นศ.นิติฯ มข. ถูกปฏิเสธพื้นที่จัดงานเสวนาวันรัฐธรรมนูญ 2 ครั้ง ก่อนย้ายไปที่อื่น- ย้ำมหาวิทยาลัยควรเป็นที่เสรีภาพทางวิชาการ

นช่วงสัปดาห์รำลึกวันรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคมของทุกปี ที่ จ.ขอนแก่น มีกลุ่มนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่นจัดงาน  “รัฐธรรมนูญที่เฮามี กับประเทศที่เฮาอยากเห็น” เพื่อสะท้อนถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และต้องการสร้างบทสทนาเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กำลังเป็นปรากฏการณ์จากประชาชนและภาคประชาสังคม ตลอดจนพูดถึงปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ แต่แล้วงานที่จะจัดขึ้นในวันที่ 10 ธ.ค. 2568 กลับเป็นเส้นทางที่ยาวนานและเต็มไปด้วยอุปสรรค แม้จะเป็นเพียงงานเสวนาในวันรัฐธรรมนูญก็ตาม

.

“เจจูน” (สงวนชื่อสกุล) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์ ตัวแทนชุมนุมนิติอาสาพัฒนาสังคมมหาวิทยาลัยขอนแก่น เปิดเผยข้อมูลว่า กลุ่มเริ่มเตรียมงานตั้งแต่เดือนสิงหาคม และยื่นร่างโครงการต่อคณะนิติศาสตร์อย่างเป็นทางการตั้งแต่เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 โครงการผ่านการพิจารณาร่างเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2568  แต่กลับติดขัดเรื่องการลงลายมือชื่อของอาจารย์ที่ปรึกษาซึ่งติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ ทำให้การพิจารณาล่าช้าออกไป

เธอย้อนอธิบายว่าวัตถุประสงค์ของงานนี้เพราะต้องการสร้างพื้นที่ให้มหาวิทยาลัยได้พูดคุยเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างเสรี โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังอยู่ในกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ  “พวกหนูมองว่ามหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ปลูกฝังความคิดของคน และช่วงนี้เรื่องการเมืองในมหาลัยซบเซา เราเลยรวมกลุ่มกันกลับมาทำงานนี้ด้วยกัน” 

ขณะเล่าถึงประสบการณ์ที่ได้ทำงานกับกลุ่ม IPAM และเข้าไปพื้นที่ต่าง ๆ ทำให้เห็นว่าปัญหาทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นปากท้องหรือเศรษฐกิจล้วนเกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น  “แต่ในห้องเรียน เราไม่เคยเห็นภาพหรือไม่มีการพูดถึงผลกระทบของมันเลย เราเรียนแค่หลักและตัวบทของกฎหมาย ว่ามันใช้ยังไง ใช้เพื่ออะไร” เธออธิบายถึงช่องว่างระหว่างสิ่งที่เรียนกับความเป็นจริง

ในฐานะนักศึกษานิติศาสตร์ เจจูนมองว่าการจัดกิจกรรมนี้สัมพันธ์กับการเรียนรู้ทางวิชาการ “พอเราเป็นนักศึกษาที่เรียนกฎหมาย ผ่านมุมนิติทัศน์ ซึ่งคือการรับใช้สังคม ก็เลยมองว่าการพูดเรื่องรัฐธรรมนูญคือการตั้งคำถามว่ามันเกิดปัญหาอะไรขึ้นบ้างทำให้ประเทศเราชะงักอยู่กับที่ บางคนไม่ได้สิทธิเสรีภาพจริง ๆ ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้”

งานเสวนาถูกออกแบบให้เป็นพื้นที่สะท้อนเสียงของภาคอีสาน มีการจัดนิทรรศการ 2 ส่วนคือ “อีสานบ้านเฮาเกิดอะไรขึ้นแน่” ที่เล่าประวัติศาสตร์การต่อสู้ ตั้งแต่กบฏผีบุญ, 4 ขุนพลนักการเมืองอีสาน ไปจนถึงการลงประชามติรัฐธรรมนูญปี 2559 ซึ่งภาคอีสานเป็นภาคที่โหวตไม่รับมากที่สุด และนิทรรศการ “Who are we” ที่นำเสนอผลงานของชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นค่ายเหมืองแร่เมืองเลย ชุมชนริมรางรถไฟ จ.ขอนแก่น หรือค่ายซำผักหนามในประเด็นพิพาทที่ดิน ที่ จ.ชัยภูมิ 

