วันที่ 4 ก.ย. 2568 เวลา 09.00 น. ศาลอาญามีนัดหมายฟังคำพิพากษาคดีของ “แบงค์” ณัฐพล (สงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี และ “ต๊ะ” คทาธร (สงวนนามสกุล) อายุ 29 ปี สองนักกิจกรรมจากกลุ่มทะลุแก๊ซ ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) จากกรณีโพสต์ภาพถือกระดาษข้อความหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เมื่อปี 2567
คดีนี้มี อานนท์ กลิ่นแก้ว แกนนำกลุ่ม ‘ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน’ (ศปปส.) เป็นผู้แจ้งความร้องทุกข์เอาไว้ที่ สน.สำราญราษฏร์ เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2567 โดยมีใจความว่า เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 ผู้กล่าวหาพบผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์รูปภาพชายใส่เสื้อและกางเกงสีดำ สวมหมวกกันน็อค พร้อมถือกระดาษ 2 แผ่น เขียนข้อความที่ไม่เหมาะสม บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี หน้าวัดสุทัศน์ นอกจากนี้บนโพสต์ดังกล่าวยังได้มีการเขียนข้อความประกอบภาพ ซึ่งเข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112 ด้วย
การร้องทุกข์กล่าวโทษได้นำไปสู่การขอออกหมายจับอย่างรวดเร็วของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเข้าจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองในเวลาต่อมา อย่างไรก็ดีในส่วนของคทาธรได้เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตนเองภายหลังจากที่ทราบว่าตนเองถูกออกหมายจับ และณัฐพลถูกจับกุมแล้ว
.
แบงค์ มีพื้นเพเป็นคนจังหวัดอุตรดิตถ์ แต่มาทำงานเป็นไรเดอร์ ขับรถส่งอาหารในกรุงเทพมหานคร เขาต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตัวเองมาตั้งแต่อายุ 12 ปี เนื่องจากพ่อแม่แยกทางกัน หลังจากออกมาร่วมเคลื่อนไหวทางการเมือง แบงค์ถูกดำเนินคดีรวม 5 คดี ในจำนวนนี้ 2 คดี เป็นคดีมาตรา 112 คือ คดีนี้และคดีวางเพลิงเผาพระบรมฉายาลักษณ์ บริเวณหน้ากระทรวงแรงงาน ระหว่างชุมนุม #ม็อบทะลุแก๊ส เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2564 ซึ่งศาลพิพากษาจำคุก แต่ให้รอลงอาญา คดีถึงที่สุดแล้ว
แบงค์เคยถูกคุมขังระหว่างสอบสวนและพิจารณายาวนานกว่า 8 เดือน ก่อนศาลจะให้ประกันตัว ในคดีวางเพลิงรถตำรวจ ระหว่างการชุมนุม “ราษฎรเดินไล่ตู่” หรือ #ม็อบ11มิถุนา2565 บริเวณแยกดินแดง ต่อมา หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 3 ปี แบงค์ถูกคุมขังอีกราว 2 เดือนเศษ จึงได้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ โดยให้ติด EM
ปัจจุบันแบงค์ถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือนม.ค. 2568 ในคดีส่วนตัว ทำให้เขาถอนประกันตัวเองในคดีนี้และคดีอื่นที่เคยยื่นประกันอีก 2 คดี คือ คดี #ม็อบ11มิถุนา2565 และคดีชุมนุมหน้า สน.สำราญราษฎร์ ในกิจกรรม “ใครใคร่ ด่า ด่า ใครใคร่สาด สาด #Saveหยก” เมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2566
ในส่วนของต๊ะ พนักงานพาร์ทไทม์ที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอาชีวะพิทักษ์ประชาธิปไตย นับว่าเป็นครั้งแรกที่เขาถูกดำเนินคดีในข้อหาตามมาตรา 112 โดยก่อนหน้านี้เขาเคยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยาวนานที่สุดในปี 2565 ภายหลังถูกจับกุมและฝากขังในข้อหามีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง ขณะเดินทางไปร่วมงานรำลึก 12 ปี การสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2565 ที่แยกราชประสงค์ ไม่เคยได้รับสิทธิในการประกันตัวเพื่อออกมาต่อสู้คดีเลยแม้แต่ครั้งเดียว ก่อนศาลมีคำพิพากษาจำคุก 1 ปี 3 เดือน 15 วัน และต๊ะได้รับการปล่อยตัวในวันที่ 24 ก.ค. 2566 หลังครบกำหนดโทษ
.
ทบทวนเหตุการณ์การถูกดำเนินคดีของ “แบงค์ – ต๊ะ” ก่อนเริ่มต้นการสืบพยาน
ตำรวจนอกเครื่องแบบซุ่มเข้าจับกุม “แบงค์” ที่หน้าบ้านพักย่านซอยเทพลีลา โดยไม่ได้ออกหมายเรียกก่อน
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2567 เวลาประมาณ 18.00 น. “แบงค์” ณัฐพล นักกิจกรรมจากกลุ่มทะลุแก๊ซ วัย 21 ปี ถูกตำรวจเข้าจับกุมในข้อหาตามมาตรา 112 ก่อนถูกนำตัวไปที่ สน.ทุ่งสองห้อง ซึ่งไม่ใช่สถานีตำรวจเจ้าของคดี ต่อมาภายหลังจึงทราบว่า คดีนี้มีแกนนำกลุ่ม ศปปส. เป็นผู้กล่าวหาเอาไว้เมื่อสองวันก่อนหน้านี้ และตำรวจได้ทำการสืบสวนพร้อมขอศาลออกหมายจับอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้มีการออกหมายเรียกก่อน
ณัฐพลให้ข้อมูลว่าเขาถูกจับกุมที่บริเวณหน้าบ้านพัก โดยในระหว่างที่กำลังขับรถจักรยานยนต์เข้าบ้านนั้น ได้มีชายนอกเครื่องแบบขับรถจักรยานยนต์ตัดหน้า และนำรถยนต์มาจอดปิดด้านข้าง ก่อนมีชายประมาณ 8-9 คน ไม่ได้สวมเครื่องแบบ เดินมารุมล้อม โดยที่บางส่วนน่าจะปลอมตัวเป็นคนจรจัดอยู่บริเวณดังกล่าวด้วย
เจ้าหน้าที่บางนายได้แสดงบัตรตำรวจ ก่อนจะอ่านหมายจับในข้อหาตามมาตรา 112 ให้ณัฐพลฟังอย่างรวบรัด โดยไม่ได้ให้เขาดูหมายจับด้วยตนเอง ณัฐพลจำได้ว่าขณะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ระบุถึงข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วย
ในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาณัฐพลรวม 2 ข้อหา คือ ข้อหาตามมาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) ณัฐพลได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ทั้งยังปฏิเสธไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา และไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ โดยให้เหตุผลว่าตนได้เคยพิมพ์ลายนิ้วมือเอาไว้ในคดีก่อนหน้านี้แล้ว ฉะนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติย่อมต้องมีประวัติของเขาอยู่ อย่างไรก็ดี พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 “ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร” กับณัฐพลเพิ่มอีก 1 ข้อหา
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ควบคุมตัวณัฐพลไว้ 1 คืน ก่อนนำตัวไปขอฝากขังที่ศาลอาญาในช่วงสายของวันต่อมา (19 ม.ค. 2567) ก่อนที่ศาลจะอนุญาตให้ประกันตัว พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหากระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกันกับข้อกล่าวหาในคดีนี้อีก
.
ภาพหน้า สน.ทุ่งสองห้อง ตำรวจมีการติดป้ายข้อความ “พื้นที่ควบคุม” (ภาพโดยไข่แมวชีส)
.
“ต๊ะ” เดินทางเข้ามอบตัวที่ สน.สำราญราษฎร์ หลังทราบว่าตนเองถูกออกหมายจับในข้อหาเดียวกันกับ “แบงค์” ณัฐพล
หลังณัฐพลถูกจับกุม ทำให้ทราบจากบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาว่า “ต๊ะ” คทาธร ถูกออกหมายจับในคดีนี้ด้วย ส่งผลให้ในวันที่ 19 ม.ค. 2567 เวลาประมาณ 21.15 น. คทาธร นักกิจกรรมจากกลุ่มทะลุแก๊ซ วัย 28 ปี ตัดสินใจเดินทางเข้ามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สน.สำราญราษฎร์
พนักงานสอบสวนแจ้งพฤติการณ์คดีและข้อกล่าวหาคทาธรเช่นเดียวกันกับที่แจ้งณัฐพล คทาธรได้ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และปฏิเสธไม่ลงลายมือชื่อในบันทึกแจ้งข้อกล่าวหา รวมทั้งไม่พิมพ์ลายนิ้วมือ ส่งผลให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา “ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงาน” กับคทาธรอีกข้อหาเช่นเดียวกับณัฐพล
คทาธรได้รับการประกันตัวหลังพนักงานสอบสวนขอฝากขังต่อศาลอาญาในวันต่อมา (20 ม.ค. 2567) โดยศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหากระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกันกับข้อกล่าวหาในคดีนี้อีกเช่นกัน
.
ภาพจากเพจทะลุแก๊ซ – Thalugaz
.
อัยการสั่งฟ้อง “แบงค์ – ต๊ะ” เห็นว่าภาพถ่ายและข้อความที่จำเลยโพสต์อาจทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด โดยประการที่น่าจะทำให้พระมหากษัตริย์และพระราชินีเสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง
เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2567 ที่ศาลอาญา พนักงานอัยการ สํานักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง แบงค์และต๊ะในฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, มาตรา 368 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3) โดยบรรยายคำฟ้องมีสาระสำคัญโดยสรุปว่า เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 เวลากลางคืน จำเลยทั้งสองได้ชูป้ายกระดาษที่เขียนข้อความรวม 2 แผ่น บริเวณฟุตบาทข้างกำแพงพระบรมมหาราชวัง และแท่นหน้าพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 10 และพระราชินี ซึ่งตั้งอยู่ริมถนนบำรุงเมือง โดยสลับกันชูป้ายและใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูป จากนั้นได้โพสต์ภาพลงเฟซบุ๊กส่วนตัวของทั้งสอง พร้อมกับโพสต์ข้อความประกอบ
พนักงานอัยการเห็นว่า รูปภาพและข้อความที่จําเลยทั้งสองโพสต์ ทำให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่พบเห็นเข้าใจความหมายได้ว่าในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี เสียสติคล้ายคนบ้าหรือเป็นผู้มีสติที่ผิดแผกไปจากคนธรรมดา เป็นคนไม่ดี โหดเหี้ยม หรืออยู่เบื้องหลังในการสั่งฆ่า ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นถ้อยคำที่มีความหมายในเชิงลบ ด้อยค่า ด้อยความสำคัญ ด้อยความดี โดยประการที่น่าจะทำให้ในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินีเสื่อมเสียพระเกียรติ ดูถูก ดูหมิ่น เกลียดชัง
อีกทั้งเมื่อวันที่ 18 และ 19 ม.ค. 2567 หลังพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเรียบร้อยแล้ว จำเลยทั้งสองยังได้ฝ่าฝืนคำสั่งของเจ้าพนักงาน โดยปฎิเสธการพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อส่งตรวจพิสูจน์และยืนยันตัวบุคคลในคดี โดยไม่มีเหตุอันสมควรด้วย
ในช่วงท้ายของคำฟ้องพนักงานอัยการยังได้ระบุขอให้ศาลเพิ่มโทษคทาธร 1 ใน 3 ตามกฎหมาย เนื่องจากจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก และได้กระทำความผิดในคดีนี้อีกภายในระยะเวลา 5 ปีหลังพ้นโทษ รวมทั้งให้นับโทษจำคุกณัฐพลในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่น ๆ ของศาลอาญาอีก 3 คดี
.
