สถานการณ์ผู้ต้องขังการเมือง พ.ย. 68: ศาลฎีกาพิพากษาคดี ม.112 ถึงที่สุดเพิ่ม 2 ราย ขณะที่มีชัยเผชิญปัญหาความล่าช้าของใบแดง – เอกชัยถูกคุกคามในเรือนจำ

ในรอบเดือนครึ่งที่ผ่านมา (11 ต.ค. – 30 พ.ย. 2568) มีผู้ต้องขังทางการเมืองทั่วประเทศ อย่างน้อย 55 คน (เป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 30 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน) ในจำนวนนี้ แยกเป็นผู้ต้องขังที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดี อย่างน้อย 30 คน และผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้ว 24 คน และยังมีเยาวชน 1 คน ถูกคุมขังในสถานพินิจฯ ตามคำพิพากษาของศาลเยาวชนฯ

.

.

ในรอบเดือน พ.ย. มีผู้ถูกขังระหว่างรอการประกันตัวรวม 7 ราย ก่อนได้ประกันทั้งหมด

ตั้งแต่ระหว่างวันที่ 19 – 25 พ.ย. 2568 มีผู้ต้องขังระหว่างรอคำสั่งประกันตัวรวม 7 ราย แบ่งเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 2 ราย ได้แก่ “ภาคภูมิ” (นามสมมติ) ผู้ป่วยจิตเวช วัย 35 ปี พบว่าถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยเป็นการถูกคุมขังในระหว่างสอบสวนในคดีข้อหาหลักตามมาตรา 112 มาตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย. 2568 

ก่อนพบว่าคดีถูกกล่าวหาจากเหตุโพสต์รูปภาพและวิดีโอเหยียบและปัสสาวะใส่พระบรมฉายาลักษณ์ รวมถึงยืนปัสสาวะใส่ธงชาติไทย โดยมี นว คูนทากาญจน์ ดำเนินการแจ้งความที่ สน.โชคชัย ตั้งแต่ 19 มิ.ย. 2568 เย็นวันเดียวกัน ภาคภูมิถูกส่งตัวไป รพ.สมเด็จเจ้าพระยา เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคทางจิตและประเมินความสามารถต่อสู้คดี

คดีนี้ต่อมา 18 พ.ย. คณะพนักงานสอบสวน สน.โชคชัย ได้เข้ารับตัวภาคภูมิมาดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหา โดยไม่มีทนายความร่วมในชั้นสอบสวน ทั้งได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายขังภาคภูมิ ทำให้เขาอยู่ในเรือนจำมาตั้งแต่วันดังกล่าว

จนกระทั่ง (21 พ.ย. 2568) ทนายความยื่นคำร้องขอประกันตัว “ภาคภูมิ” ในชั้นสอบสวน ศาลอาญาอนุญาตให้ประกันตัวด้วยหลักประกัน 180,000 บาท ทำให้เขาได้รับการปล่อยตัวหลังถูกคุมขังรวม 4 วัน

และมีกรณีของ “บอย” ธัชพงศ์ แกดำ  นักกิจกรรมวัย 40 ปี ถูกคุมขังระหว่างรอประกันตัวในชั้นอุทธรณ์ ในคดี ม.112 – ม.116 จากเหตุชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนีเมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2564 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าธัชพงศ์และพวก (ณวรรษ, ฉัตรรพี) มีความผิดตาม ม.112 จำคุกคนละ 2 ปี  เฉพาะจำเลยที่ 3 (ฉัตรรพี) ให้รอลงอาญา และยกฟ้องข้อหา ม.116  ธัชพงศ์จึงต้องเข้าเรือนจำเพื่อรอฟังคำสั่งประกันตัวจากศาลอุทธรณ์

ภายหลัง (24 พ.ย.) ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ประกันตัวธัชพงศ์ โดยให้วางหลักประกันตัว จำนวน 200,000 บาท กำหนดเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร และไม่กระทำการอันเป็นลักษณะเดียวกันกับที่ถูกฟ้องอีก รวมถูกคุมขัง 4 วัน

