“มีชัย” ผู้ต้องขังคดีสิ้นสุด ม.112 ศาลเพิ่งออกใบแดงหลังถูกคุมขังไป 1 ปี 4 เดือน พบเสียโอกาสเยี่ยมญาติใกล้ชิด – พิจารณาเลื่อนชั้น – พิจารณาอภัยโทษ

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2568 ที่เรือนจำกลางสมุทรปราการ ทนายความเข้าเยี่ยม “มีชัย” (สงวนนามสกุล) อดีตพนักงานโรงแรมจากเกาะช้างวัย 54 ปี ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 เพื่อติดตาม สอบถามความคืบหน้ากรณียังไม่ได้รับใบแดงเพื่อยืนยันว่าคดีถึงที่สุด 

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2568  ทนายความได้รับแจ้งจากคุณแม่ของมีชัยว่า เธอไม่สามารถจองเข้าเยี่ยมใกล้ชิดลูกชายที่เรือนจำกลางสมุทรปราการได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่แจ้งว่าคดีของมีชัยยังไม่สิ้นสุด ทำให้เขาไม่ได้รับสิทธิเยี่ยมญาติใกล้ชิดในช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้เกิดความสงสัยกันว่าเหตุใดคดีจึงยังไม่ถึงที่สุด

เกี่ยวกับคดีนี้ มีชัยถูกกล่าวหาจากการโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กรวม 2 ข้อความ ซึ่งมีเนื้อหาตั้งคำถามต่อการใช้ภาษีประชาชนของสถาบันกษัตริย์ ก่อนเมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2566 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน โดยเขายังได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา

แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ก.ค. 2567 ศาลได้นัดหมายอ่านคำสั่งขออนุญาตฎีกา โดยพบว่าไม่มีผู้พิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์รับรองฎีกาของจำเลย คดีจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา และต้องบังคับโทษตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี 8 เดือน ทำให้คดีของมีชัยสิ้นสุดลง และทำให้เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันนั้น 

.

ทั้งนี้ ทนายความได้เข้าเยี่ยมมีชัย โดยเขาได้ให้ข้อมูลกับทนายว่าปัจจุบันคดีของเขา ควรจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ตามโทษจำคุก 2 ปี 8 เดือน ซึ่งควรถือว่าเขาเป็นนักโทษเด็ดขาดตั้งแต่ที่เข้ามาอยู่ในเรือนจำ  

ปัจจุบันเขาติดคุกมาแล้ว 1 ปี 4 เดือน แต่ว่า “ใบแดง” ซึ่งเป็นเอกสารที่ศาลเจ้าของคดีจะส่งถึงเรือนจำเพื่อแจ้งสถานะคดีว่าถึงที่สุดแล้ว จึงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นถึงยังไม่มีเอกสารดังกล่าวมา แต่เหตุดังกล่าวทำให้เขาขาดสิทธิในการได้รับการปรับชั้นนักโทษ และการได้รับการพิจารณาตามเกณฑ์อภัยโทษของปี 2568 ที่ออกมาก่อนหน้านี้ด้วย รวมทั้งไม่สามารถเยี่ยมญาติใกล้ชิดได้ในช่วงที่ผ่านมา

มีชัยจึงสงสัยว่าเพราะคดีที่ถูกคุมขังเป็นคดีที่เกี่ยวกับมาตรา 112 หรือไม่ เพราะคดีของเขาสิ้นสุดไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เป็นนักโทษเด็ดขาด

ทั้งนี้ ในการเข้าเยี่ยมของทนายความก่อนหน้านี้ ก็เข้าใจเรื่อยมาว่ามีชัยเป็นผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว เนื่องจาก เนื่องจากในช่วงแรก ๆ เจ้าหน้าที่ในส่วนงานเยี่ยมของเรือนจำจะไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม เนื่องจากเป็นเห็นว่าเป็นผู้ต้องขังคดีเด็ดขาดแล้ว แต่หลังการพูดคุยก็สามารถให้เข้าเยี่ยมได้

.

ทนายความได้สอบถามข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายทัณฑสถานของเรือนจำกลางสมุทรปราการถึงปัญหาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ได้แจ้งว่า กรณีนี้ ใบแดงจะต้องมาจากศาล เรือนจำจึงจะจัดการให้ถูกต้องได้ หากต้องการติดตามในเรื่องนี้ ให้ไปติดตามที่ศาลเท่านั้น  โดยการยังไม่มีใบแดงมาถึงเรือนจำดังกล่าว ทำให้สถานะของมีชัยจึงยังไม่ใช่ผู้ต้องเด็ดขาด ส่วนในเรื่องงานเยี่ยมก่อนหน้านี้นั้น เป็นคนละส่วนงานกัน

ต่อมา เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 แม่ของมีชัยได้เดินทางไปที่เรือนจำอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่าหากต้องการเยี่ยมญาติใกล้ชิด จะต้องเอาหมายแจ้งคดีเด็ดขาดที่ศาลออกให้มาเท่านั้น แต่ปัจจุบันเรือนจำไม่ได้รับหมายดังกล่าวในระบบ จึงทำให้มีชัยยังเป็นผู้ต้องขังคดีไม่สิ้นสุด

ในวันถัดมา 21 พ.ย. 2568  ทนายความและแม่ของมีชัยได้เข้าตรวจสำนวนคดีที่ศาลจังหวัดสมุทรปราการ พบว่าศาลได้ออกหนังสือรับรองคดีถึงที่สุดไว้ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย. 2567 แต่ไม่ได้มีการส่งหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดไปให้ทางเรือนจำ

โดยเพิ่งมีการออก “หมายจำคุกคดีถึงที่สุด” ดังกล่าวเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา หลังมีชัยถูกคุมขังมาเกือบ 1 ปี 4 เดือนแล้ว  

.

จากสถานการณ์ดังกล่าวของมีชัย ก่อให้เกิดคำถามถึงกรอบระยะเวลาในการออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดของศาล ซึ่งมีความล่าช้า และไม่แน่นอน ทำให้ผู้ต้องขังเสียสิทธิที่ควรจะได้รับ อาทิเช่น การเข้าเยี่ยมญาติใกล้ชิดของเรือนจำ ตลอดจนการได้รับสิทธิพิจารณาในเกณฑ์อภัยโทษอีกด้วย 

ทั้งยังก่อให้เกิดภาระเกินสมควรต่อครอบครัวขอ งผู้ต้องขัง ซึ่งต้องติดตามสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับเอกสารและหมายจำคุกถึงที่สุดด้วยตนเอง ทั้งที่การส่งหมายต่าง ๆ นั้นเป็นหน้าที่ในการดำเนินการระหว่างศาลและทางเรือนจำเอง

กรณีของมีชัย หลังจากเพิ่งมีหมายจำคุกคดีถึงที่สุด ทนายความจะได้ทำหนังสือถึงเรือนจำจังหวัดสมุทรปราการ เพื่อขอให้คำนวณโทษของผู้ต้องขัง ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ทุกประการตั้งแต่วันที่คดีสิ้นสุดต่อไป

.

อ่านเรื่องราวของมีชัย รู้จัก “มีชัย” พนักงานโรงแรมจากเกาะช้าง ผู้ต้องขังคดี ม.112 ที่สมุทรปราการ

.

X