ในกระบวนการที่รัฐคุมขังผู้คนบนโลกใบนี้ มีหลักการที่เรารู้จักในนาม “ข้อกำหนดแมนเดลา” (Mandela Rules) ซึ่งเป็นข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรื่องต่าง ๆ รวมไปถึงสิทธิในการสื่อสารและติดต่อโลกภายนอกของนักโทษในเรือนจำ
ปัจจุบันข้อกำหนดแมนเดลลากลายเป็นมาตรฐานขั้นต่ำสุดในการบริหารเรือนจำทั่วโลก เพื่อทำให้การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่ควรตัดขาดพวกเขาออกจากโลกภายนอก กระทั่งให้ผู้ต้องขังสามารถกลับคืนสู่สังคมได้เมื่อพ้นโทษ
ในปี 2555 สำนักข่าว BBC เคยเผยแพร่บทความที่พูดถึงการเปิดทีวีในเรือนจำของประเทศอังกฤษ นักโทษในเรือนจำทั้งหญิงและชาย จะได้รับชมโทรทัศน์ผ่านช่องดิจิตอลที่หลากหลาย โดยเน้นไปที่ช่องฟรีทีวีและช่องที่ทางเรือนจำพิจารณาแล้วเห็นว่าได้รับความนิยมที่สุดในช่วงนั้น อันได้แก่ BBC1, BBC2, ช่องรายการเพลง VIVA และช่องภาพยนตร์ที่ชื่อ ‘Film4’ นอกจากนี้ พวกเขายังได้รับสิทธิชมรายการเรียลลิตี้โชว์ และรายการตลกคอมเมดี้บางรายการอีกด้วย
เมื่อกาลเวลาไหลผ่านเข้าสู่ทศวรรษใหม่ฟรีทีวีของผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วโลกอาจไม่เพียงพอให้พวกเขาได้เรียนรู้ความเป็นไปของโลกได้มากนัก การมาของสตรีมมิง (Steaming) เริ่มเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมที่หันมาใช้สื่อออนไลน์ในชีวิตประจำวันมากขึ้น การรับชมสิ่งบันเทิงใจไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลด หรือรอการถ่ายทอดสดอีกต่อไป แค่เพียงสมัครสมาชิกเข้าร่วมแพลตฟอร์มออนไลน์ก็จะได้รับชมสิ่งที่ต้องการ และภาพยนตร์ใหม่ ๆ ที่ดาราดังหลายคนเล่นบางเรื่องก็กลับหาดูได้เพียงแต่ในระบบสตรีมมิงเท่านั้น
ในประเทศที่เรือนจำมีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ต้องขังเข้าถึงข่าวสารภายนอก เพื่อช่วยเหลือให้พวกเขาสามารถปรับตัวเข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วหลังพ้นโทษ ได้มีการนำแพลตฟอร์มสตรีมมิงเข้ามาใช้ในเรือนจำเช่นเดียวกัน
เมื่อปี 2566 Lyle C.May นักเขียนจาก SLATE นิตยสารออนไลน์สัญชาติอเมริกา ได้เผยแพร่บทสัมภาษณ์ของอดีตผู้ต้องขังที่เคยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำของรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าในเรือนจำมีรายการโทรทัศน์ที่หลากหลาย แม้จะมีการจำกัดเนื้อหาอยู่หลายอย่าง แต่กิจกรรมเหล่านี้ก็มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ต้องขังได้ใช้เวลาร่วมกัน ในช่วงเวลาที่อดีตนักโทษคนนี้ถูกคุมขังอยู่ เขาได้ดูซีรีส์ยอดฮิตอย่าง The Walking Dead และรายการแข่งขันกีฬาบาสเก็ตบอลอย่าง March Madness ร่วมกับเพื่อนนักโทษคนอื่น ๆ ทำให้ดึงดูดความสนใจให้นักโทษมีสิ่งบันเทิงใจเพิ่มมากขึ้นได้
ราชทัณฑ์ไทยเองก็ได้นำหลักการตามข้อกำหนดแมนเดลามาปรับใช้กับการดูแลจัดการเรือนจำและผู้ต้องขัง โดยพยายามออกบทบัญญัติหลายส่วนที่สอดคล้องกับหลักสากลดังกล่าว
Human In Court ฉบับนี้ ผู้เขียนจะพาไปสำรวจบริการและสิทธิในการติดต่อสื่อสารและปรึกษาด้านกฎหมายของผู้ต้องขังไทย โดยอ้างอิงจากเรื่องเล่าของผู้ต้องขังทางการเมืองที่เคยออกมาเปิดเผยปัญหาการสื่อสารกับบุคคลภายนอก รวมถึงการรับรู้ข่าวสารและความบันเทิงผ่านโทรทัศน์ ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ช่องทางที่พวกเขาสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของโลกภายนอกได้
.
