“คนเราผิดพลาดกันได้ แต่ต้องสู้ต่อ มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต”: ชวนอ่านเรื่องราวของ ‘วุฒิภัทร’ พนักงานบริษัทที่ถูกฟ้องคดี ม.112 ก่อนพิพากษาชั้นฎีกา

“ทั้งที่ผมอยู่ข้างนอกนะ แต่ความรู้สึกผมเหมือนถูกขังไปแล้ว” คำบอกเล่าจาก “วุฒิภัทร” ซึ่งเป็นนามสมมติของพนักงานบริษัท วัย 31 ปี จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งถูกฟ้องในข้อหามาตรา 112 จากกรณีโพสต์แสดงความคิดเห็นลงในกลุ่มเฟซบุ๊ก “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 2563 ซึ่งมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับกรณีการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 

แม้คดีนี้ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษายกฟ้องวุฒิภัทรในข้อหามาตรา 112 แต่ไปลงโทษในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ แต่ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาแก้ เห็นว่า วุฒิภัทรมีความผิดตามมาตรา 112 ให้ลงโทษจำคุกถึง 3 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ 

วุฒิภัทรยังคงเชื่อมั่นว่าการกระทำของเขาไม่เข้าข่ายเป็นความผิด คดีนี้จึงยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งเข้าสู่ชั้นฎีกา ซึ่งศาลจังหวัดสมุทรปราการได้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 18 ก.พ. 2569 นี้ 

ก่อนถึงวันตัดสินชะตาชีวิตของวุฒิภัทร ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนชวนรับฟังเรื่องราวชีวิตของเขาตั้งแต่จุดเริ่มต้นและสิ่งที่ต้องเผชิญตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าผลของคำพิพากษาจะออกมาเป็นเช่นไร แต่ช่วงเวลาที่ถูกพรากไป และโอกาสที่หลุดลอย คือราคาที่ไม่มีตัวเลขใดบอกมูลค่าของชีวิตคน ๆ หนึ่งได้

.

วุฒิภัทรเล่าให้ฟังว่า เขาเกิดและเติบโตที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่วงชีวิตวัยเด็กไม่ได้แตกต่างจากเด็กทั่วไปที่มีกลุ่มเพื่อน มีสังคม เมื่ออยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนเขามักจะเป็นคนอารมณ์ดี ร่าเริง ชอบสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนอื่น ๆ ในเวลานั้นเขายังมองภาพความฝันของตนเองไม่ชัดเจนเท่าไหร่นัก จนกระทั่งเติบโตขึ้นมาอีกหน่อยถึงเริ่มรู้ตัวว่าเขาอยากเป็น ‘นักดนตรี’ 

วุฒิภัทรได้มีโอกาสทำตามความฝันอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง โดยเขาเรียนจบมหาวิทยาลัยทางด้านดนตรีสากล อีกทั้งยังเคยมีโอกาสได้ฟอร์มวงดนตรีกับเพื่อนด้วย เขารับหน้าที่เล่นกีตาร์และร้องเพลง แม้จะไม่สามารถไปได้ไกลกว่านั้น แต่ช่วงเวลาเหล่านั้นก็ช่วยสร้างความสนุกสนานและความทรงจำที่ดี

ความฝันของเขาจำต้องถูกพับเก็บไว้ในมุมหนึ่งของชีวิต เนื่องจากวุฒิภัทรไม่ได้เติบโตมาในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย เขายังต้องพยายามดิ้นรนแสวงหาอาชีพที่มั่นคงทำ เพื่อนำรายได้มาจุนเจือตนเองและครอบครัว

วุฒิภัทรเปิดเผยว่า เขาได้บอกครอบครัวไว้เบื้องต้นแล้วถึงเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ และพวกเขาต้องทำใจ แม้คุณแม่ของวุฒิภัทรจะพูดเสมอว่า “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” แต่เขาก็ยังคงเสียใจที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวต้องลำบาก โดยวุฒิภัทรได้กล่าวเสริมว่า “ถ้าเลือกได้ก็อยากอยู่ดูแลเขาให้ดีกว่านี้เพราะแม่ผมแก่แล้ว อายุเยอะขึ้นทุกวัน ถึงเขาจะไม่ได้ป่วยรุนแรงอะไร แต่เวลาเขาทรุดทีก็กลัวไม่มีคนดูแล” 

ในด้านความสนใจเรื่องการเมืองและประวัติศาสตร์ วุฒิภัทรเล่าความทรงจำว่า ความสนใจด้านนี้เกิดขึ้นตอนที่เขาเริ่มโตแล้วประมาณหนึ่ง สมัยที่กำลังเรียนมหาวิทยาลัยก็พอมีความสนใจอยู่บ้าง เพราะช่วงนั้นสังคมไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลเผด็จการของ คสช. ทำให้เขาเริ่มหาความรู้ถึงที่มาของปัญหาต่าง ๆ ในบ้านเมือง

“แต่ผมไม่รู้หรอกว่าในประวัติศาสตร์ที่เราศึกษา จะจริงหรือไม่จริง เรื่องที่ผมโดนเป็นเรื่องเกี่ยวกับการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 ทุกวันนี้ถามหน่อยว่ามีอะไรที่ชัดเจน มันไม่มีใครรู้ เพราะฉะนั้นการได้รับฟัง หรือการได้เห็น หรือการหาข้อมูล มันก็มาจากหลายช่องทาง พอดีเดี๋ยวนี้มีอินเทอร์เน็ต โลกออนไลน์มันหาเจอได้ ถ้าเราค้นคว้า” วุฒิภัทรเล่าย้อนถึงการพยายามหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ของเขา 

.