ตัวแทนนักศึกษาฉายภาพว่า การเสวนาแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกเป็นการพูดคุยเรื่องบทบาทของนักศึกษากับมุมมองรัฐธรรมนูญ ปี 2660 โดยเชิญนักศึกษาที่มีความรู้ด้านนี้มาแลกเปลี่ยนทัศนะ  ส่วนช่วงที่สองเชิญวิทยากรทั้งนักการเมือง นักวิชาการ และนักปราชญ์ในชุมชนมาร่วมเสวนา 

นอกจากนี้ยังมีการแสดงจำลองหมอลำโสภา หนึ่งในกบฏผีบุญในยุค ร.8  จาก ลำเพลิน หมอลำจากคณะสะเวินใจ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของคนในภูมิภาคนี้เช่นกัน และจะจบด้วยการประกาศจุดยืนว่าชุมนุมยืนหยัดจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 100%

ทั้งนี้อุปสรรคแรกเกิดขึ้นเมื่อพื้นที่ที่วางแผนไว้ในคณะนิติศาสตร์ซ้ำซ้อนกับกิจกรรมวันรัฐธรรมนูญของคณะที่จัดในวันที่ 9-10 ธ.ค. 2568 ทำให้กลุ่มต้องหาสถานที่ใหม่ พวกเธอจึงยื่นขอใช้พื้นที่อุทยานคณะเกษตรศาสตร์ เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2568 และได้รับอนุญาตเพียงสองวันต่อมา

แต่แล้วเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568  เพียง 9 วันก่อนงาน ชุมนุมนิติอาสาพัฒนาสังคมได้รับหนังสือแจ้งยกเลิกการใช้สถานที่โดยให้เหตุผลว่าต้องซ่อมบำรุง เจจูนและกลุ่มเพื่อนจึงเข้าพบคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ทันที เพื่ออธิบายว่าเตรียมงานมากว่า 80% มีค่าใช้จ่ายมัดจำเวทีแล้ว ก่อนคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ให้คำมั่นว่าจะหาพื้นที่ใหม่คือพื้นที่ริมบึงศรีฐาน ในบริเวณมหาวิทยาลัยขอนแก่น หรือหากติดต่อไม่ได้จะให้กลับมาใช้พื้นที่เดิม กระทั่งในวันที่ 2 ธ.ค. 2568 กลุ่มก็ได้รับหนังสืออนุญาตให้ใช้พื้นที่อุทยานเกษตรอีกครั้ง

แต่สถานการณ์กลับพลิกผันอีกครั้ง วันที่ 3 ธ.ค. 2568  มีบุคลากรคณะนิติศาสตร์โทรมาแจ้งว่ามีประเด็นเกิดขึ้น ด้วยอาจารย์คณะเกษตรศาสตร์แจ้งว่าเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2568 ทางกลุ่มไปแจกใบปลิวโปรโมทงานในพื้นที่คณะเกษตรศาสตร์ แต่ทางกลุ่มก็ยืนยันว่าไม่ได้ทำ  และวันดังกล่าวมีการนัดหารือกับเจ้าหน้าที่คณะนิติศาสตร์ และอาจารย์ที่เกี่ยวข้องในคณะนิติศาสตร์เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ แต่สุดท้ายก็ได้ยกเลิกไปเพราะมีอาจารย์บางคนติดภารกิจ 

กระทั่งวันที่ 4 ธ.ค. 2568 คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ส่งหนังสือถึงคณบดีคณะนิติศาสตร์ระบุว่าโครงการของทางกลุ่มนิติอาสาฯ ยังไม่ได้รับการอนุมัติ และวัตถุประสงค์ในการทำกิจกรรมอาจไม่ตรงกับโครงการที่เคยยื่น นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลว่าพื้นที่สวนอุทยานเกษตรถูกสร้างเพื่อครอบครัว ออกกำลังกาย พักผ่อน ไม่เหมาะกับกิจกรรมแบบนี้ 

