สรุปสถานการณ์การประกันตัว ‘ไผ่-ครูใหญ่-แอมป์’: เมื่อศาลสูงให้ประกันตัว แต่ศาลชั้นต้น “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม”

ผ่านมา 5 เดือน หลังศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรักษา และ “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ สองผู้ต้องขังในคดีข้อหาหลักมาตรา 112 และมาตรา 116 จากกรณีชุมนุมที่อำเภอภูเขียว โดยเงื่อนไขกำหนดให้ใส่กำไล EM (อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับติดตามตัว) 

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองยังถูกคุมขังอยู่ เนื่องจากคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ที่ยังอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลชั้นต้น ศาลอาญามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” ทำให้ทั้งสองต้องใส่กำไล EM ขณะที่ยังคงถูกคุมขัง

ในด้านของแอมป์ แม้จะถูกขังครบกำหนดโทษจำคุกคดีหลักในข้อหามาตรา 112 เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมาแล้ว แต่ในคดีมาตรา 112 จากเหตุชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ศาลอาญากรุงเทพใต้ยังคงไม่ให้ประกันตัว โดยระบุคำสั่งว่า “ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” แม้คดีนี้เป็นคดีสุดท้ายที่เขายังมีหมายขังอยู่

ท่ามกลางความพยายามในการยื่นประกันตัวต่อไป ชวนอ่านภาพรวมสถานการณ์ของนักกิจกรรมทั้ง 3 ราย และติดตามว่าในการประกันตัวครั้งต่อไปทั้งสามจะได้ประกันตัวหรือไม่

.

ไผ่กับครูใหญ่: คำถามเรื่องมาตรฐานการสั่งประกัน คดีภูเขียวที่มีคำพิพากษาแล้ว-ศาลฎีกาให้ประกัน แต่คดีศาลอาญาที่กำลังสืบพยานกลับถูกปฏิเสธ

1. เดือนมีนาคม 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจตุภัทร์ บุญภัทรักษา และ อรรถพล บัวพัฒน์ ในคดีมาตรา 112 และมาตรา 116 จากกรณีชุมนุมที่อำเภอภูเขียว ซึ่งคดีนี้อยู่ระหว่างฎีกา โดยเงื่อนไขประกันตัว ศาลฎีกากำหนดให้วางหลักประกันคนละ 250,000 บาท ให้ติดอุปกรณ์ติดตามตัวอิเล็กทรอนิกส์ (กำไล EM) และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร

2. ช่วงวันที่ 12 – 16 มี.ค. 2569 ทนายความและญาติได้ทยอยยื่นประกันในคดีอื่น ๆ ที่เคยได้ประกันตัว แต่ได้ไปถอนการประกันตัวเอง เนื่องจากการถูกคุมขังในคดีภูเขียว

จตุภัทร์ได้ยื่นคำร้องไปจำนวน 2 คดี ได้แก่ คดี ม.112 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร และคดี ม.116 เหตุชุมนุม #จัดม็อบไล่แม่งเลย โดยในคดี ม.116 ศาลอุทธรณ์ภาค 4 อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้จตุภัทร์เหลือหมายขังอยู่เพียงคดีเดียว

ส่วนอรรถพล ทนายความยื่นประกันตัว 5 คดี ได้แก่ คดี ม.116 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร, คดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน, คดี ม.112 ปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ และคดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 “รวมพลคนไม่มีจะกิน ตีหม้อไล่เผด็จการ” และคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ชุมนุมหน้า สภ.คลองหลวง ซึ่งทุกคดีศาลมีคำสั่งไม่ให้ประกันตัว ยกเว้นคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

ในคดีทั้งหมด จตุภัทร์และอรรถพลมีคดีที่ถูกคุมขังร่วมกันเป็นคดีของศาลอาญา และศาลไม่ให้ประกันตัวทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คือ คดี ม.112 ชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลชั้นต้น ทั้งสองถูกฟ้องในข้อหาหลักแตกต่างกัน จตุภัทร์ถูกฟ้องในข้อหาหลักตามมาตรา 112 ส่วนอรรถพลในข้อหาหลักตามมาตรา 116