ก่อนหน้าที่จะถูกดำเนินคดีในช่วงปี 2563 ชีวิตของวุฒิภัทรต้องต่อสู้ดิ้นรนอยู่พอสมควร เขาเล่าให้ฟังว่า “อันที่จริงตอนที่ถูกดำเนินคดีผมได้งานปัจจุบันพอดีเลย พอผมไปสัมภาษณ์งานผ่าน หมายเรียกก็มาที่บ้านพอดี ผมคิดนะถ้าคดีนี้มาก่อนผมก็คงไม่ได้งานทำจนถึงทุกวันนี้ เขาก็ไม่ค่อยอยากจะรับคนที่มีคดีติดตัวอะไรอย่างนี้” 

แต่โชคยังดีที่ภายหลังได้เข้ามาทำงานแล้วคดีนี้ยังไม่ถึงกับกระทบต่อชีวิตการทำงานของวุฒิภัทรมากนัก “เพราะผมไม่ค่อยพูดกับใคร เก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า อีกอย่างคนที่พูดได้ก็จะมีแค่เพื่อนหรือคนที่ไว้ใจแค่ไม่กี่คนที่รู้”

ย้อนกลับไปในช่วงที่กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านในชีวิต เขาทราบว่าตนเองถูกออกหมายเรียกให้ไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจขณะที่กำลังฝึกงานอยู่ ในตอนนั้นเขายังไม่มีทนายความจึงต้องลางานแล้วเดินทางจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาไปที่ สภ.บางแก้ว จังหวัดสมุทรปราการ เพียงลำพัง 

เขาเล่าถึงความรู้สึกที่มีต่อเหตุการณ์ในวันนั้นให้ฟังว่า “ถ้าผมมีทนายไปด้วยก็อาจจะดีกว่านี้ก็ได้ เพราะตอนนั้นผมไปแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย ตำรวจก็ถามว่ามีทนายไหม ผมก็ไม่รู้จะหาจากที่ไหน เพราะมันเป็นคดีที่ไม่ค่อยมีใครอยากรับทำให้ แล้วเราก็ไม่เคยรู้จักกับศูนย์ทนายฯ มาก่อนด้วย” 

วุฒิภัทรเปิดเผยให้ฟังด้วยสีหน้ากังวลขึ้นเล็กน้อยว่า ก่อนที่จะเข้าพบพนักงานสอบสวนเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกเรียกตัวไปด้วยสาเหตุอะไร แต่หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งข้อกล่าวหาจึงทราบว่า คดีนี้เกี่ยวข้องกับการแสดงความเห็นในกลุ่มเฟซบุ๊กที่มีชื่อว่า “รอยัลลิสต์มาร์เก็ตเพลส” (Royalist Marketplace) และมี ศิวพันธุ์ มานิตย์กุล เป็นผู้ไปกล่าวหาดำเนินคดี โดยทราบว่าประชาชนรายนี้เป็นผู้แจ้งความคดีมาตรา 112 ไว้หลายสิบคดีที่สถานีตำรวจดังกล่าว

“ตอนนั้นกลุ่มนี้มันดังมากครับ รู้สึกว่าจะมีสมาชิกอยู่หลายแสน ช่วงนั้นมันเป็นกระแสผมก็แค่คนหนึ่งที่เข้าไป ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นกลุ่มที่เอาไว้คุยกันเฉพาะเรื่อง แล้วอีกอย่างคือผมก็ไม่คิดว่ามันจะไม่ปลอดภัย ผมอาจจะอ่อนต่อโลกด้วยมั้งที่ไม่ได้ระมัดระวังตัว ใช้เฟซบุ๊กจริงคอมเมนต์ลงไป” 

วุฒิภัทรได้เล่าย้อนถึงชนวนเหตุแห่งคดีนี้ขึ้นมาอีกครั้งว่า “คำพูดที่ใช้ผมยอมรับว่ามันอาจจะรุนแรงนิดหนึ่ง แต่ถ้าได้อ่านเนื้อหาก็จะรู้ว่าผมแค่อินไปกับบทความที่มีผู้แชร์มา มันเป็นคอมเมนต์ที่ต่อจากบทความ พอผมเข้าไปอ่านบทความนั้นแล้วผมก็เกิดความรู้สึกอินไปกับมันแค่นั้นเอง ไม่ได้คิดว่าจะเป็นคดีขึ้นมา คำพูดของผมอาจจะไม่ถูกใจอีกฝ่ายก็ได้ ถึงขนาดที่เขาต้องแคปออกมาแบบนี้ แต่ลึก ๆ แล้วผมไม่ใช่คนที่อยากจะอาฆาตหรือหัวรุนแรงขนาดนั้น ผมก็แค่คนคนหนึ่งที่ไม่ได้ระมัดระวัง ซึ่งผมก็รู้สึกผิดกับตรงนั้นนะ แต่ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่า มันรุนแรงไปไหมกับบทลงโทษ” 