การเยี่ยมแบบญาติที่เรือนจำ
ตามบทบัญญัติใน พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 60 – 61 ได้กำหนดหลักการเรื่องการติดต่อบุคคลภายนอกเรือนจำไว้ โดยเน้นย้ำถึงสิทธิของผู้ต้องขังในการติดต่อสื่อสารกับครอบครัว และทนายความ แต่สิทธิดังกล่าวพึงต้องได้รับอนุญาตให้ติดต่อ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์
อย่างเช่นในกรณี เมื่อจำเลยเผชิญหน้ากับการคุมขังไม่ว่าจะในระหว่างพิจารณาคดี หรือคดีสิ้นสุดลงจากคำพิพากษาของศาล จำเลยจะต้องแจ้งรายชื่อญาติ หรือบุคคลที่ไว้วางใจให้เข้าเยี่ยม ซึ่งมีเงื่อนไขกำหนดให้เพียงแค่ 10 รายชื่อเท่านั้น
“กฎ 10 รายชื่อ” ดังกล่าว ถูกเขียนเอาไว้ใน ‘ระเบียบกรมราชทัณฑ์’ ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อบุคคลภายนอกกับผู้ต้องขังและการเข้าดูกิจการหรือติดต่องานกับเรือนจำ โดยมีการบังคับใช้ตั้งแต่ พ.ศ. 2561 เป็นต้นมา ก่อนหน้านั้นไม่ได้มีข้อกำหนดเรื่องรายชื่อนี้แต่อย่างใด มีใจความสำคัญระบุไว้ในหมวด 1 ข้อ 7 ดังนี้
“เพื่อประโยชน์ด้านการควบคุมหรือความมั่นคงของเรือนจำ ให้ผู้บัญชาการเรือนจำกำหนดให้ผู้ต้องขังแจ้งรายชื่อบุคคลภายนอกที่จะให้เข้ามาพบหรือติดต่อกับตนภายในเรือนจำไว้ล่วงหน้า รายชื่อบุคคลภายนอกนั้นให้มีจำนวนไม่เกิน 10 คน และหากจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงก็ให้สามารถดำเนินการได้ โดยต้องแจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน”
ทั้งนี้ ในการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังก็ยังมีข้ออันควรปฏิบัติหลายประการ และมักจะเขียนเอาไว้อย่างกว้าง เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาการเข้าเยี่ยมอีกที แต่ด้วยระเบียบที่ถูกกำหนดเอาไว้อย่างกว้าง ทำให้เกิดสภาพปัญหาการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในหลายเรือนจำ
ในการเข้าเยี่ยมที่เรือนจำซึ่งเป็นสถานที่ราชการที่เปิดเฉพาะเวลาทำการ จันทร์-ศุกร์ 8.00-16.00 น. (ในช่วงหลังมีการเปิดเยี่ยมวันเสาร์ในบางเรือนจำด้วย) อย่างไรก็ตามโดยส่วนใหญ่ญาติจะต้องมาก่อนเวลา 14.00 น. เนื่องจากการเปิดเยี่ยมรอบสุดท้ายมักจบในเวลา 14.30-15.30 น. แล้วแต่ระเบียบเรือนจำ ซึ่งเรือนจำมักจะกำหนดเวลาเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังเพียง 10 หรือ 15 นาทีเท่านั้น เว้นแต่ผู้เข้าเยี่ยมจะมาในฐานะที่ปรึกษากฎหมายหรือทนายความ ซึ่งจะทำให้มีเวลาในการเข้าเยี่ยมได้มากกว่าคนทั่วไป เนื่องจากเป็นการเข้าเยี่ยมเพื่อปรึกษาแนวทางการต่อสู้คดี และเป็นสิทธิตามกฎหมาย