ภาพรวมการสืบพยาน : ฝ่ายจำเลยยืนยันไม่มีเจตนา ‘ดูหมิ่น’ พระมหากษัตริย์และพระราชินี โพสต์เฟซบุ๊กที่ถูกกล่าวหาต้องการสื่อไปถึงผู้ที่สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553
คดีนี้ศาลอาญามีนัดหมายสืบพยานโจทก์และพยานจำเลยเมื่อวันที่ 1-3 ก.ค. 2568 โดยการสืบพยานเกิดขึ้นที่ห้องพิจารณาคดี 708 สำหรับฝ่ายโจทก์ได้นำพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 8 ปาก ได้แก่ อานนท์ กลิ่นแก้ว ผู้กล่าวหา,พยานความเห็นจากกลุ่ม ศปปส., เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานกลางผู้ตรวจสอบโทรศัพท์มือถือของกลาง, ชุดสืบสวน และพนักงานสอบสวน
โดยคำเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์จะเน้นไปที่การยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยทั้งสองได้มีการเดินทางไปถ่ายภาพชูกระดาษข้อความที่บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และได้มีการโพสต์ภาพถ่าย รวมถึงคำบรรยายประกอบภาพที่ไม่เหมาะสมไว้บนเฟซบุ๊ก อันเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ
ส่วนฝ่ายจำเลยได้นำพยานเข้าเบิกความทั้งหมด 3 ปาก ได้แก่ จันทนา วรากรสกุลกิจ, ณัฐพล จำเลยที่ 1 และคทาธร จำเลยที่ 2 ซึ่งอ้างตนเองเป็นพยาน ยืนยันข้อต่อสู้ว่า จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาที่จะดูหมิ่นรัชกาลที่ 10 และพระราชินี จำเลยตั้งใจไปทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์และโพสต์แสดงความไม่พอใจรัฐบาลและนายทหารที่สั่งการสลายการชุมนุมในปี 2553 จนเป็นเหตุให้ผู้ชุมนุมเสื้อแดงเสียชีวิต โดยไม่ได้ตั้งใจถ่ายภาพให้ติดพระบรมฉายาลักษณ์
ตลอดการสืบพยาน 3 วัน ณัฐพล จำเลยที่ 1 ถูกเบิกตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาที่ห้องพิจารณาคดี 708 ในลักษณะที่ข้อเท้าทั้งสองข้างถูกพันธนาการด้วยกุญแจข้อเท้า พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ 1 คน ติดตามมาควบคุมตัวด้วย โดยมีญาติของณัฐพลและคทาธร รวมถึงประชาชนทั่วไปและผู้สังเกตการณ์คดี เข้าร่วมรับฟังการสืบพยานด้วย
ทั้งนี้ ในส่วนของประชาชนทั่วไปที่มาร่วมฟังการสืบพยานโจทก์พบว่า ส่วนหนึ่งสวมสายคล้องคอลายธงชาติและผูกผ้าพันคอสีเหลือง คาดว่าเป็นกลุ่มสมาชิก ศปปส. เช่นเดียวกับผู้กล่าวหา
.
บันทึกการสืบพยานโจทก์
“ผู้กล่าวหา” เข้าแจ้งความ “แบงค์ – ต๊ะ” หลังเห็นโพสต์ในเฟซบุ๊ก – ดูวงจรปิด ชี้จำเลยเจตนาสื่อถึง ร.10 – ราชินี ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ
อานนท์ กลิ่นแก้ว ผู้กล่าวหา เบิกความว่า เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 เวลาประมาณ 23.00 น. ขณะพยานเลื่อนดูเฟซบุ๊กอยู่ที่บ้าน ได้เจอเข้ากับโพสต์ของณัฐพล จำเลยที่ 1 เหตุที่พยานทราบว่าบัญชีเฟซบุ๊กดังกล่าวเป็นของ ณัฐพล ก็เนื่องจากว่าจำเลยเป็นสมาชิกกลุ่ม ‘ทะลุแก๊ซ’ หรือ ‘ทะลุวัง’ ซึ่งมีอุดมการณ์ที่ตรงกันข้ามกับพยานที่อยู่ฝ่ายปกป้องสถาบันฯ อีกทั้งณัฐพลยังเป็น ‘คนดัง’ พยานจึงได้ติดตามมาโดยตลอด
สำหรับโพสต์ของณัฐพลที่พยานเห็นนั้นมีการบรรยายข้อความเอาไว้ว่า “ไอเหี้ยสั่งฆ่า ไอบ้าสั่งยิง ไอชั่วยืนนิ่ง ทำเป็นไม่เห็นอะไร” ใต้ข้อความปรากฏภาพถ่ายชายสวมหมวกกันน็อคนั่งยอง ๆ ถือกระดาษในมือ 2 แผ่น แผ่นหนึ่งเขียนข้อความว่า ‘ไอชั่ว’ อีกแผ่นเขียนว่า ‘ไอเหี้ย’ บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี ซึ่งตั้งอยู่ที่ริมกำแพงวัดสุทัศน์ เขตพระนคร
ภาพถ่ายดังกล่าวไม่ใช่ลักษณะการถ่ายภาพด้วยตัวเอง (selfie) แต่เป็นกรณีที่มีบุคคลอื่นคอยถ่ายภาพให้
พยานเห็นโพสต์ดังกล่าวแล้วรู้สึกว่า จำเลยต้องการจะสื่อไปถึงพระมหากษัตริย์และพระราชินี เป็นการกระทำที่ดูหมิ่นพระเกียรติ แสดงความอาฆาตมาดร้าย อันทำให้ทั้งสองพระองค์ต้องเสื่อมเสียพระเกียรติ
วันที่ 16 ม.ค. 2567 เวลา 15.00 น. พยานจึงได้เดินทางไปที่ สน.สำราญราษฎร์ เพื่อเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับณัฐพล ตอนนั้นพยานยังไม่ทราบข้อเท็จจริงว่า มีผู้กระทำความผิดร่วมกันกับจำเลยที่ 1 อีกหรือไม่ พยานจึงได้ขอดูภาพจากกล้องวงจรปิดพร้อมกันกับพนักงานสอบสวน ปรากฏภาพผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์และผู้ซ้อนท้ายรวม 2 คน โดยผู้ซ้อนท้ายไม่ได้สวมหมวกกันน็อคเพื่อปิดบังใบหน้า ต่อมาจึงทราบว่าเป็นณัฐพล
พยานจำไม่ได้แน่ชัดว่า พยานเลือกย้อนกลับไปตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในช่วงเวลาใด แต่ย่อมต้องเป็นช่วงเวลาก่อนที่จำเลยที่ 1 จะโพสต์ภาพถ่ายลงบนเฟซบุ๊กซึ่งก็คือช่วงเวลากลางคืน
ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่า มีผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาจอดไว้ตรงจุดที่จะทำการถ่ายภาพกัน ก่อนที่ชายคนขับจะถอดหมวกกันน็อคออกแล้วยื่นให้กับผู้ซ้อนท้ายสวมใส่แทน ส่วนคนขับก็เปลี่ยนมาใส่หมวกแก๊ป จังหวะนั้นเองทำให้พยานสามารถมองเห็นใบหน้าของผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์คันดังกล่าวได้ ซึ่งปรากฏว่าเป็น คทาธร จำเลยที่ 2 พยานรู้จักกับคทาธรเช่นเดียวกันเพราะเป็นสมาชิกในกลุ่ม ‘ทะลุแก๊ซ’ หรือ ‘ทะลุวัง’ เหมือนณัฐพล อีกทั้งพยานกับจำเลยที่ 2 ยังเคยมีเรื่องกระทบกระทั่งกันมาก่อนหน้านี้ด้วย เฟซบุ๊กของคทาธรพยานก็ติดตามอยู่เช่นกัน
พยานเบิกความต่อไปอีกว่า ภายหลังจากที่คทาธรขี่จักรยานยนต์มาจอดก็ได้หยิบกระดาษออกมาจากเบาะรถ 2 แผ่น แล้วยื่นให้ณัฐพล จากนั้นณัฐพลได้นั่งยอง ๆ พร้อมชูกระดาษทั้งสองแผ่นเพื่อให้คทาธรถ่ายภาพ ก่อนสลับกันโดยณัฐพลเป็นคนถ่ายภาพให้กับคทาธรด้วย
พยานไม่เห็นแน่ชัดว่าขณะจำเลยทั้งสองกำลังลงจากรถจักรยานยนต์นั้นบนกระดาษทั้งสองแผ่นมีข้อความปรากฏอยู่แล้วหรือไม่ แต่พยานได้มาเห็นข้อความบนกระดาษตอนที่จำเลยทั้งสองโพสต์ภาพถ่ายลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวแล้ว
เมื่อจำเลยทั้งสองถ่ายภาพเสร็จ ก่อนที่คทาธรจะขับขี่รถจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุ ณัฐพลก็ได้ขยำกระดาษทั้งสองแผ่นที่อยู่ในมือ แล้วขว้างปาไปยังทิศทางที่พระบรมฉายาลักษณ์ของรัชกาลที่ 10 และพระราชินี ตั้งอยู่
นอกจากนี้พยานยังสืบทราบโดยการเลื่อนดูโพสต์ของคทาธรย้อนหลังแล้วพบว่า ก่อนหน้าที่จำเลยทั้งสองจะเดินทางมาถ่ายรูปกันที่บริเวณริมกำแพงวัดสุทัศน์นั้น จำเลยได้ไปถ่ายภาพกันที่บริเวณริมกำแพงวัดพระแก้ว แถวพระบรมมหาราชวัง แต่ในโพสต์ของคทาธรปรากฏเพียงแค่ภาพถ่ายของคทาธรคนเดียว กำลังนั่งชูกระดาษ 2 แผ่น โดยมีข้อความเขียนไว้เช่นเดียวกันกับภาพถ่ายของณัฐพลบริเวณวัดสุทัศน์ นอกจากนี้ยังมีคำบรรยายประกอบภาพด้วยว่า “นาน ๆ ทีมาเที่ยวครับ มาชมความสวยงามของกำแพง เจอกันเด้อสูววววว ค่ำคืนอีกยาวไกล”
พยานเป็นผู้กล่าวหาจำเลยทั้งสองในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยครั้งแรกพยานแจ้งความให้ดำเนินคดีณัฐพล หรือ ‘แบงค์’ ต่อมาเมื่อพยานได้ไปย้อนดูภาพจากกล้องวงจรปิด และโพสต์ของคทาธรแล้ว พยานจึงได้เข้าแจ้งความให้ดำเนินคดีกับคทาธร หรือ ‘ต๊ะ’ อีกคนด้วย โดยพยานได้นำภาพโพสต์ในเฟซบุ๊กของทั้งสอง รวมถึงภาพจากกล้องวงปิดส่งให้แก่พนักงานสอบสวนเป็นหลักฐาน
พยานไม่เคยมีเรื่องบาดหมางหรือโกรธเคืองกับจำเลยไม่ว่าจะเป็นก่อนหน้านี้หรือตอนนี้ พยานเพียงแค่ทำตามหน้าที่พลเมืองเท่านั้น
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานเป็นประธานกลุ่ม ศปปส. ชื่อเต็มว่า ‘ศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน’ ซึ่งเป็นกลุ่มของประชาชนที่ทำตามหน้าที่พลเมือง และต้องการออกมาปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตั้งขึ้นในปี 2563 ก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2556 – 2557 พยานเคยเป็นสมาชิกกลุ่ม กปปส. ทำหน้าที่เป็นการ์ด
หน้าที่ของพยานในกลุ่ม ศปปส. มีทั้งการแจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112 และเป็นพยานในคดีด้วย ซึ่งคดีที่กลุ่ม ศปปส. เคยแจ้งความไว้นั้นมีเป็นร้อยกว่าคดี โดยคดีที่ศาลพิพากษาแล้วมีแค่เพียงคดีเดียวที่ศาลยกฟ้อง คือ คดีของ ‘นารา เครปกะเทย’ ส่วนคดีอื่น ๆ ศาลพิพากษาลงโทษมาโดยตลอด
จำเลยทั้งสองอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพยาน และเคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกับพยานมาก่อน เพราะระหว่างที่มีการชุมนุมนั้นทั้งสองฝ่ายจะต้องมีการเผชิญหน้าและกระทบกระทั่งกันอยู่แล้ว ทำให้พยานจำหน้าจำเลยได้
ถ้าเพียงแค่มีความเห็นต่างเกี่ยวกับมาตรา 112 นั้นไม่เป็นความผิด แต่ที่พยานมีการแจ้งความดำเนินคดีนั้นก็เพราะว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการดูหมิ่นสถาบันฯ
ปกติแล้วเฟซบุ๊กจะต้องมีการลงทะเบียน และใส่รหัสผ่านก่อนจึงจะสามารถเข้าใช้งานได้ ฉะนั้นคนนอกย่อมไม่สามารถเข้าถึงได้ แต่ URL ของเฟซบุ๊กจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่นั้น พยานไม่ทราบ
พยานทราบดีว่าในปี 2567 มีการจัดงานเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ ของในหลวงรัชกาลที่ 10 อย่างไรก็ดี ตามสถานที่ราชการจะมีการตั้งพระบรมฉายาลักษณ์เอาไว้เป็นปกติอยู่แล้วโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร รอบกำแพงพระบรมมหาราชวัง รวมทั้งบริเวณริมถนนและกำแพงวัด ในเขตพระนคร
การถ่ายภาพในเขตพระนครจึงมีโอกาสที่จะถ่ายติดพระบรมฉายาลักษณ์ แต่พยานเห็นว่า การถ่ายภาพในลักษณะที่มีการชูกระดาษข้อความแบบที่จำเลยทั้งสองทำนั้นมันผิดปกติ
.