นอกจากนี้ 25 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา ยังมีในส่วนของนักกิจกรรมอีก 5 ราย ได้แก่ “สายน้ำ” นภสินธุ์, “ออย” สิทธิชัย, “แก๊ป” จิรภาส, “บังเอิญ” และ “ดิว” สมชาย คำนะ ที่ศาลแขวงดุสิตพิพากษาจำคุก 2 เดือน ไม่รอลงอาญา จากข้อหา พ.ร.บ.ชุมนุมฯ จากกรณีขี่รถจักรยานยนต์พร้อมถือธง ให้ยกเลิกมาตรา 112 บริเวณวัดพระแก้ว และถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2566

ต่อมา 26 พ.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวทั้งห้าคน โดยให้วางหลักประกันคนละ 5,000 บาท ทำให้ทั้งห้าคนได้รับการปล่อยตัวหลังถูกคุมขัง 1 คืน

.

“ก้อง อุกฤษฏ์-อุดม” สองผู้ต้องขังคดี ม.112 ศาลฎีกาพิพากษาจำคุก โทษถึงที่สุด

เดือนที่ผ่านมา ยังมีผู้ต้องขังสองรายที่พบว่าศาลมีคำพิพากษาฎีกา ทำให้คดีถึงที่สุดลง ได้แก่ วันที่ 11 พ.ย. 2568 ศาลจังหวัดนราธิวาสอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีของ “อุดม” อดีตคนงานโรงงานผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จากจังหวัดปราจีนบุรีวัย 37 ปี ผู้ต้องขังคดี ม.112 โดยพิพากษาแก้จากจำคุก 4 ปี เป็นจำคุก 10 ปี

ในคดีของอุดมนั้นเขาถูกกล่าวหาจากการโพสต์ข้อความ 7 โพสต์ เดิมศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 ได้ลงโทษคดีของอุดมจากสองโพสต์ข้อความ แต่ศาลฎีกาได้แก้ว่ามีความผิดเพิ่มในอีกสามโพสต์ข้อความตามที่อัยการฎีกา โดยเห็นว่าข้อความที่ตีความว่ากล่าวถึงรัชกาลที่ 9 นั้นมีความผิดด้วย โดยตีความว่ามาตรา 112 นั้นคุ้มครองไปถึงกษัตริย์ที่สวรรคตไปแล้วขณะเกิดเหตุด้วย

จากผลคำพิพากษาดังกล่าว ทำให้อุดมกลายเป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดด้วยโทษจำคุกรวม 10 ปี โดยปัจจุบันเขาถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาสมาเป็นระยะเวลานานกว่า 2 ปี 3 เดือนแล้ว 

ส่วนกรณีของ “ก้อง” อุกฤษฏ์ สันติประสิทธิ์กุล นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง วัย 27 ปี  เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2568 ศาลอาญาได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ในคดีมาตรา 112  ของเขา กรณีถูกกล่าวหาว่าโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กชื่อ “John New World” รวม 5 ข้อความ โดยพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ลงโท ษจำคุก 5 ปี 30 เดือน 

ผลของคำพิพากษา ทำให้คดีของอุกฤษฏ์เป็นอันสิ้นสุดทั้งสองคดี โดยอีกคดีที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการนั้น ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุก 2 ปี  โดยปัจจุบันเขาถูกคุมขังมาเป็นระยะเวลา 1 ปี 9 เดือนแล้ว 

.

