“มีชัย” ผู้ต้องขัง ม.112 เรียกร้องความเป็นธรรมกรณีศาลออกหมายจำคุกคดีสิ้นสุดล่าช้า หลังถูกจองจำไปนาน 1 ปี 4 เดือน  

เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2568 ที่เรือนจำกลางสมุทรปราการ  ทนายความเข้าเยี่ยม “มีชัย” (สงวนนามสกุล) อดีตพนักงานโรงแรมจากเกาะช้างวัย 54 ปี ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 เพื่อรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมในกรณีไม่ได้รับใบแดงเพื่อยืนยันคดีถึงที่สุดแล้ว

จากสถานการณ์ที่ครอบครัวของมีชัยไม่สามารถจองเข้าเยี่ยมญาติใกล้ชิดกับผู้ต้องขังได้ เนื่องจากได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าคดีของเขายังไม่สิ้นสุด ทั้งที่เขาถูกคุมขังหลังคดีสิ้นสุดแล้วมากว่า 1 ปี 4 เดือนแล้ว

ภายหลังเมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 ทนายความได้สอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทัณฑปฏิบัติของเรือนจำกลางสมุทรปราการถึงปัญหาการที่มีชัยไม่ได้รับสิทธิการเยี่ยมใกล้ชิดกับครอบครัว ซึ่งพบว่าหมายจำคุกคดีถึงที่สุดยังไม่ได้ส่งมาจากศาล ทำให้ยังมีสถานะเป็นผู้ต้องขังยังไม่ถึงที่สุดในระบบของเรือนจำ

ต่อมา วันที่ 21 พ.ย. 2568 ทนายความและครอบครัวของมีชัยได้ไปตรวจสำนวนคดีที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ โดยพบว่าเพิ่งมีการออก “หมายจำคุกคดีถึงที่สุด” เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา หลังมีชัยถูกคุมขังมาเกือบ 1 ปี 4 เดือนแล้ว

ทั้งยังพบว่าในวันที่ 25 ก.ค. 2567 ซึ่งเป็นวันที่ศาลได้อ่านคำสั่งไม่รับรองฎีกาของมีชัยนั้น มีการออกเป็น “หมายจำคุกระหว่างอุทธรณ์ฎีกา” ไว้ และไม่มีการออกหมายใด ๆ แก้ไขสถานะของผู้ต้องขังหลังจากนั้นจนกระทั่งในเดือนนี้ 

สถานการณ์ดังกล่าว ยังส่งผลกระทบต่อการได้เลื่อนชั้นผู้ต้องขัง และการพิจารณาอภัยโทษตาม พ.ร.ฎ. ที่ออกมาใช้ช่วงปี 2568 ของมีชัยด้วย

.

ในวันนี้ (27 พ.ย.) มีชัยได้รับทราบความคืบหน้าจากทนาย เขารับทราบสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเห็นว่าเรื่องแบบนี้ไม่น่าเกิดขึ้นกับใครก็ตาม ตอนนี้เขาไม่ได้สนใจแล้วว่าจะต้องติดคุกอีกกี่ปี แต่อยากได้ความชัดเจนว่าการออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดที่เพิ่งลงมาในวันที่ 19 พ.ย. 2568 นั้นเป็นเจตนาที่ล่าช้าของกระบวนการหรือไม่ และเขาเห็นด้วยว่ากรณีนี้ อาจต้องหาทางร้องเรียนเพื่อความเป็นธรรมต่อไป

จากการสอบถามเพื่อนผู้ต้องขังก็ไม่มีใครเคยเจอกับกรณีแบบนี้ มีชัยสงสัยว่ามีใครมีอำนาจที่ดึงใบแดงไว้หรือไม่ แล้วแบบนี้เขาจะยังได้รับสิทธิตามที่ควรได้คืนหรือไม่ เนื่องจากในเรือนจำมีโครงการ  “เรือนจำโครงสร้างเบา” ซึ่งจะให้ผู้ต้องขังที่เข้าเกณฑ์เข้าอบรม และนำไปสู่การพิจารณาพักโทษหรือลดโทษลงได้เร็วขึ้น แต่ต้องเป็นผู้ต้องขังที่คดีสิ้่นสุดแล้ว 

นอกจากนี้ มีชัยยังเล่าว่าเมื่อนักโทษได้รับโทษเด็ดขาดแล้ว ผู้ต้องขังจะถูกจำแนกแดนด้วยคณะกรรมการ ซึ่งสามารถยืนยันได้ว่าเขาเป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดแล้วในทางปฏิบัติ เขาเห็นว่าตัวเองถูกปฏิบัติเหมือนคดีเด็ดขาดแล้ว แต่เพิ่งพบว่าในระบบกลับไม่ใช่เช่นนั้น

.