หรือในบางเรือนจำ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด จะกำหนดวันที่แน่ชัดในการเข้าเยี่ยมในรอบสัปดาห์ของผู้ต้องขังแต่ละแดน โดยเฉลี่ยอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง ทำให้ญาติจะต้องเดินทางมาในวันที่ตัวเองสามารถเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังในแดนนั้นได้เท่านั้น
ก่อนหน้านี้ ยังพบกรณีเรือนจำกลางเชียงราย ที่มีการกำหนดให้เยี่ยมญาติได้เดือนละเพียง 1 ครั้ง (และเยี่ยมผ่านไลน์ได้อีก 1 ครั้ง) และต้องมาเยี่ยมในวันที่กำหนดของแต่ละแดนด้วย ซึ่งสร้างข้อกำจัดแก่ญาติที่จะเดินทางมาเยี่ยมอย่างมาก แต่ได้มีการเปลี่ยนแนวทางเป็นอาทิตย์ละครั้งแล้วตั้งแต่ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ในบางเรือนจำก็กำหนดให้บุคคลใน 10 รายชื่อของผู้ต้องขัง จะต้องเป็น “ญาติทางสายเลือด” เท่านั้นที่จะสามารถเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังได้ ยกตัวอย่างในกรณีของ “มีชัย” ผู้ต้องขังคดี ม.112 ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางสมุทรปราการ มาตั้งแต่วันที่ 25 ก.ค. 2567
กรณีของมีชัย เป็นหนึ่งในผู้ต้องขังที่ญาติไม่สะดวกเดินทางมาเข้าเยี่ยมหรือให้ความช่วยเหลือได้อย่างสม่ำเสมอ จำเป็นที่จะต้องให้เพื่อนหรือบุคคลที่เขาไว้วางใจคอยอาสาฝากเงิน และซื้ออาหารให้ แต่ในข้อกำหนดของเรือนจำกลางสมุทรปราการ มีเพียงญาติทางสายเลือดเท่านั้นจึงจะสามารถทำบัตรฝากเงินได้ โดยแม้จะมีชื่อเป็น 1 ใน 10 รายชื่อแล้ว ก็ไม่สามารถทำบัตรฝากเงินได้
ในช่วงหลายปีหลัง เรือนจำหลายแห่งยังใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเยี่ยมญาติ โดยการเปิดเยี่ยมผ่านทางระบบไลน์ ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาที่เรือนจำ แต่ก็มีจำกัดเช่นเยี่ยมได้เดือนละครั้ง หรือครึ่งเดือนครั้ง และต้องมีการลงทะเบียนล่วงหน้า ซึ่งเต็มค่อนข้างเร็ว หรือบางเรือนจำก็มีการกำหนดให้เฉพาะนักโทษชั้นดีขึ้นไปที่สามารถเยี่ยมผ่านระบบไลน์นี้ได้
.