“ช่วงเวลาตั้งแต่ที่ผมแสดงความคิดเห็นจนกระทั่งลบโพสต์ทิ้งค่อนข้างเร็วครับ รู้สึกว่าไม่นานนะ ประมาณวันหนึ่งได้มั้ง เพราะผมมาลบทีหลัง แต่ผมไม่มีหลักฐานแค่นั้นเองว่าผมลบ เพราะมันมีคนทักส่วนตัวเข้ามาว่าให้ผมลบออกซะ มิฉะนั้นจะฟ้องอะไรทำนองนี้ แต่ผมก็ไม่ได้สนใจเขาหรือไม่ได้ตอบเขาเท่าไหร่ แต่ในใจผมก็กลัวเหมือนกันจึงมาลบทิ้งทีหลัง ถ้าตรวจสอบได้ก็จะรู้ว่าข้อความนั้นมันไม่อยู่แล้ว ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง เสียดายที่ผมไม่ได้แคปหน้าจอคนที่ทักมาเอาไว้ ถ้าผมแคปไว้อาจจะดีต่อรูปคดีกว่านี้ก็ได้”

ในวันที่วุฒิภัทรเดินทางไปให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยไม่มีทนายความ เขาได้ให้การรับสารภาพไปว่าเป็นผู้โพสต์ข้อความด้วยตนเองจริง แต่ในวันนั้นเขาเองก็มีทั้งความเครียดและความกังวลเกิดขึ้น ก่อนจะอธิบายเสริมว่า “ตอนนั้นคดี ม.112 มันเพิ่งมาใหม่ รู้สึกจะเป็นประยุทธ์มั้งที่ให้กลับมาใช้กฎหมายนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งผมก็คิดว่าเขาคงไม่บังคับใช้กับผมหรอก” 

“ยอมรับว่าตอนนั้นผมหาทนายความไม่ทันและผมเครียดมาก ผมนอนไม่หลับ ไปฝึกงานก็นอนไม่หลับ คิดถึงวันนั้นยังเครียดอยู่เลย ครอบครัวผมตอนนั้นพ่อไม่รู้ มีแค่แม่ที่รู้ ซึ่งแม่ก็ไปกับผมด้วยทุกที่เลย คือแม่ก็พยายามให้กำลังใจแหละ เขาพูดทำนองว่าไม่มีอะไรหรอก อยากให้เรามองโลกในแง่ดี แต่เราก็ยังเครียด แล้วก็กังวลอยู่ดี” 

สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นภายหลังถูกแจ้งความดำเนินคดี วุฒิภัทรได้ระบายความรู้สึกออกมาว่า “การดำเนินคดีนี้มันก็กระทบกับการใช้ชีวิตของผมนะ จะว่าไม่กระทบก็ไม่ได้ แต่มันกระทบเรื่องจิตใจมากกว่า ไม่ใช่เรื่องงาน อย่างวันที่ 18 นี้ผมยังไม่รู้เลยว่าตัวผมจะเป็นยังไง เหมือนเราคิดภาพไว้แล้วว่าถ้ามันเป็นอย่างนู้นอย่างนี้แล้วผมจะยังไงต่อ ผมเหมือนต้องเตรียมตัวให้พร้อมตลอดเวลา โดยที่ผมเองก็ไม่ได้พร้อม อารมณ์แบบไม่พร้อมก็ต้องพร้อมอะไรประมาณนั้นครับ” 

.

วุฒิภัทรมองว่าในความเป็นจริงแล้วผู้กล่าวหาควรจะเข้ามาพูดคุยกับเขาก่อนที่จะไปแจ้งความดำเนินคดี ตัวเขาจะผิดหรือจะถูกอย่างไรก็สามารถที่จะตักเตือนกันได้ โดยเขาเห็นว่า

คุณกับผมก็ไม่ต่างกันนะ เป็นแค่มนุษย์คนหนึ่งเหมือนกัน แล้วคุณบอกว่าสิ่งที่คุณทำคือการปกป้อง แต่คุณลืมไปหรือเปล่าว่าคุณก็เป็นแค่แสงน้อย ๆ แล้วคุณจะไปปกป้องแสงตะวัน แสงดวงอาทิตย์ สิ่งที่คุณทำมันก็เป็นมุมมองของคุณ แต่คนเดือดร้อนมันก็มี ถ้าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นกับลูกกับหลานของคุณบ้าง เกิดวันหนึ่งลูกหลานของคุณคิดต่าง หรือคิดแบบผมก็ได้ คุณจะรู้สึกยังไง”

