ศาลอาญาพิพากษาจำคุก “ต้นไผ่” 30 ปี คดี ม.112 อีกคดี รวมโทษในสองคดีสูงถึง 50 ปี

วันที่ 10 ก.พ. 2569 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาคดีของ พฤทธิกร สาระกุล หรือ “ต้นไผ่” อดีตพนักงานบริษัท วัย 43 ปี ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) กรณีถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ใช้บัญชีทวิตเตอร์ “Guillotine Activists for Democracy” โพสต์เนื้อหาพาดพิงพระมหากษัตริย์ รวมจำนวน 10 ข้อความ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2564 – มีนาคม 2565 

ศาลอาญาพิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี รวม 10 กระทง รวมจำคุก 30 ปี แม้ยังไม่ได้ตัวจำเลยมาศาลในวันนี้ โดยศาลให้เหตุผลว่าได้อ่านคำพิพากษาให้ผู้รับมอบอำนาจจำเลยฟังแล้ว จึงถือว่าจำเลยได้ฟังคำพิพากษาตามกฎหมายแล้ว

สำหรับ ‘ต้นไผ่’ ถูกแจ้งข้อกล่าวหาคดี ม.112 รวมทั้งหมด 2 คดี จากการโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กและทวิตข้อความในทวิตเตอร์รวมทั้งหมด 20 ข้อความ แยกเป็นคดีละ 10 ข้อความ ซึ่งทั้งสองคดีมีเจ้าหน้าที่สันติบาลที่ติดตามประเด็นเรื่องสถาบันกษัตริย์เป็นผู้กล่าวหา โดยคดีแรก ศาลมีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2568 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิด ลงโทษจำคุกรวม 30 ปี ก่อนลดโทษให้ 1 ใน 3 คงเหลือโทษจำคุกรวม 20 ปี 

ทำให้เมื่อรวมโทษจำคุกในสองคดี ต้นไผ้ถูกศาลลงโทษจำคุกรวม 50 ปี นับได้ว่าเป็นผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ที่ถูกลงโทษสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์อีกรายหนึ่ง

.

ย้อนดูในชั้นสืบพยาน – ทนายจำเลยตั้งข้อรังเกียจศาล  โต้แย้งการพิจารณาคดีมาตรา 112 ลับหลัง ไม่เป็นธรรม

ส่วนคดีนี้ มี พ.ต.ท.แทน ไชยแสง เป็นผู้กล่าวหาไว้ที่ บก.ปอท. และได้มีการสืบพยานเสร็จสิ้นไปตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. 2567 แต่ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อรอฟังผลคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ หลังทนายจำเลยได้ยื่นคำร้องไปในประเด็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ/1 ที่อนุญาตให้ศาลพิจารณาและสืบพยานลับหลังจำเลยได้ กรณีไม่มาฟังการพิจารณาและสืบพยานโดยไม่มีเหตุอันสมควร ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 29 หรือไม่

คดีนี้ในชั้นสืบพยาน ได้มีการสืบพยานลับหลังจำเลย โดยทนายจำเลย (อานนท์ นำภา) ได้ยื่นคำร้องเพิกถอนกระบวนพิจารณาและตั้งข้อรังเกียจศาล สืบเนื่องจากการที่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ถอนทนายความและให้สืบพยานลับหลังจำเลยต่อไป อันเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบ โดยทนายจำเลยขอให้ศาลมีคำสั่ง 4 ข้อ ดังนี้ 

  1. ขอให้ศาลสั่งจำหน่ายคดี ไม่สืบพยานลับหลังจำเลย อันเป็นการกระทำที่ขัดต่อความยุติธรรมอย่างชัดแจ้ง
  2. ขอให้ศาลเพิกถอนกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งให้จำหน่ายคดี รอจนกว่าจะมีตัวจำเลยมาพิจารณาคดี และให้ถอน อานนท์ นำภา ออกจากการเป็นทนายจำเลย
  3. ขอให้ส่งสำนวนคดีไปยังอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา เพื่อเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา เนื่องจากหากพิจารณาคดีต่อไปย่อมเกิดความไม่เป็นธรรมแก่จำเลย 
  4. ขอให้ส่งสำนวนไปคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม เพื่อพิจารณาการทำคำสั่งขององค์คณะที่ทำคำสั่งคำร้องในคดีนี้ว่า ผิดต่อกฎหมาย ต่อรัฐธรรมนูญ และจริยธรรมของข้าราชการตุลาการหรือไม่ 

นอกจากนี้ หลังเสร็จสิ้นการพิจารณา ได้มีการยื่นคำร้องโต้แย้งการพิจารณาคดีมาตรา 112 ที่ไม่เป็นธรรม ระบุว่า ทนายความจำเลยยื่นคำร้องหลายฉบับเพื่อโต้แย้งกระบวนพิจารณาที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งทนายความจำเลยเห็นว่ามีหลายขั้นตอนที่ส่อให้เห็นถึงความผิดปกติและไม่ยุติธรรมในคดีมาตรา 112 สรุปได้ดังนี้