สมาชิก ศปปส. อ้าง การกระทำของจำเลยไม่เหมาะสม เจตนาด้อยค่า ร.10 – ราชินี ชี้ การชูกระดาษข้อความหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ไม่ใช่เหตุบังเอิญ
มะลิวัลย์ หวาดน้อย อาชีพรับจ้าง เบิกความว่า ตนเองมาเป็นพยานในคดีนี้สืบเนื่องจากอานนท์ กลิ่นแก้ว ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสอง เพราะเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 มีชายใส่ชุดสีดำถ่ายภาพพร้อมชูกระดาษข้อความ บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี ซึ่งพยานเห็นว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมและไม่บังควร ในความคิดเห็นของพยาน พระบรมฉายาลักษณ์เปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของในหลวงและพระราชินี
นอกจากนี้ชายคนดังกล่าวยังได้นำภาพถ่ายไปโพสต์ในเฟซบุ๊ก และพิมพ์ข้อความประกอบ การถือกระดาษข้อความและการโพสต์ข้อความในลักษณะนี้ ย่อมต้องการสื่อไปถึงบุคคลในภาพ ทำให้ผู้ที่ผ่านมาพบเห็นสามารถเข้าใจผิดได้ เช่น เข้าใจว่าในหลวงเป็นผู้ที่สั่งฆ่าหรือสั่งยิงประชาชนที่มาเข้าร่วมชุมนุม เป็นต้น
ในตอนแรกพยานไม่ทราบแน่ชัดว่าบุคคลในภาพถ่ายเป็นใคร แต่ต่อมาภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดก็ได้แจ้งกับพยานว่า บุคคลในภาพคือ ณัฐพลและคทาธร
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานเป็นสมาชิกกลุ่ม ศปปส. เข้าร่วมเป็นสมาชิกของกลุ่มตั้งแต่ปี 2563 ทำหน้าที่เป็นแอดมินเพจ ปกติแล้วหากมีคนสนใจเข้าร่วมกลุ่ม ศปปส. ไม่จำเป็นต้องลงทะเบียนก่อน เพราะกลุ่ม ศปปส. ตั้งขึ้นมาเพื่อรวบรวมคนที่มีจริตหรืออุดมการณ์เดียวกัน ไม่ได้มีการจดทะเบียนตามกฎหมาย ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ประมาณ 30,000 คน
พยานจะทราบประวัติความเป็นมาของสมาชิกเฉพาะที่เข้ามาร่วมกิจกรรมด้วยกันบ่อย ๆ ผ่านการคอมเมนต์ในเพจเฟซบุ๊ก
ภาพถ่ายของจำเลยที่บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ มีการส่งต่อให้กันดูระหว่างสมาชิกแต่ละคนผ่านไลน์ส่วนตัว ซึ่งผู้ส่งก็คือ นายอานนท์ กลิ่นแก้ว
พยานเห็นว่า คนเราสามารถมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายและมิบังควร ย่อมไม่สามารถทำได้
บริเวณเขตพระนครจะมีการตั้งพระบรมฉายาลักษณ์เอาไว้อยู่หลายจุด เพราะมีสถานที่ราชการ วัด และโรงแรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก การถ่ายภาพติดพระบรมฉายาลักษณ์ย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ แต่ก็ต้องพิจารณาถึงเจตนาด้วย
พยานเห็นด้วยว่า ในเวลากลางคืน แถวหน้าพระบรมฉายาลักษณ์จะมีการเปิดไฟสว่าง ทำให้เห็นชัดและโดดเด่นกว่าตรงจุดอื่น แต่ถึงอย่างไรการถ่ายภาพก็ไม่ควรแสดงอากัปกิริยาที่ไม่เหมาะสม
.
ระพีพงษ์ ชัยยารัตน์ อาชีพรับจ้าง เบิกความว่า พนักงานสอบสวน สน.สำราญราษฎร์ ได้ติดต่อขอให้พยานเข้าให้การเมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2567 ในฐานะประชาชนทั่วไปที่มาให้ความเห็นเกี่ยวกับการกระทำของจำเลย โดยพนักงานสอบสวนได้นำโพสต์ของณัฐพลมาให้พยานดู
พยานเห็นว่า จำเลยมีลักษณะจงใจที่จะชูกระดาษ และขว้างปากระดาษไปยังพระบรมฉายาลักษณ์ การโพสต์ภาพถ่ายลงบนเฟซบุ๊กก็นับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ปกติ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนาที่จะก้าวล่วง และต้องการด้อยค่าในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี
ตอนแรกพยานตีความหมายการกระทำของจำเลยไม่ออก เพราะในโพสต์ไม่ได้ระบุถึงใครเฉพาะเจาะจง แต่จากพฤติการณ์ที่มีการไปถ่ายภาพกันบริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ย่อมถือได้ว่าจำเลยมีความตั้งใจที่จะสื่อไปถึงพระมหากษัตริย์และพระราชินีทั้งสองพระองค์ ข้อความประกอบก็นับว่าเป็นการใส่ร้ายพระองค์ด้วย
พยานคิดว่า บุคคลทั่วไปสามารถเข้าใจเจตนารมณ์ของผู้โพสต์ได้ เพราะนับตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา กลุ่มผู้ชุมนุมฝ่ายเดียวกันกับจำเลยก็มีการใช้ถ้อยคำในทำนองนี้มาโดยตลอด อีกทั้งภาพที่โพสต์ก็ถ่ายบริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ด้วย ซึ่งพยานเห็นว่าไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจของตัวจำเลยเอง นอกจากนี้ จำเลยยังจงใจเผยแพร่ข้อความลงบนเฟซบุ๊กของตนเอง ซึ่งตั้งค่าไว้เป็นสาธารณะ เท่ากับว่าประชาชนทั่วไปสามารถที่จะเข้าถึงโพสต์ของจำเลยได้
พยานเบิกความว่า นอกเหนือจากโพสต์ของจำเลยแล้วพนักงานสอบสวนไม่ได้นำพยานหลักฐานอื่นใดมาให้พยานดูอีก แต่ต่อมาพยานได้เดินทางไปยังที่เกิดเหตุ เพื่อตรวจสอบว่ากระดาษที่จำเลยใช้ขว้างปาไปยังพระบรมฉายาลักษณ์นั้นยังคงอยู่หรือไม่ อย่างไรก็ดีพยานไม่พบกระดาษดังกล่าว
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานเป็นสมาชิกกลุ่ม ศปปส. ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับทุกภาคส่วน รวมถึงทำหน้าที่ร้องทุกข์กล่าวโทษ และถอดถ้อยคำที่เข้าข่ายเป็นความผิดตามมาตรา 112 โดยพยานค่อนข้างมีความชำนาญในด้านนี้ เนื่องจากได้มีโอกาสร้องทุกข์กล่าวโทษอยู่บ่อยครั้ง ทั้งนี้ กลุ่ม ศปปส. เป็นเพียงภาคประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวตามรัฐธรรมนูญ
คดีที่กลุ่ม ศปปส. เคยแจ้งความเอาไว้เป็นคดีมาตรา 112 ทั้งหมด เพราะแม้ว่าการชุมนุมในขณะนั้นจะดูเหมือนเป็นการไล่พลเอกประยุทธ์ออกจากตำแหน่งนายกฯ แต่หลังฉากคือ การดูหมิ่นพระมหากษัตริย์
พยานเองเคยแจ้งความมาเป็นร้อยกว่าคดีแล้ว แต่บางคดีศาลก็พิพากษายกฟ้อง
พยานเห็นด้วยว่า เขตพระนครมีการตั้งพระบรมฉายาลักษณ์เอาไว้เป็นจำนวนมากกว่าเขตอื่น ๆ
.
เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานพบภาพถ่ายชายถือป้ายข้อความในโทรศัพท์มือถือของกลาง แต่ยืนยันไม่ได้ว่า เป็นการถ่ายภาพเองหรือดาวน์โหลดมา
พ.ต.ท.นิติ อินทุลักษณ์ นักวิทยาศาสตร์ กลุ่มงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เบิกความว่า เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2567 พยานได้รับวัตถุพยานมาจาก สน.สำราญราษฎร์ ซึ่งก็คือ โทรศัพท์มือถือ โดยให้พยานทำการตรวจพิสูจน์ว่า มีไฟล์ภาพและคลิปในโทรศัพท์มือถือดังกล่าวหรือไม่ ผลการตรวจสอบพบว่า มีภาพถ่ายอยู่ประมาณ 35,000 ภาพ และมีคลิปอยู่ 242 คลิป
สำหรับภาพถ่ายที่มีชายถือป้ายข้อความนั้นพยานก็ตรวจพบในโทรศัพท์มือถือของกลาง ซึ่งต่อมาพยานได้จัดทำรายงานการตรวจพิสูจน์ส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวน โดยมีรายละเอียดของแต่ละภาพ ได้แก่ ชื่อภาพ, วันเวลาที่ภาพถูกบันทึก และแหล่งที่มาของภาพ เป็นต้น
พยานเบิกความว่า ตามรายงานฯ ที่ปรากฏวันที่ที่แต่ละภาพถูกบันทึกคือ 15/1/3110 นั้น เป็นเพราะโปรแกรมของโทรศัพท์มีการคำนวณโดยใช้ปี ค.ศ. เป็นฐาน เท่ากับว่าโทรศัพท์จะคิดว่าปี พ.ศ. คือ ปี ค.ศ. เมื่อนำตัวเลข 3110 ไปลบออกด้วยจำนวน 543 จึงจะได้ตัวเลขที่ถูกต้องออกมา ซึ่งตรงกับวันที่ 15 ม.ค. 2567
ส่วนเวลาที่ปรากฏในรายงานฯ ว่าเป็นเวลา 16.21 น. นั้นเป็นเวลามาตรฐานสากลหรือ UTC 0 หากต้องการทราบเวลาในประเทศไทย จะต้องนำเวลาดังกล่าวไปบวกด้วย 7 เสียก่อน ซึ่งเท่ากับเวลาในประเทศไทยคือ 23.21 น. นั่นเอง
ภาพถ่ายที่ตรวจพบในโทรศัพท์ของกลางทั้งหมดนั้น พยานได้บันทึกลงแผ่นซีดี ก่อนส่งมอบให้พนักงานสอบสวนพร้อมกับรายงานการตรวจพิสูจน์ของกลาง
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
โปรแกรมที่พยานนำมาใช้ในการตรวจสอบข้อมูลในโทรศัพท์มือถือจะเป็นโปรแกรมอะไรนั้น พยานไม่สามารถให้คำตอบได้ เนื่องจากเป็นความลับของทางราชการ โดยใช้วิธีการดึงข้อมูลจากโทรศัพท์ออกมาตรวจสอบ ไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลที่โทรศัพท์โดยตรง
วันที่ที่ปรากฏในแต่ละภาพ หมายถึง วันที่ภาพนั้นถูกบันทึกลงไปยังหน่วยความจำของโทรศัพท์มือถือของกลาง ซึ่งจะเกิดจากการถ่ายภาพด้วยตัวเองหรือเกิดจากการดาวน์โหลดมาอีกทีหนึ่งนั้น พยานไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ทั้งสองแบบ หากต้องการทราบข้อมูลดังกล่าว จะต้องทำการตรวจพิสูจน์โดยละเอียดเพิ่มเติมอีก
พยานไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับคำบรรยายประกอบภาพที่มีการโพสต์ และไม่ได้รู้เห็นในประเด็นนี้ เพราะเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวน
หากมีการแก้ไข (Modify) ภาพ เวลาที่ปรากฏเป็นข้อมูลการบันทึกภาพจะเป็นเวลาที่มีการแก้ไขภาพนั้นครั้งสุดท้าย ซึ่งหากเวลาที่ปรากฏไม่ตรงกับเวลาที่บันทึกภาพ แสดงว่าเป็นกรณีที่มีการแก้ไขภาพ
เราไม่สามารถทราบลักษณะของภาพถ่ายก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขได้
.
ชุดสืบสวนระบุ ตรวจสอบภาพกล้องวงจรปิดพบ คนถือป้ายข้อความคือ “แบงค์-ต๊ะ” ทั้งพบกระดาษข้อความในที่เกิดเหตุ แต่รับ ไม่แปลกหากมีคนไปถ่ายภาพหน้าพระบรมฉายาลักษณ์
พ.ต.ท.ภานุพงศ์ จินดาหลวง รองผู้กำกับการสืบสวน สน.สำราญราษฎร์ เบิกความว่า เกี่ยวกับคดีนี้พยานได้รับมอบหมายให้ทำการสืบสวนข้อเท็จจริง เนื่องจากมีผู้ก่อเหตุ 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์มุ่งหน้ามายังถนนบำรุงเมือง ริมกำแพงวัดสุทัศน์ พร้อมกับถ่ายภาพบริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 และพระราชินี
ต่อมา ได้มีการตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กของณัฐพลและคทาธร พบว่า มีการโพสต์ภาพถ่ายชาย 2 คน ถือกระดาษข้อความอันไม่เหมาะสมอยู่หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ โดยเฟซบุ๊กของคทาธรได้โพสต์ภาพถ่ายบริเวณริมกำแพงพระบรมหาราชวัง ขณะชูกระดาษเขียนข้อความ 2 แผ่น และมีการโพสต์ข้อความประกอบภาพถ่ายเอาไว้ด้วย ส่วนเฟซบุ๊กของณัฐพลมีการโพสต์ภาพถ่ายบริเวณริมกำแพงวัดสุทัศน์ ขณะถือกระดาษมีข้อความเช่นเดียวกัน พร้อมทั้งโพสต์ข้อความประกอบภาพ
สาเหตุที่พยานสืบทราบได้ว่าบัญชีเฟซบุ๊กที่โพสต์ภาพและข้อความดังกล่าวเป็นของจำเลยทั้งสอง ก็เนื่องมาจากว่าทั้งสองได้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่บ่อยครั้งในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ โดยอยู่ในกลุ่ม ‘ทะลุแก๊ซ’ และกลุ่ม ‘ทะลุวัง’ อีกทั้งยังมีประวัติถูกดำเนินคดีจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้วย
จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตรงที่เกิดเหตุบริเวณริมกำแพงวัดสุทัศน์ ถนนบำรุงเมือง พยานพบเห็นคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ไม่สวมแผ่นป้ายทะเบียน มาตามถนนดินสอ ผ่านศาลาว่าการกรุงเทพฯ มายังจุดที่มีการตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี
หลังจากจอดรถ ผู้ที่ซ้อนท้ายก็ลงจากรถพร้อมถือกระดาษ 2 แผ่น เดินมาหยุดอยู่บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ จากนั้นคทาธรเป็นผู้ถ่ายภาพให้ณัฐพล ก่อนที่ทั้งสองจะขับจักรยานยนต์ออกไปจากที่เกิดเหตุ ทั้งนี้ พยานได้นำข้อมูลจากกล้องวงจรปิดจัดทำเป็นรายงานลำดับเหตุการณ์และแผนที่เส้นทางการหลบหนีเสนอผู้บังคับบัญชา
หลังจากนั้นพยานได้ทำการสืบสวนเพิ่มเติม โดยการออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ และได้ภาพจากกล้องวงจรปิดของ กทม. ซึ่งเป็นภาพอีกมุมหนึ่งซึ่งใกล้กับที่เกิดเหตุมากกว่า อีกทั้งยังมีความชัดเจนสูง ทำให้เห็นว่าผู้ที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์คือ ณัฐพล เนื่องจากไม่ได้ปิดบังใบหน้า ส่วนคนขับที่สวมหมวกกันน็อคคือ คทาธร ที่ทราบก็เนื่องมาจากมีช่วงที่คทาธรถอดหมวกกันน็อคส่งให้ณัฐพล แล้วเปลี่ยนมาใส่หมวกแก๊ปแทน โดยพยานจำลักษณะคทาธรได้อยู่ก่อนแล้ว
สำหรับวันและเวลาที่จำเลยลงมือก่อเหตุ พยานจำได้ว่าเป็นเวลาประมาณ 21.44 น. ของวันที่ 15 ม.ค. 2567 หลังจากถ่ายภาพเสร็จแล้วก่อนจะเดินทางออกจากที่เกิดเหตุในเวลาประมาณ 21.46 น. ณัฐพลได้ขยำกระดาษข้อความทั้ง 2 แผ่นที่ใช้ถือขณะถ่ายภาพ ขว้างใส่พระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งในการตรวจสอบที่เกิดเหตุพยานก็พบกระดาษขนาด A4 ที่ใช้ก่อเหตุตกอยู่บริเวณพุ่มไม้ใต้พระบรมฉายาลักษณ์ จึงได้ตรวจยึดและนำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานต่อไป
ในการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพยานเดินทางไปพร้อมกับ ส.ต.ท.ศิวะกร ชอุ่ม โดยพยานทำหน้าที่เป็นผู้ถ่ายภาพสถานที่เกิดเหตุ ส่วน ส.ต.ท.ศิวะกร เป็นผู้ตรวจยึดพยานหลักฐาน จากนั้นได้มีการทำรายงานสืบสวนเพิ่มเติมเสนอผู้บังคับบัญชา โดยเปรียบเทียบภาพจากกล้องวงจรปิดและภาพถ่ายที่โพสต์ในเฟซบุ๊กซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นสถานที่เดียวกัน รวมถึงยานพาหนะที่ใช้ในคืนวันเกิดเหตุก็ตรงกันกับข้อมูลที่พยานสืบได้มา
พยานเบิกความว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด นับตั้งแต่เวลาเกิดเหตุจนกระทั่งถึงช่วงที่พยานลงพื้นที่และพบกระดาษของกลางนั้น ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลอื่นใดเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวอีก นอกจากนี้ข้อความที่ปรากฏบนแผ่นกระดาษนั้นก็ตรงกันกับภาพถ่ายบนเฟซบุ๊กของจำเลยทั้งสองด้วย
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไม่ได้ทำการสืบสวนประเด็นการโพสต์ภาพถ่ายว่า จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันโพสต์หรือไม่ อย่างไร อีกทั้งพยานก็ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินการสืบสวนด้านเทคนิคเกี่ยวกับบัญชีเฟซบุ๊กของจำเลยทั้งสองด้วย
พยานอยู่ที่ สน.สำราญราษฎร์ มาตั้งแต่ปี 2563 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ทราบว่า โดยปกติแล้วเขตพระนครจะมีการตั้งพระบรมฉายาลักษณ์เอาไว้เป็นจำนวนมากกว่าในเขตอื่น ๆ รวมทั้งมีนักท่องเที่ยวมาพักเป็นจำนวนมาก เนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยว การถ่ายภาพในบริเวณเขตพระนครจึงเป็นไปได้ที่จะถ่ายติดพระบรมฉายาลักษณ์มาบ้าง ซึ่งพยานก็ไม่ทราบแน่ชัดว่า การที่จำเลยถ่ายภาพติดพระบรมฉายาลักษณ์มานั้นจะเป็นแค่เหตุบังเอิญหรือไม่
พยานเห็นว่า ถ้าเป็นเพียงแค่การถ่ายภาพติดพระบรมฉายาลักษณ์ย่อมกระทำได้ แต่การชูกระดาษข้อความตามฟ้องด้วยขณะถ่ายภาพ พยานไม่ทราบแน่ชัดว่าจะกระทำได้หรือไม่
หากเรากดเข้าไปที่หน้าดีสเพลย์ (Display) หรือรูปโปรไฟล์ของบัญชีเฟซบุ๊ก จะสามารถเปลี่ยนแปลง URL ได้
.
