ปี 2568 พบสถานการณ์เจ้าหน้าที่รัฐติดตามคุกคามประชาชน-แทรกแซงปิดกั้นกิจกรรม รวมอย่างน้อย 83 กรณี

ปี 2568 ที่ผ่านไป ยังพบสถานการณ์การติดตามคุกคามนักกิจกรรม นักศึกษา หรือประชาชนที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยเจ้าหน้าที่รัฐ อยู่เป็นระยะ โดยเฉพาะการติดตามไปบ้านหรือที่ทำงานเมื่อมีบุคคลสำคัญลงพื้นที่ รวมทั้งการติดตามแทรกแซง-ปิดกั้นกิจกรรมสาธารณะที่ยังพบอยู่เป็นระยะ ซึ่งส่งผลต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ตลอดปี 2568 พบกรณีการคุกคามนักกิจกรรมหรือประชาชน ไม่น้อยกว่า 83 กรณี คิดเป็นผู้ถูกคุกคามจำนวนไม่น้อยกว่า 75 คน/กลุ่ม (บางรายถูกติดตามคุกคามหลายครั้งในรอบปี ทำให้นับจำนวนเป็นหลายกรณี) ในจำนวนนี้ มีข้อมูลว่าเป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 1 คน ด้วย

สำหรับรูปแบบการคุกคามที่พบมากที่สุด ได้แก่ การไปติดตามบุคคลถึงที่บ้านหรือที่ทำงาน ไม่น้อยกว่า 35 กรณี ลำดับถัดมา ได้แก่ การแทรกแซงรบกวนหรือปิดกั้นการทำกิจกรรมหรือการชุมนุมไม่น้อยกว่า 20 กรณี รวมทั้งที่เข้าข่ายเป็นแทรกแซงปิดกั้นการชุมนุมสาธารณะไม่น้อยกว่า 11 กรณี

นอกจากนั้นยังมีกรณีที่เป็นลักษณะเจ้าหน้าที่เรียกมาพูดคุย โดยไม่มีอำนาจทางกฎหมาย 5 กรณี และกรณีที่เข้าข่ายเป็นการควบคุมตัวโดยมิชอบด้วยกฎหมายอีก 2 กรณี

หากแบ่งกรณีที่เกิดขึ้นเท่าที่ทราบข้อมูลนี้ ไปตามพื้นที่ภูมิภาค พบว่าเป็นกรณีที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลจำนวน 34 กรณี กรณีในพื้นที่ภาคใต้ 17 กรณี  พื้นที่จังหวัดทางภาคอีสาน 14 กรณี และพื้นที่จังหวัดทางภาคเหนือจำนวน 10 กรณี

ทั้งนี้ สถิติดังกล่าวเป็นกรณีที่ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนรับทราบและติดตามข้อมูลเท่านั้น อาจมีกรณีอื่น ๆ ที่ไม่ทราบข้อมูลอีกด้วย

.

.

การถูกติดตามเพราะมีบุคคลสำคัญลงพื้นที่ พบกว่า 22 กรณี

สาเหตุการคุกคามที่พบมากที่สุด ยังเป็นกรณีเจ้าหน้าที่รัฐไปติดตามประชาชนก่อนหรือระหว่างการลงพื้นที่ของบุคคลสำคัญ โดยเฉพาะสมาชิกราชวงศ์ เพื่อเฝ้าระวังการเคลื่อนไหว หรือห้ามปรามการแสดงออกเอาไว้ก่อน โดยพบกรณีลักษณะนี้ตลอดปีจำนวนอย่างน้อย 22 กรณี

การติดตามประชาชนเช่นนี้เกิดขึ้นในหลายจังหวัด หากบุคคลสำคัญเหล่านั้นไปลงพื้นที่ นักกิจกรรมหรือประชาชนที่อยู่ในบัญชีรายชื่อจับตา (Watch List) ของเจ้าหน้าที่ มักจะถูกติดตามไปพบถึงบ้าน หรือพื้นที่ส่วนตัว ส่วนใหญ่แล้ว ประชาชนหรือนักกิจกรรมที่ถูกติดตาม ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าจะมีการมาลงพื้นที่ และไม่ได้มีเจตนาจะไปเคลื่อนไหวหรือชุมนุมทางการเมือง

