“ไปหาหมอ หมอก็จะถอนอย่างเดียว ป้าไม่อยากถอนแล้วลูก อยากเหลือฟันไว้กินข้าวอยู่” อัญชัญ, อดีตผู้ต้องขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางฯ
“ผมปวดมาก จนต้องเอาหัวโขกกำแพงให้ความเจ็บมันไปลงที่อื่น จะได้ไม่ต้องสนใจฟันที่ปวดอยู่” ภราดร, ผู้ต้องขังที่เรือนจำกลางสมุทปราการ
“พอเข้ามาในเรือนจำ ผมทรมานมาก มันปวดมาก ผมเลยถอนมันออกเอง พอเอาออกแล้วหายปวดเลย” พรชัย, ผู้ต้องขังที่เรือนจำกลางเชียงใหม่
.
ทุกความเจ็บปวดย่อมควรได้รับการรักษา แม้สถานะทางสังคมจะแปรเปลี่ยนจากบุคคลทั่วไปกลายเป็นผู้ต้องขัง แต่ข้อกำหนดแมนเดลา (Mandela Rules) ซึ่งเป็นข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรื่องต่าง ๆ ก็ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า แม้แต่ความเจ็บปวดของนักโทษก็ต้องได้รับสิทธิในการดูแลสุขภาพในมาตรฐานเช่นเดียวกับที่รัฐจัดให้กับประชาชนโดยทั่วไป
ปัญหาเรื่องฟันและช่องปาก ในโลกภายนอกอาจเป็นเรื่องปกติและจัดการได้ง่าย เพียงแต่ไปพบทันตแพทย์ แต่สำหรับผู้ต้องขัง แม้การรักษาทางทันตกรรมจะถูกระบุว่าเป็นสิทธิในการรักษาพยาบาล แต่การเข้าถึงทันตแพทย์ในเรือนจำกลับไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่จะนัดหมายและได้รับการรักษาทันท่วงทีในทุกครั้งที่ความเจ็บปวดเกิดขึ้น
Human in Court ฉบับนี้ จะพาไปสำรวจอาการเจ็บปวดฟันในเรือนจำ ซึ่งสะท้อนผ่านเรื่องเล่าของผู้ต้องขังทางการเมือง และนำเสนอปัญหาการรักษาพยาบาลในทางทันตกรรมของผู้ต้องขัง เมื่อพวกเขาต้องเผชิญกับอาการปวดฟัน เรือนจำมีมาตรการดูแลอย่างไร
.
มาตรการพื้นฐานของราชทัณฑ์กับการดูแลทางการแพทย์และฟันผู้ต้องขังในเรือนจำ
ตามข้อกำหนดแมนเดลา ซึ่งกำหนดถึงมาตรฐานขั้นต่ำในด้านต่าง ๆ ในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังในเรือนจำ ในข้อกำหนดที่ 25 หัวข้อที่ 2 ได้กำหนดถึงมาตรฐานการรักษาพยาบาลไว้ว่า “บริการรักษาพยาบาลจะต้องมีคณะทำงานสหวิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรที่มีคุณสมบัติเหมาะสมอย่างเพียงพอสำหรับหน่วยบริการด้านการรักษาพยาบาลที่เป็นอิสระ และมีศักยภาพด้านการแพทย์อย่างเต็มที่ โดยควรมีความเชี่ยวชาญอย่างเพียงพอทั้งด้านจิตวิทยาและจิตเวช และต้องจัดให้ผู้ต้องขังทุกคนสามารถเข้าถึงบริการด้านทันตกรรมที่มีคุณภาพด้วย” จะเห็นได้ว่าข้อกำหนดกล่าวถึงการให้บริการด้านทันตกรรมที่มีคุณภาพไว้อย่างเฉพาะเจาะจงด้วย
สำหรับระบบการดูแลทางการแพทย์ในเรือนจำไทยใช้ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มาตรา 54 เป็นตัวบทกฎหมายหลักในการกำหนดด้านสาธารณสุขในเรือนจำทุกแห่ง ให้มีสถานพยาบาลเพื่อรักษาพยาบาลผู้ต้องขังที่ป่วยไข้ และจัดให้แพทย์ พยาบาล และอาสาสมัครเรือนจำ (อสรจ.) กล่าวคือ กลุ่มผู้ต้องขังที่เข้ารับการอบรมด้านการพยาบาลเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้ต้องขังด้วยกันในเรือนจำ