การติดต่อผ่านจดหมายไปรษณีย์ – และระบบส่งจดหมายหลังกำแพง Domimail
นอกจากระบบการเข้าเยี่ยมที่เรือนจำ กรมราชทัณฑ์ได้เปิดช่องทางให้ผู้ต้องขังสามารถติดต่อสื่อสารกับคนข้างนอกผ่านระบบส่งจดหมายไปรษณีย์ และระบบจดหมายออนไลน์ด้วยเช่นเดียวกัน
หนึ่งในบริการดังกล่าว อยู่ในรูปแบบของแอพพลิเคชั่น “DomiMail จดหมายหลังกำแพง” เป็นช่องทางการสื่อสารที่ราชทัณฑ์ออกแบบให้ผู้ต้องขังและบุคคลภายนอกใช้สื่อสารรับ – ส่งจดหมายถึงกันได้ ซึ่งบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือเพื่อนสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้ทั้งบนแพลตฟอร์มของ Apple store และ Google pay ซึ่งญาติที่ต้องการจะซื้อบริการจะต้องเลือกซื้อแพคเกจคูปอง โดยมี 2 บริการ ได้แก่ บริการจดหมายถึงเรือนจำ และบริการจดหมายกลับบ้าน ซึ่งมีราคาแพคเกจละ 100 บาท โดยทั้งญาติและผู้ต้องขังสามารถส่งจดหมายหากันได้รวม 10 ฉบับ จากค่าแพคเกจดังกล่าว โดยไม่ได้กำหนดว่าบุคคลที่ส่งจดหมายจะต้องเป็น 1 ใน 10 รายชื่อของผู้ต้องขังหรือไม่
เมื่อจดหมายออนไลน์ถูกส่งไป ทางเรือนจำจะพิมพ์จดหมายดังกล่าวใส่กระดาษให้ผู้ต้องขัง ในขณะเดียวกันผู้ต้องขังที่ต้องการเขียนจดหมายหาญาติผ่านโดมิเมล จะตอบกลับข้อความจดหมายของญาติด้วยกระดาษจดหมายที่เขียนด้วยลายมือ โดยส่งได้วันละ 1 ฉบับ โดยการรับและส่งเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าการส่งจดหมายทางไปรษณีย์
ทั้งนี้ระบบ DomiMail นั้น มีใช้อยู่ภายในเรือนจำประมาณ 10 แห่ง โดยส่วนใหญ่เป็นเรือนจำภายในกรุงเทพฯ ในต่างจังหวัดมีการนำร่องใช้ที่เรือนจำในจังหวัดสงขลา และนครศรีธรรมราช
ในแอพพลิเคชั่น DomiMail ก็มีระเบียบการส่งจดหมายออนไลน์ที่ญาติและผู้ต้องขังต้องปฏิบัติตามเช่นเดียวกัน โดยลักษณะข้อควรปฏิบัติหลายประการเน้นย้ำเรื่องการส่งจดหมายที่ต้องเป็นเนื้อหาบอกเล่าชีวิตจิตใจ – ให้กำลังใจผู้ต้องขัง และงดการส่งข้อความหรือรูปภาพที่มีเนื้อหารุนแรง อันตรายและไม่เหมาะสม
ในช่วงที่ผ่านมา ผู้ต้องขังทางการเมืองหลายคนใช้ช่องทางการส่งจดหมาย DomiMail ติดต่อสื่อสารกับโลกภายนอก โดยบอกเล่าเรื่องราว ความคิดความเห็นของตน แม้ภายใต้ข้อจำกัดของการถูกตรวจสอบเนื้อหาโดยเจ้าหน้าที่เรือนจำ
เมื่อช่วงเดือน ก.ย. 2567 ได้มีสถานการณ์เกี่ยวกับปัญหาการสื่อสารผ่านจดหมาย DomiMail ของผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยพบว่าในเรือนจำไม่นำปากกามาขายในร้านค้าสวัสดิการประมาณ 1 เดือน ซึ่งเจ้าหน้าที่อ้างว่าขาดตลาด ทำให้ผู้ต้องขังไม่มีปากกาใช้เขียนจดหมาย