จากกรณีดังกล่าว แยกเป็นกรณีที่ทราบว่ามีเหตุจากการเสด็จของสมาชิกราชวงศ์จำนวน 18 กรณี และอีก 4 กรณี พบว่าเกี่ยวข้องกับการลงพื้นที่ของ ทักษิณ ชินวัตร ในช่วงต้นปี และแม่ทัพภาคที่ 2 ในช่วงปลายปี

สถานการณ์สำคัญที่พบในหลายพื้นที่ คือในช่วงรับปริญญา พบกรณีนักศึกษาที่ถูกเจ้าหน้าที่จับตาจากการเคยมีประวัติเคลื่อนไหวทางการเมือง ถูกติดตามหลายกรณี เช่น กรณีบัณฑิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หรือการรับปริญญา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในช่วงต้นปี 2568 รวมทั้งระยะต่อมาช่วงงานรับปริญญาที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ก็พบว่ามีกรณีนักกิจกรรมและนักวิชาการในจังหวัดถูกเจ้าหน้าที่รัฐติดตามตัวอย่างใกล้ชิด

ในช่วงที่รัชกาลที่ 10 และพระราชินีเสด็จไปยังจังหวัดต่าง ๆ ยังมีรายงานกรณีนักกิจกรรมหรือประชาชนที่เคยออกมาชุมนุมทางการเมืองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามไปถึงที่บ้านและที่ทำงาน ได้แก่ กรณีเสด็จไปจังหวัดสงขลา มีนักกิจกรรมในจังหวัดใกล้เคียงอย่างจังหวัดพัทลุงและตรัง, กรณีที่จังหวัดเชียงใหม่, จังหวัดจันทบุรี หรือในกรุงเทพฯ เอง ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็ยังมีรายงานกรณีนักกิจกรรมที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองถูกเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ติดตามถึงบ้านหลายวันต่อเนื่องกัน แม้ไม่ได้มีใครจะแสดงออกทางการเมืองใด

นอกจากนั้น ในช่วงเดือนกันยายน 2568 จากกรณีเดินสายบรรยายในสถานศึกษาของ พลโทบุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2  มีรายงานกรณีของนักศึกษาที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองในจังหวัดมหาสารคาม ถูกเจ้าหน้าที่รัฐพยายามติดต่อสอบถามทางโทรศัพท์ ว่าจะเดินทางไปฟังบรรยายหรือไม่ และจะมีการแสดงออกทางการเมืองหรือไม่ด้วย

.

.

การติดตามผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง-ผู้เคยร่วมชุมนุม แม้ไม่พบเหตุการณ์ใด 18 กรณี

อีกสถานการณ์ที่ยังพบรูปแบบการคุกคามอย่างต่อเนื่อง คือกรณีเจ้าหน้าที่รัฐไปติดตามถึงบ้านนักกิจกรรมหรือผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมือง เพื่อสอบถามความเคลื่อนไหว ขอข้อมูล หรือถ่ายภาพด้วย โดยไม่พบว่าเกี่ยวกับการลงพื้นที่บุคคลสำคัญ บางกรณีพบว่ามีการว่าเป็นคำสั่ง “นาย” หรือผู้บังคับบัญชาให้มาติดตาม หรือบางกรณีก็อ้างว่ามาตามรอบของการติดตาม “บุคคลเป้าหมาย” ซึ่งอยู่ในรายชื่อเฝ้าระวัง โดยในช่วงปีที่ผ่านมา พบกรณีลักษณะนี้อย่างน้อย 18 กรณี

ปีที่ผ่านมา นักกิจกรรมหรือประชาชนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ยังถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าติดตามตรวจสอบความเคลื่อนไหว อาทิกรณีพงศธรณ์ ตันเจริญ บัณฑิตจากม.มหาสารคาม และผู้สื่อข่าว The Isaan Record, “ตี้” วรรณวลี ธรรมสัตยา นักกิจกรรมถูกดำเนินคดีหลายคดี หรือแม้แต่กรณีของ “บัสบาส” มงคล ถิระโคตร แม้จะถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 พบว่ามีตำรวจในพื้นที่ไปหาครอบครัวเขาถึงบ้านแล้ว 2 ครั้ง