พ.ต.ท. ไพศาล เดชกัลยา รองผู้กำกับการสืบสวน สน.พระราชวัง เบิกความว่า ขณะเกิดเหตุพยานกำลังลงตรวจพื้นที่บริเวณใต้สะพานพุทธ ต่อมา ได้รับแจ้งจากผู้บังคับบัญชาว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กโพสต์ภาพถ่ายบริเวณพระบรมมหาราชวัง โดยโพสต์เมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2567 เวลา 21.54 น.
จากการตรวจสอบโพสต์ดังกล่าวพบภาพถ่ายรวม 5 ภาพ เป็นภาพชาย 2 คน อยู่ในอิริยาบถนั่งบ้างยืนบ้าง พร้อมถือกระดาษมีข้อความ 2 แผ่น ทั้งสองมีการสลับกันถ่ายภาพ เนื่องจากแต่ละภาพปรากฏเพียงชายคนเดียว สถานที่ถ่ายภาพคือบริเวณริมกำแพงพระบรมมหาราชวังระหว่างป้อมอนันตคีรีและประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ ซึ่งเป็นเขตพระราชฐาน
พยานเบิกความว่า การถ่ายภาพพร้อมชูกระดาษข้อความดังกล่าวของจำเลยทั้งสองเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นการแสดงเจตนาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีของสังคม
ภายหลังทราบข้อมูลเบื้องต้น พยานได้ลงไปตรวจสอบที่เกิดเหตุแต่ไม่พบเห็นผู้ใดแล้ว จึงไปขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของ กทม. พบว่า เวลา 21.30 น. มีชายคนหนึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์โดยมีชายอีกคนซ้อนท้ายไปจอดอยู่ริมฟุตบาทบริเวณกำแพงพระบรมมหาราชวังฝั่งตรงข้ามสวนสราญรมย์ จากนั้นทั้งสองได้เปิดเบาะรถหยิบกระดาษออกมา 2 แผ่น ก่อนจะเดินไปยังสนามหญ้าซึ่งเป็นจุดที่จะมีการถ่ายภาพ
ลักษณะการถ่ายภาพที่พยานเห็นจากกล้องวงจรปิดนั้นตรงกันกับภาพถ่ายทั้ง 5 ภาพ ที่มีการโพสต์ ตรวจสอบภายหลังจึงทราบว่า บุคคลในภาพคือ ณัฐพล จำเลยที่ 1 และคทาธร จำเลยที่ 2
พยานตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดย้อนหลังไปก่อนเกิดเหตุดังกล่าวพบว่า ผู้กระทำผิดได้ขับขี่รถจักรยานยนต์มาตามเส้นทางจนถึงที่เกิดเหตุ หลังจากถ่ายภาพเสร็จผู้กระทำความผิดก็ได้ขับรถไปทางแยกท้ายวังไปจอดที่วัดสุทัศน์ ก่อนที่ทั้งสองจะลงมาจากรถและถ่ายภาพ โดยคนขับรถเป็นผู้ถ่ายภาพให้กับคนซ้อนท้ายซึ่งก็คือ ณัฐพล ที่พยานทราบก็เพราะขณะเกิดเหตุผู้ที่ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไม่ได้สวมใส่หมวกกันน็อคปิดบังใบหน้า จึงทำให้เห็นใบหน้าได้อย่างชัดเจน
ในการถ่ายภาพจุดที่ 2 นี้ ณัฐพลได้ชูกระดาษข้อความแผ่นเดียวกันกับที่ใช้ถ่ายภาพบริเวณกำแพงพระบรมมหาราชวัง โดยมีฉากหลังเป็นพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินี หลังจากถ่ายภาพเสร็จแล้วผู้กระทำความผิดก็ได้ขยำกระดาษข้อความดังกล่าว และขว้างปาไปยังบริเวณพุ่มไม้ซึ่งอยู่ใต้ฐานพระบรมฉายาลักษณ์ ก่อนจะขึ้นรถและขับออกไปโดยใช้เส้นทางเดิม
พยานเบิกความว่า จากการสืบหาข้อมูลพร้อมทั้งพิสูจน์ตัวบุคคล โดยอาศัยภาพถ่ายจากโพสต์ของณัฐพล พบว่า บุคคลในภาพถ่ายเป็นบุคคลเดียวกันกับที่ปรากฏอยู่ในภาพกล้องวงจรปิดบริเวณหน้าวัดสุทัศน์ โดยพิจารณาจากรูปพรรณสัณฐาน เสื้อผ้า รองเท้า รวมถึงรถจักรยานยนต์ อีกทั้งข้อความบนกระดาษก็เป็นข้อความเดียวกัน
พยานเบิกความต่อไปอีกว่า จำเลยทั้งสองได้ตระเตรียมการเขียนข้อความบนกระดาษเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ไม่ได้นำมาเขียนในที่เกิดเหตุ อีกทั้งจำเลยขับขี่รถจักรยานยนต์มาจากย่านรามคำแหง ซึ่งห่างไกลจากจุดที่เกิดเหตุมากพอสมควร ที่จริงจำเลยจะเลือกถ่ายภาพที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเดินทางมาไกลถึงพระบรมมหาราชวัง
จำเลยทั้งสองเคยถูกแจ้งความดำเนินคดีชุมนุมทางการเมืองและคดีมาตรา 112 มาก่อนหน้านี้แล้ว อีกทั้งจำเลยยังเคยโพสต์เฟซบุ๊กในลักษณะเชิญชวนให้ต่อต้านมาตรา 112 ในกลุ่มของผู้ชุมนุมทางการเมืองและโพสต์ส่วนตัว โดยกำหนดค่าไว้เป็นสาธารณะด้วย
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานเพียงแค่เปรียบเทียบสีกับรุ่นของรถจักรยานยนต์ที่ใช้ก่อเหตุ แต่ไม่ได้เปรียบเทียบเลขทะเบียนรถ เพราะรถจักรยานยนต์ของจำเลยไม่ได้ปิดแผ่นป้ายทะเบียน
เขตพระนครมีนักท่องเที่ยวเยอะ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางวัน แต่ไม่ใช่เขตที่มีนักท่องเที่ยวเยอะที่สุด และไม่ได้มีพระบรมฉายาลักษณ์ตั้งอยู่มากกว่าเขตอื่น ๆ เนื่องจากพระบรมฉายาลักษณ์จะถูกตั้งเอาไว้ทั่วพื้นที่กรุงเทพมหานคร อย่างไรก็ตาม เขตพระนครมีสถานที่ราชการตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก และโดยปกติแล้วบริเวณที่ตั้งพระบรมฉายาลักษณ์จะมีการประดับตกแต่งไฟเอาไว้ จึงไม่แปลกหากจะมีคนไปถ่ายภาพกันที่บริเวณนั้น
พยานสืบสวนเฉพาะเรื่องการเดินทางของจำเลย ไม่ได้สืบสวนในประเด็นการโพสต์เฟซบุ๊กของจำเลยทั้งสอง
คำบรรยายประกอบภาพถ่ายว่า “นาน ๆ ทีมาเที่ยวครับ มาชมความสวยงามของกำแพง เจอกันเด้อสูววววว ค่ำคืนอีกยาวไกล” ที่จำเลยที่ 2 โพสต์นั้น พยานไม่อาจทราบแน่ชัดถึงความหมายที่แท้จริง
.
พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งฟ้อง แต่รับ พยานความเห็นมีอุดมการณ์ตรงข้ามจำเลยทั้งหมด ต่างจากคดีอื่นที่ต้องมีพยานจากหลากหลายกลุ่ม
ร.ต.ท.สุฤเศฬษฐ์ บัวผัน รองสารวัตร (สอบสวน) สน.สำราญราษฎร์ เบิกความว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2567 ขณะพยานปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนอยู่ที่ สน.สำราญราษฏร์ อานนท์ กลิ่นแก้ว ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสองในความผิดตามมาตรา 112 โดยผู้กล่าวหาได้ส่งมอบพยานหลักฐาน พร้อมทั้งแผ่นซีดีที่บันทึกภาพจากกล้องวงจรปิดไว้ให้พนักงานสอบสวน
จากนั้นพยานได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ทำแผนที่เกิดเหตุ และให้ผู้กล่าวหาลงลายมือชื่อไว้
ต่อมา กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ โดยมีพยาน รวมถึง พ.ต.อ.หญิง จิตติมา ธงไชย เป็นคณะพนักงานสอบสวนด้วย
พยานได้รับรายงานการสืบสวนจาก พ.ต.ท.ภานุพงศ์ จินดาหลวง รองผู้กำกับการสืบสวน สน.สำราญราษฎร์ ซึ่งลงตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมกับ ส.ต.ท.ศิวะกร ชอุ่ม และตรวจพบกระดาษข้อความของกลาง 2 แผ่น เมื่อพยานเปรียบเทียบกับภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วพบว่า มีลักษณะคล้างคลึงกับกระดาษที่จำเลยใช้ถือขณะถ่ายภาพ ก่อนที่จะขยำแล้วขว้างไปยังบริเวณพระบรมฉายาลักษณ์
พยานยังได้ตรวจสอบบัญชีเฟซบุ๊กที่โพสต์ภาพถ่ายพบว่า เป็นเฟซบุ๊กของณัฐพลและคทาธร จำเลยในคดีนี้
ภายหลังสอบปากคำพยานและรวบรวบพยานหลักฐาน พยานได้ขอศาลออกหมายจับ โดยศาลอนุมัติหมายจับลงวันที่ 17 ม.ค. 2567 ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมณัฐพลได้เมื่อวันที่ 18 ม.ค. 2567 พร้อมทั้งตรวจยึดโทรศัพท์มือถือได้ 1 เครื่อง พร้อมด้วยซิมการ์ด จึงส่งไปตรวจสอบที่กลุ่มงานตรวจพิสูจน์อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง พบไฟล์ภาพถ่ายจำนวน 35,736 ภาพ และไฟล์วิดีโออีก 242 ไฟล์
สำหรับคทาธร จำเลยที่ 2 มีการจับกุมเมื่อวันที่ 19 ม.ค. 2567 หลังแจ้งข้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดทุกข้อกล่าวหา และจะขอให้การในชั้นศาลเท่านั้น เมื่อพยานแจ้งให้จำเลยทั้งสองพิมพ์ลายนิ้วมือเพื่อนำไปตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ทั้งสองกลับปฏิเสธ ถือเป็นการขัดคำสั่งเจ้าพนักงานโดยไม่มีเหตุอันสมควร พยานจึงแจ้งข้อหากับจำเลยทั้งสองเพิ่มเติม
สำหรับคดีนี้คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า เห็นควรสั่งฟ้องจำเลยทั้งสองในทั้งสามข้อกล่าวหา
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
พยานไม่ทราบว่า คณะพนักงานสอบสวนมีกระบวนการสรรหาพยานความเห็นกันอย่างไร เพราะการคัดเลือกพยานเป็นหน้าที่ของ พ.ต.อ.หญิง จิตติมา ธงไชย เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้มากกว่า
สาเหตุที่พยานสอบปากคำพยานความเห็นไว้หลายท่านก็เพราะว่าพยานไม่มั่นใจว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ จึงต้องการความเห็นจากบุคคลหลายฝ่าย ทั้งนักวิชาการและบุคคลทั่วไปมาใช้ประกอบการพิจารณา
คทาธรเดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตนเอง อย่างไรก็ดี ในวันดังกล่าวคทาธรได้ลงชื่อไว้ในบันทึกการจับกุม แต่ไม่ยินยอมลงลายมือชื่อในบันทึกคำให้การ
สาเหตุที่พยานให้จำเลยพิมพ์ลายนิ้วมือนั้นก็เพราะต้องการนำไปตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และตรวจสอบด้วยว่าลายนิ้วมือของจำเลยตรงกันกับลายนิ้วมือที่ปรากฏอยู่บนพยานหลักฐานหรือไม่
พยานรับว่า เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักก็สามารถนำไปใช้ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมได้ แต่ที่ต้องให้พิมพ์ลายนิ้วมือนั้นส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากเป็นระเบียบของทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย
พยานรับราชการอยู่ที่ สน.สำราญราษฎร์ มา 2 ปีแล้ว พื้นที่ที่อยู่ในความดูแล ได้แก่ เขตพระนครและเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย แต่พยานไม่ทราบว่า ในเขตพระนครจะมีการตั้งพระบรมฉายาลักษณ์มากกว่าเขตอื่น ๆ หรือไม่
.