“มีชัย” ผู้ต้องขังคดีสิ้นสุด ม.112 ศาลเพิ่งออกใบแดง หลังถูกคุมขังนาน 1 ปี 4 เดือน

จากสถานการณ์ที่ครอบครัวของ “มีชัย” (สงวนนามสกุล) อดีตพนักงานโรงแรมจากเกาะช้างวัย 54 ปี ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ไม่สามารถจองเข้าเยี่ยมญาติใกล้ชิดกับผู้ต้องขังได้ เนื่องจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าคดีของเขายังไม่สิ้นสุด ทั้งที่เขาถูกคุมขังหลังคดีสิ้นสุดแล้วมากว่า 1 ปี 4 เดือนแล้ว 

เกี่ยวกับคดีนี้ เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2567 ศาลได้นัดหมายอ่านคำสั่งขออนุญาตฎีกา โดยพบว่าไม่มีผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาของจำเลย คดีจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา และต้องบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 8 เดือน ทำให้คดีของมีชัยสิ้นสุดลง และทำให้เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันนั้น 

เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2568 ที่เรือนจำกลางสมุทรปราการ ทนายความเข้าเยี่ยมมีชัยอีกครั้ง เพื่อรายงานกรณีที่ใบแดงยังไม่ตกมา โดยพบว่าศาลจังหวัดสมุทรปราการ ได้ออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดไว้ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. 2567 แต่ไม่ได้มีการส่งหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดไปให้ทางเรือนจำ

มีชัยได้รับทราบความคืบหน้าจากทนาย เขารับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเห็นว่าเรื่องแบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้นกับใครก็ตาม ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจแล้วว่าจะต้องติดคุกอีกกี่ปี แต่อยากได้ความชัดเจนว่าหมายจำคุกคดีถึงที่สุดที่เพิ่งออกมาในวันที่ 19 พ.ย. 2568 หลังเขาถูกคุมขังไป 1 ปี 4 เดือน นั้น เป็นเจตนาที่ล่าช้าของกระบวนการหรือไม่ และเขาเห็นด้วยว่ากรณีนี้ อาจต้องหาทางร้องเรียนเพื่อความเป็นธรรมต่อไป

กรณีที่เกิดขึ้นของมีชัย ทำให้ผู้ต้องขังเสียสิทธิที่ควรจะได้รับ อาทิเช่น การเข้าเยี่ยมญาติใกล้ชิดของเรือนจำ การเลื่อนชั้นผู้ต้องขัง การเข้าอบรมเพื่อให้ได้ลดวันต้องโทษ หรือการได้รับการพิจารณาตามเกณฑ์อภัยโทษอีกด้วย 

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทนายความจะได้ทำหนังสือถึงเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อขอให้คำนวณโทษของผู้ต้องขัง ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทุกประการตั้งแต่วันที่คดีสิ้นสุดต่อไป

เอกชัยถูกผู้ต้องขังในเรือนจำคุกคาม – ยังต้องติดตามการพบแพทย์ในเรือนจำเพื่อรักษาอาการโรคฝีในตับ

ในระหว่างวันที่ 6 – 11 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา “เอกชัย หงส์กังวาน” ผู้ต้องขังคดีมาตรา 110 ได้แจ้งผ่านทนายว่าเขาถูกผู้ต้องขังในเรือนจำกล่าววาจาคุกคาม โดยกล่าวอ้างว่าตนเองเป็นทหารที่เคยยิงผู้ชุมนุมเสื้อแดงเมื่อปี 2553 พร้อมทั้งพูดให้ได้ยินว่าการฆ่าคน “ไม่ผิดกฎหมาย” หากทำในสถานการณ์ฉุกเฉิน สร้างความกังวลต่อเอกชัย และ เมธี อมรวุฒิกุล อดีตดาราคนเสื้อแดง เป็นอย่างมาก 

อย่างไรก็ตาม (11 พ.ย.) เอกชัยและเมธี ได้ทำการร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ผู้คุมในแดน จึงได้มีการสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งผู้ที่พูดจาข่มขู่ได้ยอมรับว่ามีเจตนาคุกคามเอกชัยจริง และไม่เคยเป็นทหารตามที่กล่าวอ้าง เจ้าหน้าที่จึงได้จัดการย้ายตัวบุคคลดังกล่าวไปอยู่แดนอื่น

ทั้งนี้ ยังมีสถานการณ์เกี่ยวกับปัญหาโรคฝีในตับของเอกชัยที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด 