“ก่อนจะไปแจ้งความคุณก็ไม่ได้รู้จักผมนะ คุณรู้ได้ยังไงว่าคนนี้เป็นคนเลว หรือคนนี้เป็นคนดี ในความหมายของผมมันก็เหมือนเยาวชนที่โดนคดี 112 เด็กพวกนั้นมันเลวไปเสียหมดหรือ เขาไม่ได้ไปฆ่าใคร มันอาจจะเป็นอารมณ์ชั่ววูบหรือไม่ได้ตั้งใจ บางครั้งมันต้องมีตักเตือนได้บ้าง ไม่ต้องรุนแรงกันถึงขนาดนี้ก็ได้”  

วุฒิภัทรมองว่าหากเรื่องราวเหล่านี้ยังคงเกิดขึ้นอยู่ ก็จะนำไปสู่การแบ่งแยกระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ ระหว่างคนเห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย ซึ่งท้ายที่สุดแล้วคนในสังคมก็จะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้

ทั้งนี้ วุฒิภัทรได้แสดงความคิดเห็นต่อไปอีกว่า “ถ้าเป็นไปได้เราก็ควรจะมาสมานฉันท์กันดีกว่า คุณจะฟ้องอีกกี่หมื่น กี่พันคดี ถ้าสมมติวันหนึ่งประชาชนทุกคนคิดแบบผมบ้างคุณจะฟ้องทุกคนเลยไหม ที่ผ่านมาผมก็พอทราบว่ามีคนที่โดนคดีเหมือนผม บางคนเขาก็เลือกที่จะสู้คดี เพราะคิดว่ากรณีอดีตกษัตริย์จะไม่เข้าข่ายเป็นความผิด แต่อยู่ดี ๆ การตีความกฎหมายก็เปลี่ยน เดี๋ยวนี้คดีมันขยายความค่อนข้างกว้าง ม.112 มันกลายเป็นกฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์ ขยายจนจากไม่เชื่อมโยงก็ทำให้เชื่อมโยงได้”

วุฒิภัทรเล่าด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายลงว่า ช่วงเวลาที่เขาถูกดำเนินคดีนั้นเป็นจังหวะเดียวกับที่กระแสการชุมนุมทางการเมืองยังเข้มข้น แม้ตัวเขาเองจะยังไม่เคยเข้าร่วมการชุมนุมใด ๆ และติดตามสถานการณ์ผ่านหน้าจอเป็นหลัก แต่ภาพของเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีทำให้เขาก็รู้สึกสงสารและเห็นใจเป็นอย่างมาก เพราะเขาทราบดีว่าการเดินทางไปศาลนั้นต้องใช้พลังงานมากมายเพียงใด 

สำหรับผู้กล่าวหาในคดีนี้ซึ่งเข้าแจ้งความดำเนินคดี ม.112 มาแล้วหลายคดี จนถึงทุกวันนี้ตัวของวุฒิภัทรเองก็ยังไม่แน่ใจว่าอะไรคือแรงจูงใจของเขา “จะเป็นเพราะความรักหรือความคลั่ง แต่คุณกับผมก็ไม่ต่างกัน คุณคือฝุ่นคุณคือแสงเล็ก ๆ เท่านั้น อันที่จริงผมเห็นด้วยนะกับการเสนอให้ทางสำนักพระราชวังเป็นผู้มาฟ้องเองโดยตรง ไม่ใช่ให้ประชาชนแบบคุณที่ไม่รู้จักผมมาฟ้อง แต่เขาก็ฟ้องโดยที่มีกฎหมายในมือนี่แหละที่เอื้อให้เขาทำได้ ตรงนี้มากกว่าที่เป็นปัญหา”

ในความรู้สึกของวุฒิภัทร เขามองว่าบุคคลเหล่านี้กระทำการกันเป็นกลุ่ม ส่งต่อ และกระจายตัวกันเข้าแจ้งความดำเนินคดีกันในหลากหลายจังหวัด ซึ่งบางคนต้องไปถูกดำเนินคดีไกลถึงจังหวัดนราธิวาส “ผมเห็นแล้วผมสงสารเลยนะ แล้วภาคใต้แนวโน้มคดีค่อนข้างไม่ดีเลย”

.

.

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่วันที่วุฒิภัทรถูกแจ้งข้อกล่าวหา จนกระทั่งถึงวันที่ต้องรอฟังคำพิพากษาจากศาลชั้นต้น วุฒิภัทรได้ถ่ายทอดความรู้สึกของตนเองออกมาว่า “ทุกครั้งที่คิดถึงศาลผมจะเครียดทุกที ไม่ค่อยมีความสุขหรอกการไปศาล แต่ผมไปรายงานตัวแทบจะตลอดนะ ผมคิดอย่างเดียวเลยว่าจะทำยังไงให้จากหนักเป็นเบา ตอนนั้นผมก็พยายามทำตัวปกติ ไม่สร้างเรื่องอะไรเพิ่ม ส่วนกำลังใจที่ผ่านมาของผมโดยหลักก็คือ สมาชิกครอบครัวแล้วก็คนที่เข้าใจ ผมคุยเฉพาะกับคนที่คุยด้วยได้ เพราะเรื่องแบบนี้ผมไม่สามารถคุยได้กับทุกคน เพื่อนผมก็ไม่ได้บอกใครมาก”