การดูแลสุขภาวะผู้ต้องขังตามบทบัญญัติดังกล่าว หมายรวมถึงการตรวจทันตกรรม ตลอดจนการตรวจวัดสายตาและการได้ยิน
นอกจากนี้ ในมาตรา 55 วรรค 2 ตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ฯ ยังได้กำหนดให้ผู้ต้องขังได้รับการบำบัดเฉพาะด้านได้อีกด้วย หากการรักษาพยาบาลในเรือนจำไม่ดีขึ้น ผู้ต้องขังมีสิทธิที่จะถูกส่งตัวไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลข้างนอกเรือนจำ
ช่วงปลายปีที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ ของวุฒิสภา ได้มีวาระการพิจารณาปัญหาปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในเรือนจำ โดยมีรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เข้าร่วมให้ข้อมูล (บันทึกการประชุมวันที่ 23 ธ.ค. 2568)
กมธ.พัฒนาการเมือง ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการยกระดับการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และความปลอดภัยในเรือนจำ ซึ่งรองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ชี้แจงว่า ราชทัณฑ์ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือแพทย์ภายใต้โครงการราชทัณฑ์ปันสุขมาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562
ราชทัณฑ์ปันสุขเป็นโครงการเพื่อผู้ต้องขังเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างเท่าเทียมกับประชาชนทั่วไป อาทิเช่น จัดให้ผู้ต้องขังเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) การจัดการยาที่ต้องเป็นไปตามดุลยพินิจแพทย์ และการจัดตั้งอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ (อสรจ.) เป็นต้น
ทั้งนี้ มีปัญหาที่ราชทัณฑ์ยอมรับว่ายังไม่สามารถปฏิบัติงานตามกรอบมาตรฐานของแมนเดลาได้ทั้งหมด โดยเฉพาะในเรือนจำขนาดใหญ่ หรือเรือนจำที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่มีผู้ต้องขังสะสมเป็นจำนวนมากและมีความซับซ้อนในการบริหารจัดการ การขาดบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล ทำให้ไม่สามารถดำเนินการทุกปัญหาได้ในทันที
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีการระบุข้อมูลเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพฟันและช่องปากของผู้ต้องขังไว้โดยเฉพาะ และไม่ได้ให้ข้อมูลถึงกระบวนการที่ผู้ต้องขังจะได้พบแพทย์อย่างละเอียด แต่ระบุว่ามี อสรจ. ทำหน้าที่คัดกรองเบื้องต้นและรายงานให้พยาบาล เพื่อประเมินการส่งตัวผู้ป่วยต่อไป
.