3. ในรอบ 5 เดือนที่ผ่านมา (มี.ค. – ก.ค. 2569) ในคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร มีการยื่นประกันตัวจตุภัทร์ต่อศาลชั้นต้นไป 8  ฉบับ และยื่นประกันตัวอรรถพล 6 ฉบับ ขณะที่มีการยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัวต่อศาลอุทธรณ์ 4 ฉบับ โดยล่าสุดได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งฯ วันนี้ (27 ก.ค. 2569) ยังคงต้องติดตามผลคำสั่งต่อประมาณ 2-3 วัน

จนปัจจุบัน นอกจากคดีดังกล่าว อรรถพลยังเหลือหมายขังในคดีของศาลอาญากรุงเทพใต้ 2 คดี ได้แก่ คดี ม.112 ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน และ คดี ม.112 ปราศรัยในการชุมนุมที่แยกราชประสงค์  ส่วนคดีชุมนุม #ม็อบ10กุมภา64 เขาถูกขังถูกจนครบกำหนดโทษแล้ว

4. เป็นที่น่าสังเกตว่า ในคดีชุมนุมที่ภูเขียว ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ประกันตัวจตุภัทร์และอรรถพล โดยเห็นว่า ไม่ปรากฏพฤติการณ์หลบหนีหรือยุ่งเหยิงกับพยาน และโทษที่ศาลชั้นต้นพิพากษาไม่สูงมาก เมื่อพิจารณาประกอบกับระยะเวลาที่จำเลยต้องขังมา หากจำเลยยินยอมให้ติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ก็เห็นสมควรอนุญาตให้ปล่อยจำเลยชั่วคราว

ในทางกลับกัน ในคดีศาลอาญาที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ยังไม่มีแม้แต่คำพิพากษา ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์กลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวทั้งสอง โดยอ้างมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี จึงทำให้ทั้งสองยังคงถูกคุมขังและยังต้องสวมใส่กำไล EM ทั้งที่อยู่ในเรือนจำ 

5. การถูกคุมขังในลักษณะดังกล่าว ทำให้เกิดสภาวะที่แปลกประหลาดขึ้น เมื่อทั้งสองคนต้องออกศาลเมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2569 จตุภัทร์และอรรถพลถูกเบิกตัวไปสืบพยานในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ทั้งสองมาพร้อมกุญแจเท้า และกำไล EM ในข้อเท้าข้างเดียวกัน 

จตุภัทร์ยังได้ขออนุญาตศาลชาร์จแบตเตอรี่กำไล EM เนื่องจากแบตฯ หมดตั้งแต่ในเรือนจำ ซึ่งไม่เอื้อต่อการชาร์จแบตฯ โดยศาลได้ให้อนุญาตคำขอดังกล่าว และให้เจ้าหน้าที่นำสายชาร์จของงานประกันตัวมาดำเนินการ

.

แอมป์ยังคงถูกคุมขังแม้จะรับโทษในคดีที่ถูกพิพากษาครบแล้ว แต่ศาลอาญากรุงเทพใต้ยังคงไม่ให้ประกันในคดี #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน แม้จะอยู่ระหว่างการสืบพยาน

6. “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ถูกคุมขังในคดี ม.112 จากคดีปราศรัยในการชุมนุม #ม็อบ13กุมภา64 บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย โดยคดีสิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์ด้วยโทษจำคุก 1 ปี 7 เดือน

เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2569 ก่อนที่จะครบกำหนดโทษคดีดังกล่าวในวันที่ 7 ก.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นประกันคดีที่ณวรรษถอนประกันตัวเองระหว่างถูกคุมขังคดีหลักจำนวน 4 คดี ซึ่งทั้งหมดก่อนหน้านี้เขาได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี

ต่อมาศาลทยอยมีคำสั่งให้ประกันตัวในจำนวน 3 คดี ได้แก่ ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งให้ประกันตัวในคดี ม.112 เหตุติดตามการจับกุม “เดฟ ชยพล” หน้า สภ.คลองหลวง 14 ม.ค. 2564 ซึ่งคดียังอยู่ในศาลชั้นต้น

ศาลอาญายังให้ประกันตัวในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งณวรรษถูกฟ้องในข้อหาหลักตาม ม.116 และคดีชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปSCB ซึ่งถูกกล่าวหาในข้อหาหลักตาม ม.112

ในส่วนคดีของศาลอาญากรุงเทพใต้ 1 คดี ได้แก่ ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ระบุเหตุว่าเกรงจำเลยจะหลบหนี แม้จะมีความพยายามคดีนี้ไปแล้ว 3 ครั้ง ในรอบเดือนที่ผ่านมา แต่ศาลยังระบุว่าไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ทั้งที่เมื่อปี 2568 เคยยื่นประกันตัวคดีนี้และศาลก็มีคำสั่งให้ประกันตัว

7. น่าสังเกตว่าในคดี คดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวณวรรษ โดยเห็นว่า จำเลยเคยได้รับการปล่อยชั่วคราว ไม่ปรากฏพฤติกรรมหลบหนี คดีที่ได้รับโทษจำคุกก็ครบกำหนดโทษแล้ว 

ขณะที่อรรถพล ซึ่งถูกคุมขังในคดีเดียวกัน และถูกกล่าวหาในข้อหาหลักตาม ม.116 เช่นเดียวกัน กลับไม่ได้รับการประกันตัวดังกล่าวข้างต้น แม้คดียังอยู่ระหว่างการสืบพยานก็ตาม 

ขณะที่ทั้งณวรรษและอรรถพล ยังไม่ได้ประกันตัวในคดี ชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน เช่นเดียวกัน แม้คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาในศาลชั้นต้นก็ตาม โดยก่อนหน้านี้ทั้งสองคนก็เคยได้รับการประกันตัวในคดีนี้ และไม่เคยผิดเงื่อนไขการประกันตัว 

8. หลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ (Presumption of Innocence) ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 ในคดีที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ต้องถือว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ การไม่ให้ประกันตัวจึงไม่ต่างกับการลงโทษก่อนที่จะมีคำพิพากษา 

ตามกฎหมายแล้ว การปล่อยตัว คือ หลักการทั่วไป ส่วนการคุมขัง คือ ข้อยกเว้น โดยศาลมีอำนาจสั่งขังได้เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1  และในกรณีเหตุเกรงว่าจำเลยจะหลบหนี คำสั่งก็ควรมีข้อเท็จจริงประกอบที่ชี้ให้เห็นว่าจำเลยจะมีพฤติการณ์หลบหนี มากกว่าการระบุว่าคดีมีอัตราโทษสูง และพฤติการณ์เป็นเรื่องร้ายแรง ทำให้เกรงว่าจะหลบหนี

ในระหว่างพิจารณาคดี การคุมขังควรเป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ๆ ที่เหมาะสม  ในกรณีของจตุภัทร์และอรรถพล แม้ได้ยื่นร้องขอให้ศาลมีการไต่สวนคำร้องขอประกันตัวของจำเลย หากเห็นว่ามีเหตุจำเป็นต้องกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ในการประกันตัว แต่ศาลก็เห็นว่าไม่มีเหตุให้ไต่สวน ทำให้มาตรการการคุมขังยังกลายเป็นเครื่องมือหลักต่อเนื่องมา

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง:

นักวิชาการนิติศาสตร์ถกสิทธิประกันตัว: เป็นเรื่องอันตราย หากศาลเชื่อเพียงพยานหลักฐานตร

ติด ‘EM’ ไว้กับตัวผู้ต้องหา ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสิทธิประกันตัว ?

X