ขณะเดียวกัน ยังมีรายงานกรณีของผู้ลี้ภัยทางการเมือง จำนวนอย่างน้อย 3 ราย ที่พบว่ามีตำรวจไปติดตามที่บ้าน และพบกับครอบครัวด้วย 

รวมไปถึงผู้ถูกดำเนินคดีในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ถูกเจ้าหน้าที่ติดตามไปหาที่บ้านเช่นกัน เช่น กรณีอับดุลอาฟิร เซ็ง นักข่าวอาสาในพื้นที่จังหวัดปัตตานี และเป็นผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 116 หรือนักกิจกรรมที่ถูกดำเนินคดีข้อหาเดียวกันนี้ ในกรณีชุมนุมมลายูรายอ รวมทั้งการติดตามไปบ้านสมาชิกเครือข่ายคัดค้านโครงการประตูกั้นแม่น้ำปัตตานี เพื่อสอบถามข้อมูลถึงบทบาทดังกล่าว

หรือบางกรณีก็มีการโทรติดตามความเคลื่อนไหวของประชาชนที่เคยเข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองในช่วงปี 2563 อย่างกรณีของ “ครูแฮร์รี่” ครูกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนในจังหวัดบุรีรัมย์แห่งหนึ่ง ที่ถูกบุคคลอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สภ.เมืองบุรีรัมย์ โทรถามข้อมูลเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมือง แม้เขาจะไม่ได้ทำกิจกรรมใดแล้วก็ตาม

นอกจากนั้น ในช่วงปลายปี 2568 หลังการสวรคตของพระพันปีหลวง พบว่ามีนักกิจกรรมหรือประชาชนที่เคยถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกทางการเมือง อย่างน้อย 3 คน แจ้งเรื่องการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจไปติดตามสอบถามความเคลื่อนไหว และสถานที่อยู่ หรือคอยติดตามสอดแนม ซึ่งอาจเกี่ยวเนื่องกับการเฝ้าระวังการแสดงออก แม้ผู้ถูกติดตามดังกล่าวไม่ได้มีผู้ใดจะแสดงออกใด ๆ ก็ตาม

.

.

จนท.ติดตามผู้โพสต์-แสดงออกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ พบ 4 กรณี

ในช่วงปี 2568 ยังพบกรณีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐไปติดตามประชาชนที่โพสต์ความคิดเห็นหรือแสดงออกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ อย่างน้อย 4 กรณี 

บางกรณีพบว่าเป็นการติดตามประชาชนที่โพสต์หรือแชร์ข้อความไว้ตั้งแต่ปี 2564 โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองไปติดตามหาตัวที่บ้าน และขอให้ลบโพสต์ต่าง ๆ ออก รวมทั้งขอให้หยุดการโพสต์เกี่ยวกับประเด็นนี้ มิเช่นนั้นจะมีการดำเนินคดีมาตรา 112  

บางกรณีก็พบว่ามีการติดตามหาตัวบุคคลให้มาพูดคุยที่สถานีตำรวจ โดยไม่มีหมายเรียกใด ๆ และยังไม่ถึงขนาดเป็นการดำเนินคดี 

สถานการณ์ดังกล่าวมีลักษณะสืบเนื่องมาจากยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รวมทั้งเข้มข้นขึ้นในช่วงการชุมนุมของนักศึกษาเยาวชนปี 2563-64 แม้สถานการณ์ชุมนุมจะลดระดับลงไปแล้ว ก็ยังมีสืบเนื่องต่อมา

.