ย้อนดูรายงานศึกษา-สำรวจ พบปัญหาเรื่องทันตกรรมเป็นเรื่องใหญ่ในเรือนจำ แต่ยังเข้าถึงยาก เต็มไปด้วยข้อจำกัด
ในรายงานการศึกษาวิจัย “ป่วยไข้ในเรือนจำ: ปัญหาสุขภาพและการเข้าถึงบริการ” โดย กุลภา วจนสาระ เมื่อปี 2561 ซึ่งศึกษาสถานะการเข้าถึงบริการสาธารณสุขด้านต่าง ๆ ของผู้ต้องขังในเรือนจำ 8 แห่ง ได้ทบทวนถึงปัญหาสุขภาพฟันและช่องปากในเรือนจำว่าเป็นหนึ่งในเรื่องเร่งด่วนด้านสุขภาพ โดยพบว่าผู้ต้องขังมากกว่าร้อยละ 80 มีปัญหาทันตกรรม เนื่องจากโรงพยาบาลในพื้นที่ที่รับผิดชอบดูแลผู้ต้องขังไม่สามารถส่งแพทย์และเจ้าหน้าที่มาดูแลเป็นการเฉพาะได้ เพราะไม่มีบุคลากรเพียงพอแม้ในระบบบริการสุขภาพปกติก็ตาม
รายงานวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นว่า เรื่องทันตกรรมเป็นบริการแพทย์เฉพาะทาง ที่สถานพยาบาลในเรือนจำไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตัวเอง การประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลในพื้นที่เป็นองค์ประกอบสนับสนุนสำคัญสำหรับการบริการสาธารณสุขนี้
นอกจากนั้นยังมีข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ โดยเรือนจำบางแห่งไม่มี “ยูนิตทำฟัน” ทำให้ทำได้เพียงการถอนฟันอย่างเดียว ไม่สามารถให้บริการอุดฟันหรือขูดหินปูนได้
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความแตกต่างในการให้บริการทันตกรรมในแต่ละเรือนจำ บางแห่งไม่มีทันตแพทย์เข้าตรวจเลยในช่วง 1 ปี ทางเรือนจำต้องพยายามประสานหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ให้เข้ามาตรวจผู้ต้องขัง บางแห่งมีทันตแพทย์เข้ามาปีละ 2 – 3 ครั้ง ขณะที่บางแห่งมีบริการตรวจสุขภาพเหงือกและฟันเป็นประจำทุกเดือน แต่มักไม่เพียงพอกับความต้องการ รายงานพบว่ามีผู้ต้องขังเพียงหนึ่งในสี่เท่านั้นที่เคยพบแพทย์ที่มาประจำ
.
ขณะเดียวกันในวิทยานิพนธ์ “การเข้าถึงบริการทันตกรรมของผู้ต้องขังเรือนจำแห่งหนึ่งในเขตกรุงเทพมหานคร” (2565) โดย วุฒิชัย ยานันท์ ยังชี้ถึงปัญหาการขาดแคลนด้านทันตบุคลากร โดยให้ตัวเลขของบุคลากรด้านนี้ของทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์เอง ที่มีจำนวนรวม 11 คน แยกเป็นเจ้าพนักงานทันตสาธารณสุข (ทันตาภิบาล) จำนวน 4 คน รับผิดชอบด้านการรักษาเบื้องต้น, ทันตแพทย์ทั่วไป จำนวน 5 คน, ทันตแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล จำนวน 1 คน และทันตแพทย์เฉพาะทางรากเทียม จำนวน 1 คน
ทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ยังมีการออกหน่วยทันตกรรมตามเรือนจำต่าง ๆ โดยเฉลี่ย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ในแต่ละครั้งจะให้บริการประมาณ 3 ชั่วโมง ซึ่งสามารถให้บริการทันตกรรมผู้ต้องขัง 5-10 คนโดยประมาณ ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของการรักษา เช่น การใส่ฟันปลอมหรือผ่าฟันคุด ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาค่อนข้างนาน จึงให้บริการได้ไม่มากนักต่อการออกหน่วยหนึ่งครั้ง ทาให้ผู้ป่วยรายอื่นที่รอคิวรับการรักษาอยู่จะต้องมีระยะเวลารอคอยที่นานขึ้น
หรือปัญหาด้านอุปกรณ์ทางด้านทันตกรรม เนื่องจากสถานพยาบาลในเรือนจำมีอุปกรณ์จำกัด จึงต้องนำอุปกรณ์บางส่วนไปจากโรงพยาบาลราชทัณฑ์ในแต่ละครั้งที่ออกไปให้บริการ ซึ่งด้วยน้ำหนักและขนาดของอุปกรณ์บางชนิดทำให้การขนย้ายทำได้ยากและจำกัด และเนื่องจากทันตบุคลากรออกให้บริการเพียง 2 คน ต่อครั้ง จึงไม่สามารถนำอุปกรณ์ไปได้ในจำนวนมากด้วย
วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคจากแนวคิดของราชทัณฑ์ ที่เห็นว่าการควบคุมผู้ต้องขังให้อยู่ในระเบียบวินัยมักถูกให้ความสำคัญมากกว่า ตามภารกิจ “ควบคุมเป็นหลัก รักษาเป็นรอง” ทำให้การพัฒนาบริการทางด้านสุขภาพถือว่าเป็นภารกิจรอง หากมีความจำเป็นที่จะต้องนำผู้ต้องขังไปรักษายังนอกเรือนจำจะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญก่อน หากบุคลากรหรือพาหนะไม่เพียงพอ ความสำคัญด้านสุขภาพก็จะถูกจัดลำดับลดหลั่นลงมา
ส่วนในรายงานสถานการณ์สภาพเรือนจำไทยประจำปี 2568 ของสหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล (FIDH) (สำรวจในปี 2567) ระบุว่าแม้ว่าผู้ต้องขังเรือนจำใน 12 แห่งที่เก็บข้อมูล จะระบุถึงการมีบริการทันตกรรมในทุกเรือนจำ แต่ส่วนใหญ่จะระบุว่าบริการดังกล่าวไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ต้องขังและต้องรอคิวเป็นเวลานาน
ในเรือนจำส่วนใหญ่ ทันตแพทย์จะมาตรวจเดือนละครั้งและต้องจองล่วงหน้า โดยในแต่ละเรือนจำ ผู้ต้องขังที่ลงทะเบียนไว้ ได้รับการตรวจรักษาด้วยระยะเวลารอคอยแตกต่างกันไป เช่น อดีตผู้ต้องขังที่เรือนจำอำเภอฝางได้พบทันตแพทย์เพื่อถอนฟันหลังจากจองคิวนัดไปหนึ่งเดือน อดีตผู้ต้องขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษสงขลาต้องรอคิวถอนฟันนานกว่าหนึ่งปี ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้ทำ ได้รับการปล่อยตัวก่อน
เวลารอคอยที่ยาวนานนั้นเกิดจากการที่ทันตแพทย์สามารถตรวจผู้ต้องขังได้จำนวนไม่มากและสิทธิพิเศษในกลุ่มผู้ต้องขัง โดยอดีตผู้ต้องขังที่สงขลารายดังกล่าวอธิบายกับ FIDH ว่า ทันตแพทย์จะรับตรวจนักโทษเพียง 10 คนต่อแดนขังต่อเดือน ซึ่งส่วนมากจะเป็นกลุ่มผู้ต้องขังที่ช่วยงานผู้คุม เช่นเดียวกับที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาส ซึ่งทันตแพทย์เข้าตรวจที่เรือนจำสามารถรับผู้ต้องขังได้เพียงห้าคนต่อแดนขังต่อเดือน และผู้ต้องขังที่ช่วยงานเจ้าหน้าที่เรือนจำจะได้ลัดคิว