ต่อมา ภายหลังจากที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องข้อหา ม.112 วุฒิภัทรก็ได้เปิดเผยว่า เขารู้สึกใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อยเพราะข้อหานี้เป็นข้อหาหลัก ส่วนที่ศาลตัดสินลงโทษในข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ให้จำคุก 8 เดือน เขาก็พอจะทำใจรับได้อยู่ แต่ถึงอย่างนั้นวุฒิภัทรก็ยังคงจำความรู้สึกขณะที่ตนเองนั่งอยู่ในศาลได้ 

“มันเป็นสถานที่ที่แปลกมาก ในจิตใจผมมันกังวล เพราะผมไม่ใช่คนที่มีประสบการณ์ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ตอนนั้นผมเครียดมาก ผมไม่ได้อยากจะเข้าไปในเรือนจำอยู่แล้ว ถึงเวลา 8 เดือน มันจะดูเหมือนไม่เยอะ แต่เรือนจำก็ไม่ใช่สถานที่ที่ผมอยากจะเข้าไป โอกาสคนเราอยู่ข้างนอกทำอะไรได้มากกว่า”

ทว่าผลคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์กลับไม่เป็นไปอย่างใจคิด ส่งผลให้วันเกิดอายุครบ 29 ปี ของเขาในปีนั้นแตกต่างจากทุกปีที่ผ่านมา วุฒิภัทรเล่าว่า “ตอนฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นกับอุทธรณ์มันคนละความรู้สึกกันเลย แล้วยิ่งมาฟังคำพิพากษาวันเกิดด้วยนะ ใต้ถุนศาลเป็นภาพจำที่แย่มาก ผมไม่ชอบเลย ผมนั่งคิดอะไรไม่ออกวันนั้น ผมได้ยินเสียงทุกอย่างแต่วันนั้นมันเงียบสงบไปหมดเลย

“ทั้ง ๆ ที่คนข้างล่างวุ่นวายนะแต่ผมเงียบ ผมถามตัวเองในใจว่าผมต้องอยู่แบบนี้จริง ๆ ใช่ไหม วันหนึ่งผมต้องมาเป็นแบบนี้จริง ๆ หรือ แต่ศาลเขาก็พูดนะตอนที่อ่านคำพิพากษา เขาบอกว่ายื่นขอประกันตัวได้ เขาพูดให้ผมรู้ตั้งแต่บนบัลลังก์เลย ตอนนั้นคิดว่าจะไม่ให้ประกันนะ แต่สุดท้ายก็ได้ประกันตอนประมาณเกือบ 5 โมงเย็นเลย”

เมื่อได้รับอนุญาตให้ประกันตัวออกมา วุฒิภัทรจึงได้โอกาสเดินทางไปฉลองวันเกิดกับคนรักต่อในวันเดียวกันนั้น ซึ่งคนรักของวุฒิภัทรก็มักจะบ่นว่าเขาชอบทำหน้าตาเศร้าหมองอยู่ตลอดเวลา ไม่ค่อยยิ้มเท่าไหร่นัก 

“เรื่องนี้มันติดอยู่ในใจผมมาตลอด เมื่อไหร่ที่ผมดีใจกับอะไรมาก ๆ ผมก็จะวนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้ซ้ำ ๆ ว่าผมจะไม่มีโอกาสเลยหรือ ทำไมชีวิตผมเป็นอย่างนี้ ผมไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อที่จะไปอยู่ข้างใน ไม่ได้อยากจะเข้าไปอยู่แล้ว จริง ๆ คดีน่าจะจบตั้งแต่ชั้นต้นนะ” 

.

ย้อนกลับไปในปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่กระแสสังคมและการเมืองกำลังร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง ในเวลานั้นวุฒิภัทรเองก็ยังไม่ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรา 112 มากนัก จนเมื่อเผชิญคดีเอง และได้ศึกษาเพิ่มเติม ก็พบว่าข้อหานี้มีปัญหาทั้งความรุนแรงของโทษ การเปิดให้ใครก็ได้ไปแจ้งความดำเนินคดี หรือการตีความกฎหมาย อย่างเรื่องประเด็นอดีตพระมหากษัตริย์ 

นอกจากนี้วุฒิภัทรยังได้แสดงความคิดเห็นต่อคำพูดทำนองว่า ‘ถ้าไม่ไปพูดถึงก็ไม่ผิด ก็ไม่เดือดร้อน’ เอาไว้ด้วยโดยวุฒิภัทรมองว่า “มันเป็นคำพูดที่ไร้ความรับผิดชอบเหมือนกันนะ ก็ใช่แหละคุณไม่เกี่ยว ก็เพราะคุณรัก คุณเทิดทูนไง แล้วคนอื่นที่คิดเห็นต่างล่ะ ทำไมคุณถึงไม่คิดบ้างว่าคนอื่นเขาก็เป็นคนที่มีจิตใจเหมือนกัน คุณลองคิดดูอย่างทนายอานนท์หรืออย่างป้าอัญชัญ เขาโดนคดีได้ยังไง ผมถามหน่อยว่ามันร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ

“คดีพวกนี้มันไม่น่ามีโทษอาญาเหมือนกันนะ มันน่าจะใช้วิธีการปรับเงินหรือเป็นโทษทางแพ่งก็พอ มิเช่นนั้นจะกลายเป็นว่าเหมือนเราฆ่าคนตาย เหมือนเราเจตนาทำร้ายร่างกาย แต่แท้จริงแล้วก็แค่คำพูด พูดผิดพูดไม่ถูกใจ แต่ว่าในความรู้สึกมันก็ไม่ใช่อาฆาตมาดร้ายไหม คำว่า ‘หมิ่นประมาท’ ผมโอเคนะ เข้าใจได้ แต่หมิ่นประมาทคุณก็ปรับสิ ความหมายของผมคือ คุณเหมารวมได้ยังไง บางคนแค่วิพากษ์วิจารณ์ยังเข้าข่ายเลย คือมันกลายเป็นเรื่องที่ไม่พูดกันตรง ๆ”

สำหรับความรู้สึกของวุฒิภัทรที่มีต่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ “ผมก็สงสัยนะ ว่าทำไมมันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ในความคิดผมคดีมันน่าจะไปทางศาลชั้นต้น แต่นี่มันเหมือนไม่ได้อิงจากชั้นต้นเลย เขาใช้เหตุผลว่า เป็นหน่อเนื้อเชื้อไข สืบทอดบัลลังก์โดยสายเลือด จึงมีความเกี่ยวข้อง กลายเป็นว่าผมไปหมิ่นประมาทรัชกาลปัจจุบันด้วยเฉยเลย”

วุฒิภัทรยอมรับว่าคดีนี้เกิดขึ้นมาจากการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการไม่อดกลั้นอารมณ์ของตนเอง แต่เขาก็พยายามอธิบายว่า “มันเป็นความรู้สึกที่คล้อยตามมากกว่า เหมือนเราอ่านนิยายหรืออ่านหนังสืออะไรสักเรื่อง เหมือนเราติดละครแล้วเราด่านางร้ายในเรื่อง แต่จริง ๆ คือเขาแค่แสดง อารมณ์มันประมาณแบบนั้น ผมมองว่ามันเป็นเรื่องที่ตักเตือนกันได้ ผมไม่ได้โดนคดีแบบนี้เป็นสิบคดีเสียเมื่อไหร่ ผมมีคดีนี้คดีเดียว แล้วผมก็ลบข้อความไปแล้วด้วย จนผมมาเห็นหลักฐานที่ตำรวจเรียกเข้าไปถึงจำได้”

ถึงแม้วุฒิภัทรจะรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอะไรได้แล้ว แต่ปัจจุบันเขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่าการกระทำของเขาไม่น่าจะเป็นความผิด “ไม่เช่นนั้นเวลาที่มีคนพูดถึงพระนเรศวรหรือกษัตริย์องค์ก่อน เช่น รัชกาลที่ 1 ก็โดนสิ สมมติคนพูดถึงพระเจ้าตากสินคนคนนั้นผิด 112 ด้วยไหม คือบางครั้งมันก็ต้องสอดคล้องกับปัจจุบัน ถ้าเฉพาะองค์ปัจจุบันผมเข้าใจได้” 

แต่ความเชื่อมั่นว่าตนเองไม่ผิดก็ยังไม่สามารถลบล้างความคิดแย่ ๆ ที่วุฒิภัทรมีต่อตัวเองได้ “ผมทนมาตลอดนะที่เป็นอยู่ตอนนี้กับการที่ต้องไปศาล ถ้ามีอะไรที่พอจะทำแล้วดีขึ้นได้ผมยินดีทำนะ แต่ถ้าต้องติดคุกสามปีผมมีแต่เสียกับเสีย สมัครงานที่ไหนก็คงจะยากถ้าได้ออกไป ผมไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

เรื่องนี้มันติดอยู่ในหัวผมมากเลย มันขังผมมาหลายปีแล้ว ทั้งที่ผมอยู่ข้างนอก แต่ความรู้สึกผมเหมือนถูกขังไปแล้ว ผมเหมือนติดคุกในใจมาตลอด แต่คุณแม่ก็พยายามบอกว่ามันไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวมันก็ผ่านไป ซึ่งคำพูดเขาดีนะ ผมฟังผมก็โอเค แต่ผมเป็นคนยอมรับความจริง ผมเป็นคนที่ชอบอยู่กับความจริง”

.