การแทรกแซง-ติดตาม-สอดแนมกิจกรรมทางสังคม พบ 20 กรณี

อีกรูปแบบการคุกคามของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน คือการเข้าสอดแนม ติดตาม แทรกแซงความเป็นส่วนตัวในกิจกรรมทางสังคมต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ยังพบเป็นระยะ โดยในรอบปีที่ผ่านมา พบกรณีลักษณะนี้ไม่น้อยกว่า 20 กรณี

การติดตามดังกล่าว มีทั้งการไปขอถ่ายภาพใบลงทะเบียนการเข้าร่วมกิจกรรม และสอบถามข้อมูลของผู้ร่วมเสวนา อย่างกรณีเสวนาเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ขอนแก่น กิจกรรม “Write for Rights เขียน เปลี่ยน โลก” ที่ร้านหนังสือ House of Commons, กิจกรรมค่ายเกี่ยวกับประเด็นผู้มีความหลากหลายทางเพศของนักศึกษารามคำแหง, กิจกรรมแถลงข่าวขององค์กรภาคประชาสังคมที่ภาคใต้ กิจกรรมแถลงข่าวตัวแทนภาคประชาสังคมไทย-เมียนมา หรือกิจกรรมของเครือข่ายสมัชชาคนจนที่จังหวัดพัทลุง เป็นต้น

ในช่วงเดียวกัน ยังมีกรณีของนักศึกษาธรรมศาสตร์ที่ไปแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ชูป้ายประท้วงการเดินทางมายังประเทศไทยของมินอ่องลาย ที่หน้าโรงแรมแชงกรี-ลา ได้ถูกตำรวจควบคุมตัวไปยัง สน.ยานนาวา พร้อมตรวจค้นสิ่งของในกระเป๋า โดยอ้างว่าเป็นการเชิญตัวมา เพราะไปบุกรุกสถานที่จัดงานโดยไม่มีบัตรรับเชิญ ก่อนปล่อยตัวไป โดยไม่ได้มีการแจ้งข้อหา

นอกจากนั้นยังมีกรณีการจัดค่ายเยาวชนของกลุ่ม IPAM ที่มีนักกิจกรรมกลุ่มทะลุฟ้าบางส่วนเข้าร่วม ถูกเจ้าหน้าที่ไปติดตามถึง 2 ค่าย ติดต่อกัน ทั้งที่จังหวัดลำปาง และที่จังหวัดชุมพร หรือกรณีกลุ่ม IPAM ทำกิจกรรม ConThai เดินสายรณรงค์การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก็พบว่ามีกรณีการออกบูธที่ถนนคนเดินบางแสน ที่พบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจไปกดดันเจ้าของตลาด ไม่ให้ทางกลุ่มทำกิจกรรมดังกล่าว

กรณีตำรวจใช้วิธีการเข้าพูดคุยกับเจ้าของสถานที่เอกชน เพื่อไม่ให้เกิดกิจกรรมทางการเมืองนั้น ยังเป็นสถานที่พบได้เป็นระยะ รวมทั้งยังพบในการจัดกิจกรรมตลาดนัด People’s Fair ซึ่งเป็นการออกร้านโดยองค์กรภาคประชาสังคม และกิจกรรม Run2Free การวิ่งเพื่อรณรงค์ปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองในครั้งที่สาม

หรือการปิดกั้นกิจกรรมนักศึกษาจากมหาวิทยาลัย ก็ยังเป็นสถานการณ์ที่ยังพบได้อยู่เช่นกัน ดังกรณีนักศึกษาชุมนุมนิติอาสาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยขอนแก่น จะจัดงาน “รัฐธรรมนูญที่เฮามี กับประเทศที่เฮาอยากเห็น” เนื่องในวันรัฐธรรมนูญ ก็พบว่าประสบปัญหาการดำเนินโครงการขอใช้พื้นที่ในมหาวิทยาลัย โดยไม่มีการอนุมัติโครงการ

สถานการณ์การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าว นอกจากน่ากังวลถึงการคุกคามความเป็นส่วนตัวของประชาชนแล้ว ยังส่งผลถึงการใช้สิทธิเสรีภาพในการรวมตัว การทำกิจกรรมสาธารณะ การแสดงออกในประเด็นทางสังคมต่าง ๆ 

.

.