.
เรื่องเล่าว่าด้วยปัญหาเรื่องฟันจากผู้ต้องขังทางการเมือง
หากย้อนอ่านเรื่องราวของผู้ต้องขังในคดีจากการแสดงออกทางการเมืองในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ก็พบว่าหลายคนประสบปัญหาเกี่ยวกับฟัน และการพยายามเข้าถึงการรักษาทางทันตกรรมเช่นกัน ประสบการณ์ของพวกเขาเหล่านี้ อาจพอทำให้เห็นภาพมากขึ้น
“อัญชัญ” อดีตผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 เคยบอกเล่าเมื่อปี 2567 ถึงเรื่องปัญหาสุขภาพฟันเสื่อมสภาพหลังจากถูกคุมขังที่ทัณฑสถานหญิงกลางเป็นระยะเวลานานว่า ฟันล่างด้านหน้าของเธอเหลือเพียง 4 ซี่ ในขณะที่ฟันบนหักเกือบจะหมดแล้ว
“ฟันกรามข้างขวาของป้าหายไปหมดแล้วลูก ตั้งแต่เข้าคุกได้ 2 เดือน” ป้าพูดพลางดุนลิ้นให้ดู “เหมือนป้าเคี้ยวข้าวแล้วมันหลุด แล้วก็ไม่ได้ออกไปทำใหม่เลย ใช้ฟันปลอมชุดเดิมมาตลอด หนูดูสิ มันเก่ามากแล้วลูก” อัญชัญยิงฟันให้ดู
“ไปหาหมอ หมอก็จะถอนอย่างเดียว ป้าไม่อยากถอนแล้วลูก อยากเหลือฟันไว้กินข้าวอยู่”
อัญชัญระบายความรู้สึกว่า พออายุมาก เรื่องสุขภาพฟันและช่องปากเป็นปัญหามาก การรักษาจากแพทย์ในเรือนจำส่วนใหญ่ก็แนะนำให้เธอถอนฟันออก และพอฟันไม่ดีก็จะเคี้ยวข้าวไม่ได้ พอกินไม่ค่อยได้ก็กระทบหลายอย่าง สุขภาพแย่ลง ยิ่งเวลาปวดฟัน ยิ่งทรมานมาก
ในตอนนั้นเท่าที่คิดวิธีรักษาเบื้องต้นของเธอ คือต้องเอาสารส้มที่ทารักแร้มาทุบ ผสมกับเกลือ เอามาแปรงฟันอีกรอบหลังแปรงฟันเสร็จ “มันก็ทุเลาขึ้นมาหน่อย แต่ยังไม่หาย”
ปัจจุบัน อัญชัญได้รับการปล่อยตัวเมื่อกลางปี 2568 หลังถูกจองจำเป็นระยะเวลารวม 8 ปี 4 เดือน 19 วัน (รวมในสองช่วงเวลาระหว่างพิจารณาคดีและหลังคดีสิ้นสุด)
.
ในกรณีของ “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล ผู้ต้องขัง ม.112 ที่เรือนจำกลางบางขวาง เล่าว่าได้ทำเรื่องขอผ่าฟันคุดไปตั้งแต่เดือนกันยายน 2568 เวลาผ่านไปจนถึงช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 ก้องเพิ่งได้ผ่าฟันคุดไป รวม ๆ ต้องรอราวครึ่งปีจึงได้ดำเนินการ
หรือกรณีของ “อาย” กันต์ฤทัย ผู้ต้องขัง ม.112 ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ก็เคยสะท้อนถึงปัญหาการทันตกรรมของผู้ต้องขัง ว่าค่อนข้างใช้เวลานาน เมื่อช่วงต้นปี 2568 เธอมีปัญหาฟันกรามแตก ข้างซ้าย 1 ซี่ ข้างขวา 2 ซี่ เธอลงทะเบียนขอรับการรักษา แต่ต้องใช้เวลารอมากกว่า 6 เดือน กว่าจะได้รับการรักษา
“ระหว่างรอแบบนี้ ถ้าใครปวดมาก ๆ ก็ต้องหาทางเอาตัวรอดกันไป” อายเคยเล่า เธอยังบอกด้วยว่าเมื่อถึงคิว การไปทำทันตกรรมครั้งหนึ่งไปพร้อมกันถึง 70 คน
ในส่วนของเธอหลังถอนฟัน แม้หมอฟันจะเขียนใบสั่งยาฆ่าเชื้อและแก้อักเสบไว้ แต่เธอกลับไม่ได้รับยาดังกล่าวในตอนแรกอีกด้วย
.