ท่ามกลางการรอคอยคำพิพากษา สิ่งที่วุฒิภัทรกังวลมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นแม่ของเขา วุฒิภัทรเล่าว่า เขาไม่อยากให้แม่ต้องมาเป็นทุกข์เพราะเรื่องนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจยอมรับ แต่วุฒิภัทรก็พยายามมองโลกในแง่ดี เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วก็ต้องหาวิธีที่จะอยู่กับมันให้ได้ ส่วนเรื่องงานประจำที่เขาทำอยู่ วุฒิภัทรระบุว่า “ใจจริงผมก็อยากลาออกก่อนวันที่ 18 แต่คนที่ทำงานคู่กันเขาบอกว่าไม่เป็นไรไม่ต้องออกหรอก อาจจะรอดก็ได้ ถ้าผลออกมาดีก็กลับมาทำงานปกติ

“ถ้าผมรู้วิธีที่จะทำให้ผมเจ็บน้อยที่สุด ผมก็อยากทำเหมือนกัน มันก็เป็นบทเรียนที่สอนผมได้ดี แต่ผมก็ไม่ได้คิดว่ามันแฟร์หรอกกับการที่ผมโดนคดีแบบนี้ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วผมก็ต้องเดินหน้าต่อไป ใครบ้างอยากติดคุกไม่มีหรอก”

แต่หากต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำจริง ๆ วุฒิภัทรก็มีความกังวลเรื่องการปรับตัวไม่แพ้กัน ซึ่งที่ผ่านมาเขาก็พยายามทำใจของตนเองให้สบายมาโดยตลอด อีกทั้งยังเคยขอคำปรึกษาจากคนที่มีประสบการณ์เข้าไปอยู่ในเรือนจำมาแล้วด้วย “เขาบอกมันจะน่าเบื่อข้างใน พอถึงเวลาก็ต้องขึ้นไปนอนแล้ว ชีวิตมันจะเป็น routine ไปเสียหมด ก็คงต้องปรับตัว ต้องหาอะไรทำ เช่น อ่านหนังสือ ส่วนตัวผมกลัวฟุ้งซ่านมากกว่า ผมกลัวตัวเองเตลิด กลัวจะเป๋ แค่นั้นเอง”

กลับกันหากวันที่ 18 ก.พ. 2569 ผลคำพิพากษาออกมาเป็นคุณ หากเขาได้รับอิสรภาพและไม่ต้องเข้าไปอยู่เรือนจำ วุฒิภัทรกล่าวออกมาด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่า “สิ่งแรกที่ผมจะทำ ผมอยากกราบแม่ก่อนเลย แล้วก็ขอบคุณทนาย มันเหมือนช่วยชีวิตคนคนหนึ่งเลยนะ จากที่ตายไปแล้วหรืออะไรสักอย่างที่อาการไม่ดี แล้วผมก็จะใช้ชีวิตตามปกติ เพราะว่าผมเป็นคนปกติอยู่แล้ว ยังมีอะไรที่ผมอยากทำอีกเยอะ ผมอยากจะซื้อบ้าน อยากมีครอบครัว สร้างอนาคตกับตัวเองเพราะอายุเราก็มากขึ้น แต่ก็ต้องรอเรื่องนี้ก่อนตลอด”

หลังจากที่ชีวิตผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มามากมาย ในตอนนี้วุฒิภัทรมองคำว่า ‘ความยุติธรรม’ ต่างออกไปจากเดิมเล็กน้อย เขามองว่าความยุติธรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวของเขา แต่มันขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจทั้งหลาย “คนอื่นจะไม่มีวันรู้สึกถึงความอยุติธรรมเลย ถ้าไม่ได้มาเผชิญกับมันด้วยตัวเอง คนอื่นอาจจะมองว่าก็ผมเข้าไปยุ่งเอง แต่คุณลองคิดดูถ้าเรื่องนี้มันเกิดขึ้นกับคุณหรือคนที่คุณรักบ้าง ซึ่งเขาอาจจะไม่ได้ตั้งใจก็ได้ ผมว่าให้โอกาสเถอะ การนิรโทษกรรมคือทางออกที่ดีที่สุดแล้ว ไม่ใช่เอาเรื่องนี้มาเป็นข้างคุณข้างผมอยู่อย่างนั้น” 

วุฒิภัทรกล่าวต่อไปอีกว่า “อย่างผมถ้าคนนอกไม่รู้จักมองมาก็บอกว่าผมเลว ผมถามว่าแค่นี้คือเลวแล้วหรือ ถ้าผมเป็นพวกเดียวกับผู้มีอำนาจผมก็คงได้ผลที่ดี แต่ถ้าผมอยู่ฝั่งตรงข้ามผมก็จะไม่ได้ผลที่เป็นธรรมหรอก ซึ่งมนุษย์ก็แบบนี้แหละ โลกมันโหดร้าย ถ้าคนที่ไม่ได้พบเจอเรื่องแบบนี้ผมก็ยินดีด้วย แต่คุณก็ต้องลองมองในมุมของคนที่เขาพบเจอด้วยเหมือนกัน” 

ทั้งนี้ หากมองย้อนกลับไปยังเส้นทางที่เดินผ่านมา วุฒิภัทรสามารถถอดบทเรียนชีวิตของตนเองออกมาได้ว่า “คนเราไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ไม่ได้เจอกับตัวเองไม่มีวันรู้ ผมแค่อยากบอกว่า คนเราผิดพลาดกันได้ เสียใจได้ แต่ต้องสู้ต่อ มันไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต ผิดพลาดก็แค่แก้ไขมันให้ดี ผมย้อนกลับไปทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว ถ้าผมย้อนกลับไปให้เรื่องนี้ไม่เกิดขึ้นได้ผมก็จะทำ แต่มันทำไม่ได้ ก็ต้องเดินหน้าต่อไป สิ่งนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมอยากบอกตัวเองในอดีตด้วยเหมือนกัน”

.