เมื่อสอบถามว่า เขาอยากจะฝากอะไรถึงคนข้างนอกหรือไม่ มีชัยบอกว่า อยากให้ดูแลสุขภาพเพราะช่วงนี้อากาศหนาวแล้ว คิดถึงทุกคนที่ทำงาน เพื่อสิทธิมนุษยชนและความเสมอภาค ซึ่งเป็นเรื่องสากล 

เขาอยากย้ำว่ามนุษยธรรมอยู่เหนือกฎหมาย สิทธิมนุษยชนใหญ่สุด กฎหมายเป็นเพียงเครื่องมือ ถูกแล้วที่เราให้ความสำคัญกับความเสมอภาคและเสรีภาพมากที่สุด 

ทนายได้แลกเปลี่ยนถึงสถานการณ์ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเรือนจำกลางคลองเปรม เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลช่วงไข้หวัดระบาด มีเพียงยาพาราฯ เท่านั้นที่ถูกจ่ายให้ผู้ต้องขังกิน โดยเขาให้ความเห็นว่า “กินแค่พาราฯ อย่างเดียวไม่ได้ผลหรอก ยิ่งการให้ยาต้องให้ตามน้ำหนักตัว แต่อย่างว่าอยู่ในคุกดีที่สุดคือทำตามระเบียบ ออกกำลังกาย อ่านหนังสือ หรือสวดมนต์ ทำให้ตัวเองแข็งแรงเข้าไว้ หาที่อยู่ให้ได้”

เนื่องจากเขาไม่ได้พบเจอครอบครัวบ่อยนัก เพราะแม่ต้องเดินทางมาเยี่ยมจากจันทบุรี ในชีวิตประจำวัน มีชัยเล่าว่าตัวเองทำงานอยู่ในห้องสมุดของแดน งานหลักที่มักได้ทำคือจัดบอร์ดเกี่ยวกับราชวงศ์ ทำสรุปผู้เข้าใช้บริการห้องสมุด ทำสถิติผู้ใช้หนังสือประเภทต่าง ๆ 

“นิยายติดอันดับหนึ่งประมาณ 70 % รองลงมาคือธรรมะ แต่จะฮิตแค่ช่วงแรกของทุกคนที่เข้ามาข้างในประมาณสองถึงสามเดือน สักพักก็ทิ้งละ” มีชัยเล่าปนขำ

หลังจากเข้าเยี่ยม ทนายความได้เข้าพบกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทัณฑปฏิบัติของเรือนจำ พบว่าหมายจำคุกคดีถึงที่สุดที่เพิ่งออกมา (19 พ.ย. 2568) ได้ส่งมาถึงเรือนจำแล้วตามกระบวนการ เจ้าหน้าที่ได้นำหมายไปเช็กสถานะผู้ต้องขังของมีชัย พบว่าเขายังเป็นนักโทษชั้นกลาง ซึ่งไม่สามารถเข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ปี 2568 ที่ผ่านมาได้

.

คดีของมีชัย เหตุเกิดจาก ศิวพันธุ์ มานิตย์กุล เป็นผู้ไปแจ้งความกล่าวหาไว้ที่ สภ.บางแก้ว จากกรณีโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 2 ข้อความ เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2563 มีเนื้อหาตั้งคำถามต่อการใช้ภาษีประชาชนของสถาบันกษัตริย์ ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2567 ศาลได้อ่านคำสั่งขออนุญาตฎีกา โดยพบว่าไม่มีผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาของจำเลย คดีจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา และต้องบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ทำให้คดีของมีชัยสิ้นสุดลง และทำให้เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันนั้น 

X