  1. เดิมคดีนี้ศาลมีคำสั่งไม่ให้ทนายความทำหน้าที่ทนายความโดยอ้างว่าทนายเป็นผู้ต้องขัง แต่งกายไม่สุภาพ และทราบจากนายประกันว่าจำเลยไม่มาศาล ศาลจึงให้ทนายทำหน้าที่เพื่อจะได้พิจารณาลับหลังจำเลย โดยทนายจำเลยถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 25 ก.ย. 2566 ทำให้จำเลยและทนายจำเลยไม่สามารถปรึกษาเตรียมต่อสู้คดีได้
  2. ทนายจำเลยขอให้ศาลจำหน่ายคดีเพื่อให้ได้ตัวจำเลยมาพิจารณาต่อหน้าเสียก่อน ศาลยกคำร้อง โดยให้พิจารณาคดีลับหลังต่อไป
  3. ต่อมา วันที่ 15 ต.ค. 2567 จำเลยยื่นถอนทนายและขอให้จำหน่ายคดี และยื่นอีกครั้งในวันนี้ ศาลยกคำร้องโดยให้สืบพยานโดยไม่มีตัวจำเลยต่อไป
  4. และระหว่างสืบพยาน โจทก์ขอเลื่อนสืบพยานโดยพนักงานสอบสวนติดภารกิจ ศาลสอบถามแล้วสามารถมาได้ในเดือนกรกฎาคม 2568 ทนายความจำเลยเห็นพ้องด้วยเพราะเห็นว่าการสอบสวนไม่ชอบ ควรนำตัวพนักงานสอบสวนมาเบิกความ ศาลกลับไม่ให้เลื่อนโดยเห็นว่านานไป ทำให้คดีจบการพิจารณา

ทนายความจำเลยเห็นว่า กระบวนพิจารณาทั้งหมดส่อไปในทางไม่ยุติธรรมและรวบรัด ตัดตอน เพื่อให้คดียุติ โดยไม่เปิดโอกาสให้ต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ เพราะการไม่มีตัวจำเลยและขังทนายจำเลยทำให้คำสั่งศาลไม่ว่าจะดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ชอบ ก็ไม่สามารถอุทธรณ์ต่อศาลสูงได้ จึงเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่อาจเรียกว่า “กระบวนยุติธรรม” ได้ จึงแถลงคัดค้านให้เห็นปรากฏในสำนวน

ส่วนที่ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2568 ในนัดพร้อมคดี ศาลได้อ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งระบุว่า “ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ทวิ/1 เป็นบทบัญญัติที่เป็นไปตามหลักความได้สัดส่วน ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ ไม่ขัดต่อหลักการให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 26 และมาตรา 29 วรรคสอง” ศาลอาญาจึงได้กำหนดวันนัดฟังคำพิพากษาคดีนี้ต่อมา

.

ศาลสั่งจำคุก “ต้นไผ่” เห็นว่า พยานโจทก์มีความน่าเชื่อถือ การกระทำของจำเลยเป็นการมุ่งใส่ร้ายพระมหากษัตริย์ จำคุก 30 ปี รวมโทษทั้งสองคดี รวม 50 ปี

ณ ห้องพิจารณาคดี 907 เวลา 10.00 น. ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีนี้ลับหลังจำเลย โดยสรุปเห็นว่าพยานหลักฐานของพนักงานสอบสวนมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ ทั้งแนวทางการต่อสู้ของจำเลยที่มีการแถลงว่าตนไม่ใช่เจ้าของบัญชีทวิตเตอร์ และไม่ได้นำข้อความเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น นอกจากจะขัดกับพยานหลักฐานโจทก์ที่ศาลได้วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยก็หาได้นำสืบพยานหลักฐานสนับสนุนความน่าเชื่อถือที่เป็นข้อสำคัญอันอาจทำให้จำเลยพ้นผิดได้

หากข้อต่อสู้ของจำเลยเป็นเรื่องจริง จำเลยย่อมต้องให้การหรือแสดงให้ปรากฎตั้งแต่เจ้าพนักงานเข้าจับกุม ตรวจค้น และในขณะได้ให้การต่อพนักงานสอบสวนแล้ว แต่ก็ไม่ปรากฏตามที่จำเลยต่อสู้ ข้อต่อสู้ตามแนวทางต่อสู้คดีของจำเลยจึงไม่มีน้ำหนักพอจะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้

ข้อเท็จจริงในคดีฟังได้ว่า จำเลยนำเข้ารูปภาพและข้อความลงในทวิตเตอร์ ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์ และมีลักษณะเป็นข้อความหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์

ประกอบกับบันทึกคำให้การในชั้นสอบสวนของ คมสัน โพธิ์คง, ทวี สุรฤทธิกุล, ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ ได้ให้ความเห็นต่อพนักงานสอบสวนว่าข้อความตามฟ้องทั้ง 10 ข้อความนั้น มีลักษณะหมิ่นประมาท ดูหมิ่น แสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อองค์พระมหากษัตริย์ จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการมุ่งให้ร้ายถึงพระมหากษัตริย์ ทำให้พระมหากษัตริย์ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง และเป็นการนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์

พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) เป็นการกระทำความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นบทลงโทษหนักที่สุดจำคุกกระทงละ 3 ปี 10 กระทง รวมจำคุก 30 ปี และให้ให้นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีแรกที่มีคำพิพากษาไปก่อนหน้านี้ 

หากรวมโทษทั้งสองคดีของต้นไผ่ จะมีโทษจำคุกรวม 50 ปี ซึ่งนับได้ว่าเป็นผู้ถูกลงโทษในคดีมาตรา 112 สูงที่สุดอีกรายหนึ่ง โดยมีอัตราโทษจำคุกรวมเท่ากับกรณีของ “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งถูกพิพากษาข้อหามาตรา 112 รวมกันในสามคดี เป็นโทษจำคุก 50 ปี (กรณีของบัสบาสถูกบวกโทษจำคุกในคดีส่วนตัวที่ศาลเคยให้รอลงอาญาไว้อีก 6 เดือน รวมเป็น 50 ปี 6 เดือน แต่คดีของบัสบาสยังไม่สิ้นสุดลงทั้งหมด) 

ทำให้เท่าที่ทราบข้อมูล ทั้งสองกรณีนี้นับได้ว่าเป็นผู้ถูกลงโทษจำคุกด้วยข้อหามาตรา 112 ที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ 

.

X