พ.ต.อ.หญิง จิตติมา ธงไชย ผู้กำกับการ (สอบสวน) กองบังคับการตำรวจนครบาล 6 เบิกความว่า พยานได้รับการแต่งตั้งจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 6 ตามคำสั่งที่ 21/2567 ให้เป็นคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีนี้ โดยพยานได้ร่วมสอบปากคำพยานบุคคลรวม 5 ปาก มีพยานบางปากที่พยานไม่ได้ร่วมสอบปากคำ แต่พยานได้อ่านบันทึกคำให้การและรายงานการสืบสวนด้วย
พยานเบิกความต่อไปอีกว่า หลังสอบสวนเสร็จสิ้นคณะพนักงานสอบสวนได้ประชุมกันและมีความเห็นร่วมกันว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง และไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน โดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร
ความเห็นของคณะพนักงานสอบสวนมาจากการรวบรวมพยานหลักฐาน ได้แก่ รายงานการสืบสวน ภาพจากกล้องวงจรปิดในขณะเกิดเหตุและก่อนเกิดเหตุ กระดาษข้อความของกลาง ประกอบกับการสอบปากคำพยานมีความน่าเชื่อถือ และสอดคล้องกันกับที่ผู้กล่าวหาได้ร้องทุกข์กล่าวโทษเอาไว้
ตอบทนายจำเลยถามค้าน
สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้มีรายชื่อพยานที่จะมาให้ความเห็นอยู่ก่อน ขึ้นอยู่กับคณะพนักงานสอบสวนแต่ละชุดลงความเห็นร่วมกันคัดเลือกมา ดังนั้น พยานจึงมีส่วนร่วมในการคัดเลือกพยานด้วย
พยานรับว่า ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร กับ พล.ร.ต.ทองย้อย แสงสินชัย ที่มาให้การในฐานะพยานความเห็นในคดีนี้ มีอุดมการณ์ทางการเมืองและความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การกระทำของจำเลยถือเป็นการด้อยค่าพระมหากษัตริย์และพระราชินี พยานปากอื่น ๆ ก็ล้วนมีความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด ต่างจากคดีอื่นที่จะต้องมีประชาชนจากหลากหลายกลุ่มมาให้ความเห็น อย่างไรก็ดี พยานแต่ละปากก็ให้การไปตามความคิดเห็น และด้วยความสมัครใจ
พยานไม่ได้เป็นผู้สอบปากคำจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ด้วยตนเอง แต่ได้เห็นเหตุการณ์ขณะสอบปากคำ โดยปกติหากมีการจับกุมตัวผู้ต้องหาก็จะต้องนำตัวไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจที่รับเป็นคดี แต่ความผิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง สามารถใช้สถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องหาได้ 3 แห่ง ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของกองบัญชาการตำรวจนครบาล โดยหนึ่งในสถานที่ควบคุมตัวดังกล่าว คือ สน.ทุ่งสองห้อง
สาเหตุที่จะต้องเคลื่อนย้ายตัวผู้ต้องหาไปยัง สน.ทุ่งสองห้อง ก็เพราะเป็นคำสั่งของกองบัญชาการตำรวจนครบาล เนื่องจากก่อนหน้านั้นเคยมีเหตุการณ์ที่ สน.สำราญราษฎร์ ถูกห้อมล้อมไปด้วยกลุ่มของผู้ชุมนุม ซึ่งทำให้เจ้าพนักงานรู้สึกไม่ปลอดภัย ในคดีนี้จึงให้ส่งตัวจำเลยที่ 1 ไปควบคุมตัวที่ สน.ทุ่งสองห้อง
แต่ในส่วนของจำเลยที่ 2 ที่อนุญาตให้มีการสอบปากคำกันที่ สน.สำราญราษฎร์ ได้นั้น เนื่องจากเป็นการจับกุมคนละวันกัน และในวันที่จำเลยที่ 2 เดินทางเข้ามอบตัวไม่ได้มีเหตุการณ์วุ่นวายใด ๆ อย่างไรก็ดี ตำรวจก็ได้นำตัวจำเลยที่ 2 ไปควบคุมที่ สน.ทุ่งสองห้อง ภายหลังสอบปากคำเสร็จ
.
.
บันทึกการสืบพยานจำเลย
พยานจำเลยให้ความเห็น จำเลยอาจคึกคะนอง ถ่ายภาพติดพระบรมฉายาลักษณ์ ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี ชี้ ผู้กล่าวหามีอคติ ย่อมมองว่าเป็นความผิด
จันทนา วรากรสกุลกิจ พยานความเห็นของฝ่ายจำเลย เบิกความว่า ภาพถ่ายของจำเลยด้านหน้าพระบรมฉายาลักษณ์และคำบรรยายประกอบภาพที่ปรากฏอยู่บนเฟซบุ๊กตามฟ้องนั้น พยานเพิ่งได้เห็นในวันนี้ อย่างไรก็ดี พยานเห็นว่า หากมองแบบปราศจากอคติก็จะไม่รู้สึกว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด กระดาษข้อความที่จำเลยถือไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกันกับพระบรมฉายาลักษณ์
พยานเบิกความต่อไปอีกว่า พยานเพิ่งทราบเช่นกันว่า ผู้ที่ไปแจ้งความดำเนินคดีจำเลยทั้งสองคือ อานนท์ กลิ่นแก้ว ซึ่งบุคคลดังกล่าวเป็นผู้ที่มีอคติทางการเมือง และอยู่คนละฝ่ายกับจำเลย ฉะนั้นไม่ว่าจำเลยจะทำอะไรเขาก็ย่อมมองว่าเป็นความผิดไปเสียทั้งหมด เขาไม่มีความสุจริตใจ และฟ้องคดีแบบนี้เยอะมาก หากวันหนึ่งพยานบังเอิญไปนั่งสูบบุหรี่อยู่บริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พยานก็อาจโดนฟ้องคดีมาตรา 112 ได้เหมือนกัน
ภาพถ่ายของจำเลยทั้งสองหากมองให้ถี่ถ้วนแล้วก็อาจเป็นเพียงแค่เด็กคนหนึ่งที่เกิดความคึกคะนอง อยากถ่ายภาพ แต่ภาพถ่ายดังกล่าวบังเอิญไปติดพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งอันที่จริงจำเลยไม่ได้มีเจตนาที่ไม่ดีแต่อย่างใด
สำหรับคำบรรยายประกอบภาพถ่ายที่ณัฐพลโพสต์ก็เกิดมาจากความรู้สึกคับแค้นใจของกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง พยานก็เคยอยู่ร่วมในเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 มาก่อน เห็นผู้ชุมนุมถูกยิงต่อหน้าต่อตาหลายราย เป็นภาพที่พยานจำติดตา บริเวณเสาชิงช้าที่จำเลยไปถ่ายภาพกันก็เป็นจุดหนึ่งที่ผู้ชุมนุมแตกกระเจิงหนีไปหลังมีเหตุการณ์การใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุม ดังนั้น ในวันครบรอบ 1 เดือนหลังจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมจึงเกิดวาทกรรมเช่นว่านี้ขึ้นมา
พยานเบิกความว่า หากผู้ชุมนุมในวันนั้นกระทำผิดกฎหมายจริงทำไมจึงไม่ใช้กฎหมายดำเนินคดี เหตุใดจะต้องนำอาวุธยุทโธปกรณ์มาเข่นฆ่ากันเช่นนี้ มาในวันนี้ความจริงก็ได้ปรากฏแล้ว ว่าการเป็นคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นความผิดอะไร แต่ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงกลับไม่เคยได้รับความเป็นธรรมเลย
ตอบพนักงานอัยการถามค้าน
พยานไม่ได้รู้จักและสนิทสนมกับจำเลยทั้งสองมาก่อน เป็นเพียงแค่เพื่อนร่วมขบวนการการต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งการต่อสู้ทางการเมืองดังกล่าวเกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ด้วย ในความเห็นของพยาน มาตรา 112 ควรได้รับการแก้ไข โดยกำหนดให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่มีสิทธิฟ้องเป็นคดีได้
พยานจำไม่ได้ว่า ได้ร่วมขบวนการกับจำเลยมาเป็นระยะเวลากี่ปีแล้ว เนื่องจากพยานเพิ่งจะพ้นโทษได้ประมาณ 3 ปี จึงมีโอกาสได้เจอกับจำเลยเพียงแค่ 2 – 3 ครั้ง เท่านั้น
ที่พยานให้ความเห็นว่า การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดนั้น พยานพิจารณาจากภาพถ่ายบนโพสต์ของจำเลยเท่านั้น พยานไม่ทราบว่า มีพยานหลักฐานอื่น ๆ อีกหรือไม่
หากประชาชนทั่วไปยืนถ่ายภาพตามปกติ ตำรวจจะมีการดำเนินคดีหรือไม่นั้น พยานเห็นว่า อยู่ที่มุมมองของแต่ละคน คนที่มีอคติก็จะทำให้เป็นความผิด และภาพถ่ายของจำเลยที่มีการชูกระดาษข้อความด้วยนั้น พยานก็เห็นว่า ไม่ได้มีกฎหมายบัญญัติห้ามเอาไว้ไม่ให้กระทำการดังกล่าว
หากด้านหลังจำเลยไม่ใช่พระบรมฉายาลักษณ์ แต่เป็นภาพของบิดาหรือมารดาของพยานเอง พยานก็คงรู้สึกเฉย ๆ แต่หากบุคคลใดมีอคติก็จะเห็นว่าเป็นความผิด
.