เมื่อคดีนี้จบลง เขาอยากสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ รวมถึงผู้มีอำนาจทั้งหลายว่า “เราห้ามความคิดใครไม่ได้ ความคิดเป็นเรื่องของมนุษย์ มนุษย์เราหยุดคิดไม่ได้ ต่อให้คุณจะห้ามแต่ความสงสัยมันก็ยังจะเกิดขึ้นอยู่ คนที่โดนคดีนี้ผมว่ามันเกิดจากความสงสัยมากกว่านะ เขาก็แค่ตั้งคำถาม แต่ผมก็แค่อยากให้ระมัดระวัง ไม่ได้ห้ามนะ อย่างพวกเยาวชนที่โดนคดีเขาก็แค่เด็กคนหนึ่ง ก็อยากฝากไว้ว่าทำอะไรก็ให้มีสติระมัดระวัง เพราะการขึ้นโรงขึ้นศาลมันไม่สนุกหรอก มันแย่ต่อสุขภาพจิตด้วยซ้ำ” 

“ส่วนผู้มีอำนาจทั้งหลายเรื่องนี้มันเป็นเรื่องความคิดของคน เป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ผมอยากให้มองมันเป็นเรื่องการเห็นต่างในสังคม ถ้าสังคมคิดไปในทิศทางเดียวกันหมดก็ไม่ใช่ประชาธิปไตยหรือเปล่า ทำไมมันถึงกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมายไปได้ มันคือการลงโทษที่เกินควรหรือไม่” 

ผมคอมเมนต์ยังไม่ถึงบรรทัดเลย แต่ผมต้องติดคุกสามปี ทั้งที่เราไม่ได้ฆ่าใคร เราไม่ได้ทำอะไรที่มันร้ายแรงถึงขนาดนั้น การพูดโดยไม่ได้ไตร่ตรองมันก็ผิดแหละ แต่ถามว่าความผิดนั้นมันสมเหตุสมผลกับโทษที่ได้รับแล้วหรือไม่  สิ่งที่ผมอยากฝากคือความสมเหตุสมผลของบทลงโทษกับความผิด บางคนโดนตัดสินโทษจำคุก 50 กว่าปี เขาเลวขนาดนั้นเลยหรือ บางทีเขาอาจจะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีก็ได้”

บทสัมภาษณ์ดำเนินมาจนถึงช่วงสุดท้าย วุฒิภัทรได้ลองจินตนาการถึงแนวโน้มของสังคมไทยในอนาคตอันใกล้ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่ผู้คนจะสามารถพูดคุยกันอย่างตรงไปตรงมาในประเด็นที่เคยถูกเก็บงำไว้ใต้พรมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ประวัติศาสตร์ หรือแม้กระทั่งการแก้ไขมาตรา 112 โดยเขาได้สะท้อนความคิดเห็นของตนเองอย่างตรงไปตรงมาว่า  “ผมว่ากฎหมายนิรโทษกรรมคงต้องรออีกนาน จนกว่ามันจะไม่เหลืออะไรแล้ว จนประชาชนทนไม่ไหวแล้วถึงจะต้องทำ” 

ส่วนประเด็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเชิงการเมืองหรือประวัติศาสตร์ที่คนในอดีตไม่ค่อยกล้าพูดถึงกันอย่างโจ่งแจ้ง วุฒิภัทรมองว่า สังคมปัจจุบันมีการพูดคุยกันมากขึ้นแล้ว แต่เป็นการพูดคุยกันอย่างระมัดระวังมากกว่า แต่หากจะให้พูดคุยกันแบบเปิดเผยไม่ต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ หรือกังวลว่าจะถูกดำเนินคดีใด ๆ วุฒิภัทรแสดงความเห็นทิ้งท้ายเอาไว้ว่า “คงต้องรอให้สังคมไม่เหลืออะไรแล้ว ต้องแย่ให้ถึงที่สุด จนมันไม่ไหวแล้วจริง ๆ เพราะคนรุ่นใหม่เขาไม่อินแล้ว และพอไม่หันหน้าคุยกันก็ยิ่งไปกันใหญ่” 

.

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 เปิดบันทึกสืบพยานคดี 112 “หนุ่มพนักงานบริษัท” โพสต์ตั้งคำถามถึงการประหาร 3 จำเลยคดีสวรรคต ร.8 ก่อนศาลพิพากษาพรุ่งนี้

X