม หรือเป็นการแสดงความคิดเห็นในทางวิชาการ อันจะแสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้มีเจตนาหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 9 แต่อย่างใด
การกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดทั้งสองดังกล่าวมานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น ศาลฎีกาพิพากษายืน ลงโทษจำคุกจำเลยเป็นเวลา 3 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา
องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาในคดีนี้ ได้แก่ กัมปนาท วงษ์นรา, นพรัตน์ ชลวิทย์ และธนาคม ลิ้มภักดี
ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น วุฒิภัทรก็เข้าสวมกอดสมาชิกครอบครัวท่ามกลางบรรยากาศแห่งความโศกเศร้า ก่อนที่ตำรวจศาลจะเข้าดำเนินการสวมกุญแจมือ และควบคุมตัวเขาออกจากห้องพิจารณา เพื่อเตรียมนำตัวส่งไปยังเรือนจำกลางสมุทรปราการต่อไป
คำพิพากษาในครั้งนี้ส่งผลให้คดีของวุฒิภัทรสิ้นสุดลง ใช้เวลากว่า 5 ปี 4 เดือนเศษ ตั้งแต่ไปให้การในฐานะพยาน และยังทำให้จำนวนผู้ต้องขังทางการเมืองเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนอย่างน้อย 60 คน โดยในจำนวนนี้เป็นคดีมาตรา 112 จำนวนอย่างน้อย 33 คน
.
อ่านบทสัมภาษณ์
.