จำเลยทั้งสองยืนยัน การถ่ายภาพและโพสต์ข้อความไม่ได้มุ่งดูหมิ่นกษัตริย์ เป็นเพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ไม่พอใจรัฐบาล – ประณามนายทหารที่สั่งยิงผู้ชุมนุมปี 53
ณัฐพล หรือ แบงค์ จำเลยที่ 1 ประกอบอาชีพไรเดอร์ อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความว่า ก่อนเกิดเหตุพยานกำลังนั่งอ่านบทความเกี่ยวกับเหตุการณ์สลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 อยู่ที่บ้านของเพื่อนย่านถนนรามคำแหง ต่อมา จำเลยที่ 2 เดินทางมาหาและชักชวนพยานไปเที่ยว โดยตอนแรกตั้งใจไว้ว่าจะไปที่หน้าพรรคเพื่อไทย แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้พยานกับจำเลยที่ 2 เคยมีเหตุการณ์กระทบกระทั่งกับพนักงานรักษาความปลอดภัยของพรรคเพื่อไทย และไม่อยากให้มีปัญหาอีก จึงเลือกไปวัดพระแก้วแทน
บทความที่พยานอ่านในวันนั้นเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่คนเสื้อแดงถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพยาน เนื่องจากพยานเองก็กำลังต่อสู้ในประเด็นสิทธิมนุษยชนอยู่ ทั้งนี้ ผู้ที่ยิงคนเสื้อแดงในวันนั้นไม่ได้มองว่าผู้ชุมนุมเองก็เป็นคนเหมือนพวกเขา เพราะขณะนั้นรัฐบาลมีทางเลือกในการดำเนินการกับผู้ชุมนุมอยู่ 3 ทาง ได้แก่ 1. เจรจาโดยสันติ 2. โยนความผิดให้คนเสื้อแดง และ 3. ใช้กำลังทหารเข้าปราบปราม แต่ในท้ายที่สุดแล้วรัฐบาลกลับเลือกที่จะใช้กำลังทหารแทนที่จะใช้วิธีเจรจากันโดยสันติ
พยานเบิกความว่า หลังจากที่พยานกับจำเลยที่ 2 เดินทางไปถึงบริเวณวัดพระแก้ว พยานก็ได้หยิบกระดาษขึ้นมาจากใต้เบาะรถ และช่วยกันเขียนข้อความลงบนกระดาษ แต่ในภาพจากกล้องวงจรปิดที่เจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมมานั้นอาจจะไม่ทันเห็นจังหวะที่พยานเขียนข้อความดังกล่าว
พยานเลือกใช้คำว่า ‘ไอชั่ว’ กับ ‘ไอเหี้ย’ ในการประณามผู้ที่สั่งยิงคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 นั่นก็คือ เหล่านายพลทหาร ซึ่งพยานไม่สามารถระบุชื่อได้ และที่พยานกับจำเลยที่ 2 เลือกเดินทางไปวัดพระแก้ว ขี่รถไปตามถนนดินสอ ก่อนจะหยุดที่บริเวณเสาชิงช้าก็เพราะเป็นเส้นทางเดียวกับที่คนเสื้อแดงถูกไล่ยิงมาจากสี่แยกคอกวัว
วันเกิดเหตุพยานไม่ได้ตั้งใจที่จะถ่ายภาพติดพระบรมฉายาลักษณ์ เพียงแต่บริเวณอื่น ๆ ยังคงมีผู้คนพลุกพล่านอยู่เป็นจำนวนมากและพยานไม่ได้ต้องการที่จะถ่ายภาพติดผู้คนดังกล่าวจึงเลือกที่จะถ่ายภาพกันตรงบริเวณที่เกิดเหตุแทน ภายหลังจากที่ถ่ายภาพเสร็จเรียบร้อยและกำลังจะเดินทางกลับ พยานต้องการที่จะทิ้งกระดาษข้อความที่ไม่ใช้แล้ว โดยตั้งใจว่าจะขว้างเข้าไปในบริเวณวัดสุทัศน์ แต่เนื่องจากขณะนั้นมีกระแสลมที่ค่อนข้างแรงกระดาษจึงถูกพัดไปโดนตรงขอบของพระบรมฉายาลักษณ์ก่อนจะตกลงมายังพุ่มไม้
สำหรับข้อความที่โพสต์ประกอบภาพนั้น คำว่า ‘ไอเหี้ย’ หมายถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ส่วนคำว่า ‘ไอบ้า’ หมายถึง พลเอกคนหนึ่งที่สั่งให้ใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง และคำว่า ‘ไอชั่วยืนนิ่ง’ พยานเพียงต้องการจะสื่อให้เห็นว่าตอนที่ทหารใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุม ไม่มีผู้ใดออกมาฟ้องร้องดำเนินคดีกับบุคคลเหล่านี้เลย
พยานเบิกความว่า เนื่องจากบริเวณหน้าพระบรมฉายาลักษณ์มีการติดตั้งไฟสว่างไสวดีพยานจึงเลือกที่จะถ่ายภาพบริเวณนั้น ไม่ได้มีเจตนาจะดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และพระราชินีแต่อย่างใด หากพยานมีจุดมุ่งหมายที่จะดูหมิ่นจริงพยานคงตัดสินใจถ่ายภาพให้ติดพระบรมฉายาลักษณ์ทั้งหมดแล้ว
สำหรับความเห็นของพยานต่อมาตรา 112 พยานเห็นว่า ควรมีการแก้ไขให้ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับพระราชวังเท่านั้นที่จะมีสิทธิฟ้องคดี ไม่ใช่ใครก็สามารถแจ้งความดำเนินคดีได้
พยานเบิกความว่า ช่วงเวลาที่พยานโพสต์ภาพถ่ายลงบนเฟซบุ๊กคือประมาณ 22.30 น. ซึ่งในขณะนั้นพยานกับจำเลยที่ 2 ยังคงอยู่ที่บ้านของเพื่อนย่านรามคำแหง เพียงแต่อยู่กันคนละจุด โดยพยานกำลังทำธุระส่วนตัวอยู่ในห้องน้ำ และไม่ได้มีการพูดคุยกันล่วงหน้าว่าจะโพสต์ภาพถ่าย อย่างไรก็ดี พยานได้ลบโพสต์ดังกล่าวในวันรุ่งขึ้น เนื่องจากมีรุ่นพี่ที่รู้จักเตือนว่าอาจถูกกล่าวหาได้ว่ามีเจตนาดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์
ต่อมา วันที่ 18 ม.ค. 2567 พยานถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฏร์ เข้าจับกุมโดยที่พยานเองก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่าตนเองมีหมายจับอยู่ จากนั้นตำรวจได้ยึดโทรศัพท์มือถือและควบคุมตัวพยานขึ้นรถ โดยไม่ได้มีการแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาหรือผู้ถูกจับกุมก่อน อีกทั้งยังไม่เปิดโอกาสให้พยานติดต่อกับญาติและทนายความด้วย
เมื่อไปถึง สน.สำราญราษฎร์ ได้เกิดเหตุการณ์ที่สมาชิกของกลุ่ม ศปปส. 2 คน ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับอานนท์ กลิ่นแก้ว ผู้กล่าวหา ทำท่าทางเหมือนจะเข้ามาทำร้ายร่างกายพยาน แต่ท้ายที่สุดก็ไม่ได้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายใด ๆ ขึ้น
พยานเบิกความว่า การสอบสวนผู้ต้องหาเกิดขึ้นที่ สน.สำราญราษฎร์ แต่ขณะนั้นพยานยังไม่สามารถติดต่อกับทนายได้ จากนั้นมีการส่งตัวพยานไปที่ สน.ทุ่งสองห้อง โดยไม่มีการแจ้งเหตุผล ในตอนแรกพยานไม่ยินยอมไป แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่า หากพยานยอมไปแต่โดยดีจะอนุญาตให้พยานติดต่อกับญาติได้ พยานจึงยินยอมไปด้วยความจำใจ
เมื่อไปถึง สน.ทุ่งสองห้อง และได้พบกับทนายความ พยานได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหาว่า ไม่ได้ดูหมิ่นพระมหากษัตริย์และพระราชินี โดยเลือกที่จะไม่ให้ปากคำใด ๆ และตั้งใจมาเบิกความในชั้นศาลแทน
ในการจับกุมตัวเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหากับพยานเพียงแค่ข้อหาเดียวคือ มาตรา 112 และไม่ได้แจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับข้อกล่าวหา แต่เป็นการอ่านด้วยตนเองของพยาน จึงทราบว่าเป็นกรณีที่พยานไปถ่ายภาพพร้อมถือกระดาษข้อความหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ แต่พยานยังคงไม่เข้าใจว่าการกระทำของพยานดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 112 อย่างไร จึงเลือกที่จะไม่ให้ปากคำใด ๆ และมาเบิกความในชั้นศาลแทน
ส่วนสาเหตุที่พยานไม่ยินยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ ก็สืบเนื่องมาจากตำรวจได้ยึดโทรศัพท์มือถือของพยานไปโดยไม่มีหมายค้น ทั้งยังไม่ให้พยานติดต่อกับญาติและทนายความ รวมถึงไม่แจ้งเหตุผลในการพิมพ์ลายนิ้วมือด้วย โดยบอกแค่เพียงว่าจะต้องนำลายนิ้วมือส่งไปตรวจสอบเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย พยานจึงเลือกที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน
อย่างไรก็ดี ในคดีก่อนหน้านี้พยานเคยพิมพ์ลายนิ้วมือไปแล้ว ดังนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจย่อมสามารถตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของพยานได้จากลายนิ้วมือในคดีก่อนหรือจะใช้วิธีตรวจสอบจากเลขบัตรประจำตัวประชาชนของพยานก็ได้
ตอบพนักงานอัยการถามค้าน
พยานคือบุคคลที่ปรากฏในภาพกล้องวงจรปิด ซึ่งภาพจากกล้องวงจรปิดดังกล่าวไม่ได้มีการปรับแต่งใด ๆ และบัญชีเฟซบุ๊กที่โพสต์ภาพถ่ายคนชูกระดาษข้อความเป็นของพยานเอง แต่พยานไม่ได้ตั้งใจที่จะโพสต์หมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์
ที่พยานเบิกความว่า ข้อความที่โพสต์ประกอบภาพต้องการจะสื่อถึงพลเอกคนหนึ่งนั้น พยานไม่ได้โพสต์ภาพของนายพลเอาไว้ด้วย
คนทั่วไปอาจไม่ทราบว่าบริเวณวัดสุทัศน์ที่พยานได้ไปถ่ายภาพเคยมีเหตุการณ์สลายการชุมนุมมาก่อน แต่ผู้ที่เคยร่วมชุมนุมย่อมต้องทราบดี
ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ใช้เป็นหลักฐานในคดีนี้นั้นแสดงให้เห็นแค่ช่วงเวลาที่พยานกำลังลงจากรถจักรยานยนต์ จึงทำให้ไม่เห็นเหตุการณ์ช่วงที่มีการเขียนข้อความลงบนกระดาษ
พยานไม่ได้ลงลายมือชื่อในบันทึกการจับกุม และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้อ่านเนื้อหาของบันทึกการจับกุมให้พยานฟัง แค่สอบถามว่าพยานใช่บุคคลตามหมายจับหรือไม่ แล้วหลังจากนั้นก็มีการนำตัวพยานไปขึ้นรถ
ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดโทรศัพท์มือถือ พยานไม่ได้ให้ความยินยอม แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจะคืนให้หลังจากเดินทางไปถึง สน.สำราญราษฎร์ พยานจึงได้ให้โทรศัพท์มือถือกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไป
พยานมีทนายความอยู่ด้วยขณะพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหา และแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม เนื่องจากพยานฝ่าฝืนคำสั่งไม่ยอมพิมพ์ลายนิ้วมือ
สาเหตุที่พยานลบโพสต์ในวันต่อมาตามคำแนะนำของรุ่นพี่ที่รู้จักก็เพราะว่าพยานไม่ได้มีเจตนาจะหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์และพระราชินี พยานมั่นใจว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิด แต่เนื่องจากภาพถ่ายนั้นติดพระบรมฉายาลักษณ์มา พยานไม่อยากให้มีปัญหาในภายหลังจึงเลือกที่จะลบไป
.