เจจูนตั้งคำถามว่าในช่วงเวลาเดียวกัน มีชุมนุมอื่นที่ยื่นโครงการพร้อมกัน แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ก็สามารถจัดกิจกรรมค่ายชุมชนได้แล้วในช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำไมกลุ่มนิติอาสาฯ จึงไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกัน ท้ายที่สุดกลุ่มตัดสินใจถอนโครงการออกจากทั้งคณะเกษตรศาสตร์และคณะนิติศาสตร์

เจจูนยังมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการปิดกั้นเสรีภาพทางวิชาการ  “งานเราไม่รุนแรง และเป็นพันธกิจของมหาวิทยาลัยที่จะเป็นพื้นที่เสรีภาพทางวิชาการ และงานนี้เองก็ตรงกับวัตถุประสงค์ของมหาลัย จึงไม่เข้าใจว่าทำไมทางมหาลัยถึงมีท่าทีแบบนี้” เธอเสริมว่า “ปณิธานคณะนิติศาสตร์คือ ‘นิติทัศนะเพื่อรับใช้สังคม’ ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ แสดงว่าคณะไม่ได้ผลิตนักกฎหมายเพื่อรับใช้สังคมอีกต่อไป”

แม้จะเผชิญอุปสรรคมากมาย กลุ่มยังคงยืนยันที่จะจัดงานให้ได้ตามกำหนด มีแผนสำรอง 2 ทางเลือกคือ จัดที่คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยปรับผังงานใหม่ หรือจัดชุมนุมโดยไปจดแจ้งใช้พื้นที่บึงสีฐานโดยไม่ผ่านระบบมหาวิทยาลัย ต่อมาจึงเลือกจัดที่คณะมนุษยศาสตร์ ที่พร้อมเปิดพื้นที่ให้

เจจูนยังเล่าถึงบรรยากาศความกังวลกับการสอดส่องของเจ้าหน้าที่ว่า “สัปดาห์ที่ผ่านมาบ้านที่พวกหนูใช้เตรียมงาน ก็มีการสอดแนมจากเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบเป็นปกติ ถึงจะไม่อยากให้ปกติก็ตาม และยิ่งในช่วงก่อนจัดงานยิ่งมีเจ้าหน้าที่เข้ามาบ่อยมากขึ้น”

เมื่อถูกถามถึงความคาดหวังการจัดงาน เจจูนตอบว่า  “อยากให้นักศึกษามีการพูดคุยประเด็นการเมืองเสรีมากขึ้น เพราะปัจจุบันการเมืองในมหาวิทยาลัยไม่ได้ถูกพูดถึงอย่างปกติ พวกหนูถูกมองว่าเป็น ‘ยุคมืด’ หรือ ‘แกะดำ’ ทั้งที่การตั้งคำถามควรเป็นเรื่องปกติในสังคม อยากให้นักศึกษา มข. สะท้อนว่ามีอะไรไม่เท่าเทียม มีอะไรไม่เสรี และมหาวิทยาลัยควรกลับไปตระหนักถึงปณิธานของตัวเอง”

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2568 ทางกลุ่มได้ออกแถลงการณ์ ว่าด้วยเสรีภาพในการแสดงออกและความเสมอภาคในการจัดกิจกรรมนักศึกษาเป็นสิทธิที่ต้องได้รับการคุ้มครอง และยืนหยัดเพื่อให้มหาวิทยาลัยกลับมายืนอยู่บนความโปร่งใส ความเท่าเทียม และหลักการที่ต้องมีในสถาบันอุดมศึกษา

.

ท้ายที่สุดงาน “รัฐธรรมนูญที่เฮามี กับประเทศที่เฮาอยากเห็น” ได้ถูกจัดขึ้นในวันที่ 10 ธ.ค. 2568  โดยย้ายไปที่อาคารคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และต้องลดขนาดของงานลงเพื่อรองรับพื้นที่จัดงานที่เล็กลง ท่ามกลางเส้นทางที่ยากลำบากนี้สะท้อนให้เห็นคำถามใหญ่ว่า พื้นที่มหาวิทยาลัยยังคงเป็นพื้นที่แห่งเสรีภาพทางวิชาการจริงหรือไม่ และการตั้งคำถามเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในวันรัฐธรรมนูญกลับกลายเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนเสียแล้วหรือ

X