เมื่อมีคนที่เลือกทน นับวันรอจนถึงวันได้ออกไปรักษาข้างนอก แต่บางคนก็ไม่มีแรงทนพอกับความเจ็บปวดที่ได้รับการดูแลอย่างล่าช้า พรชัย วิมลศุภวงศ์ เป็นอีกหนึ่งผู้ต้องขัง ม.112 ที่เผชิญกับอาการปวดฟันที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ ได้บอกเล่าว่าตัวเองตัดสินใจถอนฟันกรามล่างซ้ายไป 1 ซี่ ด้วยตนเองตั้งแต่ช่วงประมาณปี 2567
พรชัยเล่าว่าเขามีอาการปวดฟันตั้งแต่ก่อนเข้าเรือนจำแล้ว เคยไปหาหมอฟันที่กรุงเทพฯ แต่ยังไม่ได้ถอนฟันออก ต้องมาถูกจำคุกเสียก่อน เมื่ออาการปวดรุนแรงขึ้น และยังต้องรอพบทันตแพทย์ ทำให้ตัดสินใจถอนออกเอง ทำให้อาการปวดทุเลาลง
“พอเข้ามาในเรือนจำ ผมทรมานมาก มันปวดมาก ผมเลยถอนมันออกเอง พอเอาออกแล้วหายปวดเลย” พรชัยเล่า
อีกรายหนึ่ง ได้แก่ “ภราดร” (นามสมมติ) ผู้ต้องขังในคดี ม.112 ซึ่งถูกคุมขังในระหว่างพิจารณาคดีอยู่ที่เรือนจำกลางสมุทปราการ ในช่วงต้นปี 2569 นี้
ภราดรถูกเบิกตัวออกไปที่ศาลจังหวัดสมุทปราการเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 และได้เปิดเผยว่า เขามีปัญหาฟันผุ จนต้องคอยประคองแก้มตัวเองอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากปวดมาก แม้พยาบาลจะจ่ายยาแก้ปวดให้กิน ก็ไม่ได้ช่วยบรรเทาลง
“ผมปวดมาก จนต้องเอาหัวโขกกำแพงให้ความเจ็บมันไปลงที่อื่น จะได้ไม่ต้องสนใจฟันที่ปวดอยู่” ภราดรยังเล่าต่อว่า เขาลงทะเบียนขอพบหมอฟันในเรือนจำไปแล้ว แต่พอถึงรอบก็ไม่ได้เจอตามที่ลงทะเบียนไว้ จึงไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากระบวนการลงทะเบียนพบแพทย์เป็นอย่างไรกันแน่ แต่เท่าที่ทราบ เขารู้เพียงว่าหมอฟันจะเข้ามาในเรือนจำเพียง 1 วันต่อสัปดาห์
ก่อนเมื่อวันที่ 15 มี.ค. 2569 ทนายความเข้าเยี่ยมเพื่อสอบถามถึงอาการเจ็บปวดฟันของภราดร เขาเล่าว่าตอนนี้อาการปวดดีขึ้นแล้ว ก่อนหน้านี้ปวดจนแก้มบวม โดยไม่ได้พบแพทย์ แต่ลงทะเบียนขอรับยาแก้ปวดไว้ ซึ่งกว่ายาจะมา แก้มข้างที่ปวดก็หายบวมเสียแล้ว
.
หรือในกรณีที่ต้องเข้าเรือนจำทั้ง ๆ ที่จัดฟันอยู่อย่าง “ฟ้า” พรหมศร วีระธรรมจารี ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่เรือนจำอำเภอธัญบุรี เปิดเผยว่าเขาเพิ่งทำการจัดฟัน ก่อนเข้าเรือนจำประมาณ 1 เดือน ก็ประสบปัญหาการดูแลเหล็กจัดฟันต่อเช่นเดียวกัน ฟ้าเล่าว่าการปรับเครื่องมือจัดฟันต่อในเรือนจำ คงเป็นไปไม่ได้เลย และคงต้องปล่อยทิ้งไว้ทั้งอย่างนี้
“ก็คงจะต้องปล่อยไว้แบบนี้ เพราะตอนเข้ามาช่วงแรก เจ้าหน้าที่ก็ถามว่าจะถอดเหล็กออกมั้ย เราก็บอกว่า ถ้าถอด ฟันก็ล้มสิคะ”
“ทุกคนก็ใส่ไว้อย่างนั้น ปล่อยให้ bracket มันหลุดกันไปเอง บางคนก็จัดแฟชั่น หาทำเอาเองในนั้น”
จากตัวอย่างสถานการณ์ข้างต้น พอทำให้เห็นว่าปัญหาการดูแลสุขภาพฟันและช่องปากของผู้ต้องขังยังเป็นปัญหาใหญ่เรื่องสุขภาวะในเรือนจำอีกเรื่องหนึ่ง ท่ามกลางการเผชิญกับความเจ็บปวดต่ออวัยวะที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน การอดทนรอคอยหลายเดือนอาจเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน จนทำให้ต้องตัดสินใจดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยตนเองในที่สุด
.