ในช่วงดังกล่าวเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้มีการเพิ่มข้อจำกัดในการรับ – ส่งจดหมายผ่านระบบออนไลน์ โดย “ขนุน สิรภพ” ได้สะท้อนข้อจำกัดในการสื่อสารผ่านจดหมาย DomiMail ในขณะนั้นว่ามีผู้ส่งจดหมายผ่านแอพพลิเคชั่นเข้ามา 2-3 ฉบับในวันเดียว คนที่ส่งเป็นคนแรกจะถูกนำไปตรวจเนื้อหา เพื่อส่งต่อมาให้ผู้ต้องขัง แต่คนที่ส่งตามหลังมา นอกจากจะเสียค่าส่งจดหมายฉบับละ 10 บาทแล้ว ยังถูกตีตกทิ้งไปเลย โดยไม่นำมาส่งให้ โดยการส่งจดหมายออกมากกว่าหนึ่งฉบับ จะต้องเขียนคำร้องและแนบจดหมายที่เกินนั้น ให้ตรวจสอบโดยใช้เวลา 2-3 วัน
อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ยกเลิกการใช้ระบบ Domi Mail ไปแล้ว โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบส่งจดหมายออนไลน์ในชื่อ BRP – Connect.com ซึ่งพบว่ามีระเบียบการใช้งานที่แตกต่างจาก Domi Mail โดยผู้ที่จะสามารถลงทะเบียนส่งจดหมายผ่านระบบดังกล่าวได้จะต้องเป็น 1 ใน 10 รายชื่อที่ผู้ต้องขังที่แจ้งไว้ให้เข้าเยี่ยมได้เท่านั้น
นอกจากนี้ ระบบส่งจดหมายผ่านไปรษณีย์ยังคงเป็นช่องทางหลักของผู้ต้องขังหลายคนที่ใช้เขียนสื่อสารกับครอบครัวและญาติ แต่ข้อจำกัดของบริการดังกล่าวก็จะมีความล่าช้ากว่าการซื้อบริการส่งจดหมายออนไลน์จากทางเรือนจำ ที่อาจกินระยะเวลานานเป็นเดือนกว่าที่ผู้รับจะได้จดหมายจากคนในเรือนจำ หรือบางกรณีจดหมายก็เดินทางไปไม่ถึง หรือถูกตีกลับ หากไม่ผ่านการตรวจสอบของทางเรือนจำ
กรณีของ “เก็ท โสภณ” เป็นคนหนึ่งที่พยายามเขียนจดหมายให้ความเห็นทางการเมืองและการเคลื่อนไหวทางการเมืองออกมา แต่พบว่าหลายฉบับไม่สามารถส่งออกมาได้ เนื่องจากไม่ผ่านการตรวจสอบของเรือนจำ
รวมทั้งยังพบปัญหาที่บางเรือนจำ เช่น เรือนจำกลางบางขวาง มีข้อบังคับที่จำกัดเรื่องการส่งจดหมาย ให้ส่งออกมาได้เฉพาะบุคคลที่เป็นญาติทางสายเลือด ทำให้ผู้ต้องขังหลายคนที่ไม่มีญาติใกล้ชิดประสบปัญหาในการสื่อสารหรือขอความช่วยเหลือจากโลกภายนอก ไม่สามารถส่งจดหมายไปหาเพื่อนได้ แม้ข้อบังคับนี้จะไม่มีฐานทางกฎหมายที่ให้อำนาจเรือนจำไว้ก็ตาม
ทั้งนี้ ในปี 2567 องค์กรแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ไทยแลนด์ ได้เปิดตัวแคมเปญ “Freeratsadon” เพื่อรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมให้ประชาชนทั่วประเทศยืนหยัดในการปกป้องสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ และเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปสามารถเขียนจดหมายถึงเพื่อนในเรือนจำได้ ผ่านเว็บไซต์ https://freeratsadon.amnesty.or.th/ ซึ่งจะมีการรวบรวมจดหมายออนไลน์ส่งไปในรูปแบบไปรษณีย์ส่งถึงผู้ต้องขังทางการเมืองทั่วประเทศ
.