การแทรกแซงปิดกั้นการชุมนุมสาธารณะของประชาชนในประเด็นปัญหาต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน ยังพบว่ามีกรณีการชุมนุมสาธารณะ ที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจจนส่งผลกระทบต่อการใช้เสรีภาพของประชาชนในประเด็นต่าง ๆ โดยพบกรณีลักษณะนี้ไม่น้อยกว่า 11 กรณี

ปัญหาการชุมนุมของประชาชนในประเด็นปัญหาต่าง ๆ ยังเผชิญกับการสกัดกั้นและดำเนินคดี อาทิ กรณีของอดีตลูกจ้างบริษัทยานภัณฑ์ ซึ่งชุมนุมติดตามเงินค่าชดเชยการเลิกจ้างที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยการชุมนุมมีความยืดเยื้อหลายเดือน พบสถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนพยายามสกัดกั้นการไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล, การประกาศห้ามชุมนุมในระยะ 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล อ้าง พ.ร.บ.ชุมนุมฯ, การนำรถตู้หลายคันมาจอดขวางและปิดบังป้ายประท้วงของผู้ชุมนุมในวันที่มีงานสโมสรสันนิบาต ต่อมาตำรวจ สน.ดุสิต ยังมีการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธาณะ ต่อแกนนำแรงงานจำนวน 4 คนด้วย ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ระหว่างต่อสู้คดี

เช่นเดียวกับการชุมนุมของสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) และสมัชชาชุมชนคนอยู่กับป่า (สชป.) ในช่วงต้นเดือน เม.ย. เพื่อติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องแก้ไขปัญหาป่าไม้ที่ดิน พบว่าถูกตำรวจพยายามปิดกั้นการเดินทางไปชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาลเช่นกัน ต่อมาได้มีการดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ต่อแกนนำและผู้เข้าร่วมรวม 7 คน ซึ่งยังอยู่ระหว่างต่อสู้คดีเช่นเดียวกัน

.

ภาพจากเพจเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน

.

การชุมนุมที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล ยังเป็นปัญหาสำหรับการชุมนุมอีกหลายประเด็น โดยพบว่ากองบัญชาการตำรวจนครบาลมีการออกคำสั่ง เรื่องการห้ามชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกินห้าสิบเมตร รอบทำเนียบรัฐบาลตามมาตรา 7 วรรคท้าย แห่ง พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ คลุมในแต่ละช่วงเวลาเอาไว้ พร้อมขยายระยะเวลาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มีการพิจารณาความเหมาะสมของการออกคำสั่งในแต่ละการชุมนุม ทั้งที่ตามกฎหมายมาตราดังกล่าวระบุว่า “ให้คํานึงถึงจํานวนของผู้เข้าร่วมชุมนุมและพฤติการณ์ในการชุมนุมด้วย” ในการออกคำสั่งด้วย การออกคำสั่งโดยเหมารวมไว้ก่อน จึงมีแนวโน้มจะกระทบต่อการใช้เสรีภาพของการชุมนุม 

กรณีการชุมนุมที่พบว่าตำรวจประกาศคำสั่งห้ามในลักษณะนี้ เช่น การชุมนุมของเครือข่ายประชาชนไม่เอากฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEC)  หรือการชุมนุมของเครือข่ายประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของปลาหมอคางดำ ในช่วงเดือนมีนาคม

ประเด็นดังกล่าว ทำให้ในช่วงหลังเริ่มพบคดีที่กลุ่มประชาชนเครือข่ายต่าง ๆ ถูกกล่าวหาในเรื่องการฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ มาตรา 7 วรรคท้าย เพิ่มขึ้น และยังต้องจับตาการต่อสู้คดีและแนวคำพิพากษาต่อไป

.

ย้อนอ่านรายงานการคุกคามปี 2567 คุกคามประชาชนปี 2567 พบไม่น้อยกว่า 121 กรณี: สถานการณ์ตำรวจไปบ้าน-ติดตามบุคคลเฝ้าระวัง-คนโพสต์เรื่องสถาบันฯ ยังดำรงอยู่

และรายงาน ครึ่งปี 2568 ยังพบสถานการณ์เจ้าหน้าที่รัฐติดตามคุกคามประชาชน-แทรกแซงปิดกั้นกิจกรรม ไม่น้อยกว่า 58 กรณี

 .

X