ย้อนไปเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2568 เอกชัยได้รับทราบว่าทนายความยื่นหนังสือขอถึงทั้งโรงพยาบาลราชทัณฑ์และเรือนจำกลางคลองเปรม เพื่อขอให้ส่งตัวเขาไปรับการตรวจรักษา ในวันเดียวกัน เอกชัยเล่าถึงความยากลำบากในการเข้าถึงแพทย์ในเรือนจำแห่งนี้ ที่ต้องใช้เวลารอนานถึง 2-3 สัปดาห์ รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่เขากำลังเผชิญอยู่

กระทั่งวันที่ 7 พ.ย. 2568 เมื่อไปติดตามเรื่องหนังสือที่งานธุรการเรือนจำ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าหนังสือดังกล่าวอยู่ระหว่างการเสนอให้ผู้บัญชาการลงนาม และได้อธิบายขั้นตอนต่อไปว่าเมื่อได้หนังสือกลับมาแล้ว จะส่งเรื่องไปที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์เพื่อพิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2568 เมื่อกลับไปติดตามความคืบหน้าของหนังสือดังกล่าวอีกครั้ง สถานการณ์กลับมีความสับสน เจ้าหน้าที่งานธุรการไม่สามารถหารายการหนังสือได้ ทนายจึงได้ทำการยื่นหนังสืออีกครั้ง ก่อนหนังสือจะเดินทางไปถึงผู้บัญชาการเรือนจำแล้ว 

.

แอมป์ ณวรรษ ถูกไถผมในเรือนจำครั้งที่ 2 เห็นว่าเป็นการกลั่นแกล้งมากกว่าทำให้ถูกระเบียบ

เมื่อช่วงวันที่ 19 พ.ย. 2568 “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา นักกิจกรรมผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 เผชิญเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ใช้ปัตตาเลี่ยนไถผม เป็นครั้งที่ 2 โดยตัดเป็นลักษณะแบบแหว่งเป็นหย่อม ๆ บริเวณด้านหลังและด้านข้างทั้งสองข้าง นับเป็นครั้งที่สองในเวลาสองเดือนกว่า ๆ ที่แอมป์ต้องพบเจอสถานการณ์นี้

แอมป์ซึ่งมีนัดสืบพยานคดี #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb ที่ศาลอาญาถูกผู้คุมเรือนจำเรียกตัวไปไถผมด้วยปัตตาเลี่ยนเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 หลังกลับจากศาล โดยผู้คุมบอกว่าแอมป์ผมยาว แม้แอมป์จะชี้แจงว่าต้องออกศาลทุกวันทำให้ไม่มีเวลาตัดผม และไม่ตรงรอบตัดผมของแดน แต่เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันให้ตัดและกล่าวทำนองว่าจะได้ยกเลิกกฎกระทรวงไป

“ผมมองว่าคำพูดเหล่านี้ไม่ได้มีนัยยะให้ยกเลิกกฎกระทรวง แต่มีนัยยะเป็นการท้าทายประมาณว่า ก็ร้องไปสิ ร้องให้ยกเลิกไปเลย” แต่แอมป์ก็ยังมองว่ามันไม่สมเหตุสมผลอยู่ดี 

นอกจากแอมป์แล้ว ยังมีผู้ต้องขังอีกหลายคนที่ถูกไถผมจากเจ้าหน้าที่รายเดียวกันด้วย  “ถ้าจะตัดผมจริง ๆ ทำไมไม่ให้ตัดให้ถูกระเบียบไปเลย แต่พอเป็นการเหมือนกล้อนผมแบบนี้ เป็นลักษณะของการกลั่นแกล้งมากกว่า”

กรณีนี้สำหรับแอมป์ไม่ได้มองว่าเป็นการลงโทษทางจิตใจต่อผู้ต้องขังทางการเมืองโดยเฉพาะ เพราะมีผู้ต้องขังทั่วไปอีกหลายคนที่โดนเหมือนกัน

X