ซีรีส์ – ภาพยนตร์ในเรือนจำ
จากบันทึกการเยี่ยมผู้ต้องขังทางการเมืองหลายคน พบว่ามีการกล่าวถึงการรับชมภาพยนตร์และซีรีส์เกาหลียอดนิยมที่กำลังเป็นกระแสในช่วงเวลานั้นอยู่หลายครั้ง
เมื่อปี 2565 ในระหว่างที่เก็ท โสภณ นักกิจกรรมจากกลุ่มโมกหลวงริมน้ำ ซึ่งถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดีตามข้อหา ม.112 อยู่ขณะนั้น เขาได้เปิดเผยว่าในเรือนจำมีการฉายซีรีส์เกาหลีให้ผู้ต้องขังดูผ่านจอทีวีในแดนอยู่บ้าง
“ช่วงนี้เรือนจำเปิดซีรีส์เกาหลีให้ดูครับ เรื่อง Crash landing on you มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับทหารเกาหลีเหนือ นี่พวกผมยังคุยกันเลยว่า ตอนนี้ก็เหมือนอยู่เกาหลีเหนือนะ”
“ก่อนหน้านี้ก็มีเรื่อง Itaewon class สนุกดีครับ ตอนนี้กำลังจะเป็นติ่งซีรีส์แล้ว”
จากบันทึกเยี่ยมของ “แอมป์ ณวรรษ” อดีตนักศึกษานิเทศศาสตร์ เล่าให้ฟังว่าในช่วงกลางปี 2568 ว่า เขาได้ดูซีรีส์เรื่อง When Life Gives You Tangerines (2025) ‘ยิ้มไว้ในวันที่ส้มไม่หวาน’ ซีรีส์เกาเหลีแนว Coming of Age ที่เรือนจำอนุญาตให้ดู
ขณะเดียวกันหลายเรือนจำก็ไม่ได้เปิดข่าวสารสังคมการเมืองให้ผู้ต้องขังได้ดูเลยแต่อย่างใด ทำให้ผู้ต้องขังไม่ทราบข่าวสารสถานการณ์ภายนอก แต่ในช่วงหลังก็พบว่ามีบางเรือนจำ ผู้ต้องขังสามารถเปิดข่าวประจำวันดูได้ เช่น ที่เรือนจำกลางคลองเปรม แต่ก็ต้องมีการตกลงกันในแต่ละห้องขังว่าจะดูโทรทัศน์ช่องใด
รวมทั้งยังมีกรณีที่ผู้ต้องขังที่สนใจชมกีฬา ก็พบว่าได้ดูแค่บางส่วนเท่านั้น เช่น กรณีของ “บัสบาส” ที่สนใจชมฟุตบอล ก็พบว่าทางเรือนจำไม่ได้เปิดให้ดูแต่อย่างใด เขาเข้าใจว่าเพราะเกรงว่าผู้ต้องขังจะมีการเล่นพนันกัน โดยเท่าที่ผ่านมา เขาจำได้ว่ามีการเปิดการแข่งวอลเลย์บอลของทีมชาติไทย กับการแข่งโมโตจีพีให้ผู้ต้องขังดู รวม 2-3 ครั้งเท่านั้น
ที่เรือนจำกลางเชียงรายยังเน้นเปิดซีรีส์ให้ผู้ต้องขังดูเช่นกัน บัสบาสเล่าว่ามีการนำซีรีส์เกาหลีมาเปิดให้ดู ทั้งเรื่อง Squid Game และ Pyramid Game ซึ่งสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม
หรือกฤษณะ อดีตผู้ต้องขังในเรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา เคยเล่าว่าส่วนใหญ่โทรทัศน์ในเรือนจำ จะเปิดเพลง ไฮไลท์ฟุตบอล หรือรายการตลก ไม่ได้เปิดข่าวสารการเมือง ซึ่งจะรับรู้ได้ผ่านจากการบอกกล่าวของเพื่อนผู้ต้องขังด้วยกัน
ปัญหาการสร้างสมดุลในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากโลกภายนอก กับการระมัดระวังไม่ให้ผู้ต้องขังเกิดความเครียด หรือส่งผลต่อชีวิตในเรือนจำ จากการรับรู้ข้อมูลข่าวสารดังกล่าว ยังเป็นโจทย์สำคัญของการดูแลเรือนจำ