คทาธร หรือ ต๊ะ จำเลยที่ 2 ประกอบอาชีพเป็นพ่อค้าขายเสื้อผ้า อ้างตนเองเป็นพยาน เบิกความว่า วันเกิดเหตุพยานได้เดินทางไปที่บ้านเพื่อน ตั้งใจว่าจะชวนณัฐพลออกไปเที่ยวและทำกิจกรรมด้วยกัน โดยจุดหมายแรกที่คิดไว้นั้นเป็นบริเวณหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่พระบรมมหาราชวัง แต่เนื่องจากก่อนหน้านี้พยานเคยไปทำกิจกรรมหน้าพรรคเพื่อไทยในลักษณะนี้มาก่อนแล้ว และมีปัญหากระทบกระทั่งกับพนักงานรักษาความปลอดภัย จึงถูกห้ามไม่ให้ไปทำกิจกรรมในบริเวณนั้นอีก พยานและจำเลยที่ 1 จึงตัดสินใจไปทำกิจกรรมที่สถานที่ท่องเที่ยวแทน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องขออนุญาตใคร อีกทั้งยังเป็นจุดสนใจ ประชาชนทั่วไปจะสามารถสังเกตเห็นการทำกิจกรรมของพยานได้อย่างเด่นชัด
พยานเบิกความว่า สำหรับภาพถ่ายที่บริเวณวัดสุทัศน์นั้น อันที่จริงพยานตั้งใจจะไปบริเวณเสาชิงช้า แต่เนื่องจากสถานที่ดังกล่าวมักจะมีผู้คนพลุกพล่านกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วทั้งบริเวณ หากพยานเลือกทำกิจกรรมบริเวณดังกล่าว อาจถ่ายภาพติดผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องมาได้ ซึ่งพยานไม่ประสงค์จะให้เป็นเช่นนั้น จึงเลือกถ่ายภาพกันบริเวณประตูทางเข้าของวัดสุทัศน์แทน
พยานไม่ทราบมาก่อนว่าบริเวณที่พยานจะไปถ่ายภาพนั้นมีพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 และพระราชินีตั้งอยู่ พยานไม่ได้มีเจตนาที่จะถ่ายภาพติดพระบรมฉายาลักษณ์ เพราะถ้าหากพยานตั้งใจเช่นนั้นจริงพยานคงไม่เลือกถ่ายติดพระบรมฉายาลักษณ์มาเพียงแค่ครึ่งเดียว
ในส่วนของกระดาษที่มีข้อความเขียนนั้น พยานไม่ได้ตระเตรียมมาไว้ล่วงหน้าแต่อย่างใด แต่พยานได้นำกระดาษขึ้นมามาเขียนข้อความภายหลังจากที่เดินทางไปถึงบริเวณริมกำแพงพระบรมมหาราชวังแล้ว
พยานเบิกความว่า ภายหลังจากที่ถ่ายภาพบริเวณริมกำแพงวัดสุทัศน์เสร็จแล้ว พยานได้โพสต์ภาพถ่ายลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัวทันทีในเวลาประมาณ 22.00 น. จากนั้นพยานและจำเลยที่ 1 ก็เดินทางกลับไปยังบ้านเพื่อนเพื่อนั่งเล่นและสนทนากันต่อโดยไม่ได้ทำกิจกรรมอื่นใดอีก
พยานและจำเลยที่ 1 ต่างคนต่างโพสต์ภาพถ่ายโดยไม่ได้มีการนัดหมายกัน โดยในวันเกิดเหตุพยานเพียงแค่ทำหน้าที่ถ่ายภาพให้กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่มีการพูดคุยกันว่าจะโพสต์ภาพถ่าย
ในตอนแรกพยานกับจำเลยที่ 1 เพียงแค่พูดคุยและชักชวนกันไปเที่ยว แต่เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงนั้นแล้วจึงเปลี่ยนเป้าหมายว่าจะไปทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์กันด้วย
ส่วนที่มีการขว้างปากระดาษไปยังทิศทางที่พระบรมฉายาลักษณ์ตั้งอยู่นั้น อันที่จริงแล้วเป็นเพียงแค่การขว้างกระดาษทิ้งเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจให้กระดาษไปโดนพระบรมฉายาลักษณ์ แต่เนื่องจากบริเวณนั้นมีกระแสลมแรงก็อาจเป็นไปได้ที่จะพัดกระดาษนั้นปลิวไปตกอยู่ตรงหน้าพระบรมฉายาลักษณ์
การที่พยานและจำเลยที่ 1 นำภาพถ่ายมาโพสต์บนเฟซบุ๊กส่วนตัว พยานก็ไม่ได้คิดว่าเป็นการกระทำความผิด เพราะพยานเพียงแค่ต้องการทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ทางการเมืองเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อรัฐบาล อีกทั้งบริเวณที่เลือกถ่ายภาพยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวซึ่งไม่จำเป็นต้องขออนุญาตผู้ใดก่อนด้วย
พยานเบิกความว่า เมื่อทราบว่าถูกออกหมายจับพยานก็เดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สำราญราษฎร์ ด้วยตนเอง ถึงแม้พยานไม่ได้มองว่าการกระทำของพยานเข้าข่ายเป็นความผิด แต่เมื่อมีหมายจับพยานจึงจำเป็นต้องเข้ามอบตัวเพื่อแสดงให้เห็นว่าพยานไม่ได้คิดที่จะหลบหนี
หลังเข้ามอบตัวพนักงานสอบสวนได้แจ้งให้พยานพิมพ์ลายนิ้วมือ แต่พยานไม่ยินยอม เนื่องจากพยานคิดว่า ไม่ว่าจะพิมพ์ลายนิ้วมือหรือไม่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถค้นหาข้อมูลได้อยู่แล้ว ใช้เพียงแค่เลขบัตรประจำตัวประชาชนก็สามารถทราบได้แล้วว่าพยานอาศัยอยู่ที่ไหน
พยานมีความเห็นว่าประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ควรได้รับการแก้ไขเพื่อให้ประชาชนสามารถทำการตรวจสอบได้ แต่หากจะให้มีการยกเลิกไปเลยคงเป็นไปไม่ได้
ตอบพนักงานอัยการถามค้าน
พยานเป็นสมาชิกของกลุ่มที่มีแนวความคิดต่อต้านมาตรา 112 และเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กตามฟ้อง รวมทั้งเป็นคนขับรถจักรยานยนต์โดยมีจำเลยที่ 1 ซ้อนท้าย ตามที่ปรากฏในภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณริมกำแพงวัดสุทัศน์ พยานยังเป็นบุคคลในภาพจากกล้องวงจรปิดที่ถอดหมวกกันน็อคแล้วเปลี่ยนไปใส่หมวกแก๊ป ก่อนจะเริ่มต้นถ่ายภาพ และยื่นกระดาษให้จำเลยที่ 1 ขยำก่อนขว้าง
รถจักรยานยนต์ที่พยานใช้ขับขี่ในวันเกิดเหตุเป็นของพยานเอง เหตุที่ไม่ได้ติดแผ่นป้ายทะเบียนก็เนื่องจากป้ายทะเบียนหาย ซึ่งพยานได้แจ้งความไว้แล้ว
พยานจำไม่ได้แน่ชัดว่า พยานถ่ายภาพบริเวณริมกำแพงวัดสุทัศน์ในช่วงเวลาใด แต่น่าจะประมาณ 21.44 น. ถึง 21.48 น. ของวันที่ 15 ม.ค. 2567
พยานกับจำเลยที่ 1 ไปถ่ายภาพที่บริเวณริมกำแพงพระบรมมหาราชวังกันมาก่อนที่จะเดินทางมายังริมกำแพงวัดสุทัศน์ เนื่องจากเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ไม่ต้องขออนุญาตผู้ใดก่อนทำกิจกรรม โดยภาพถ่ายบริเวณริมกำแพงพระบรมมหาราชวังที่ปรากฏอยู่บนเฟซบุ๊กของพยานก็เป็นภาพถ่ายของพยานที่สลับกันถ่ายภาพกับจำเลยที่ 1
กิจกรรมที่พยานและจำเลยที่ 1 ตั้งใจมาทำคือ การชูกระดาษข้อความว่า ‘ไอชั่ว’ กับ ‘ไอเหี้ย’
พยานรับว่า ขณะโพสต์ภาพถ่ายลงบนเฟซบุ๊กในวันที่ 15 ม.ค. 2567 เวลา 22.00 น. นั้น พยานอยู่กับจำเลยที่ 1
การที่พยานเดินทางเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตนเองนั้นเป็นเพราะพยานทราบว่าจำเลยที่ 1 ถูกจับกุม และพยานก็มีหมายจับอยู่ด้วย โดยในวันที่พยานเดินทางเข้ามอบตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำหมายจับมาให้ดู ซึ่งขณะนั้นพยานเดินทางไปพร้อมทนายความด้วย
พยานเคยถูกดำเนินคดีอาญาในคดีอื่นมาก่อนหน้านี้ แต่มีเพียงแค่คดีเดียวที่ถูกตัดสินลงโทษ ในคดีอื่น ๆ ที่พยานเคยถูกดำเนินคดี การดำเนินการทุกอย่างรวมถึงการพิมพ์ลายนิ้วมือเกิดขึ้นในเรือนจำ ไม่ได้มีการพิมพ์ลายนิ้วมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ
ในชั้นสอบสวนพยานได้ให้การปฏิเสธโดยไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดใด ๆ รวมถึงไม่มีพยานหลักฐานมาประกอบการปฏิเสธนั้นด้วย
.


