ในช่วงปี 2567-68 จากสถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมืองที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับถูกคุมขังกระจายไปในหลายเรือนจำ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนยังพบสภาพปัญหาการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังของทนายความเป็นระยะ โดยปัญหาสำคัญประการหนึ่ง คือ การขอเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วในบางเรือนจำ เจ้าหน้าที่ได้ปฏิเสธไม่ให้เข้าเยี่ยม โดยอ้างว่าคดีสิ้นสุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องพบหรือปรึกษากับทนายความอีก หรือบางกรณีก็ให้ไปเยี่ยมแบบ “ญาติ” ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่แทน
แม้กรณีเช่นนี้จะไม่ได้พบในทุกเรือนจำ แต่ก็พบว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เป็นระยะ และไม่ได้มีมาตรฐานที่ชัดเจน กลายเป็นเรื่องแนวทางของแต่ละเรือนจำที่แตกต่างกันไป บางเรือนจำก็ไม่ได้มีปัญหาในเรื่องนี้ หรือบางเรือนจำ แม้พบปัญหาในตอนแรก แต่หลังการพูดคุย ยืนยันสิทธิในการพบทนายความ พร้อมยื่นคำพิพากษาของศาลปกครอง ซึ่งเคยมีคำวินิจฉัยเรื่องสิทธิของผู้ต้องขังในการพบทนายความแม้คดีจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม เจ้าหน้าที่เรือนจำก็เปลี่ยนเป็นอนุญาตให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องขังได้
ในรอบปีที่ผ่านมา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบกรณีปัญหาในการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้ว จำนวนอย่างน้อย 8 กรณี ใน 7 เรือนจำ รายงานชิ้นนี้สรุปสภาพปัญหาดังกล่าวโดยสังเขป
.
ศาลปกครองเคยวินิจฉัยแม้คดีสิ้นสุดแล้ว ผู้ต้องขังก็มีสิทธิพบทนายความ
ปัญหาการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังซึ่งคดีสิ้นสุดแล้วดังกล่าว ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นกรณีที่พบต่อเนื่องมา แม้ก่อนหน้านี้ จะเคยมีคำวินิจฉัยของศาลปกครองเชียงใหม่ ในคดีที่ อานนท์ นำภา ในฐานะทนายความ เคยถูกเรือนจำกลางเชียงรายปฏิเสธไม่ให้เยี่ยมผู้ต้องขังที่เขาให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย เมื่อปี 2559 โดยอ้างว่าเมื่อคดีสิ้นสุดแล้ว ผู้ต้องขังก็ไม่มีเรื่องต้องพบทนายความอีกต่อไป
ทนายอานนท์จึงได้ยื่นฟ้องเรื่องดังกล่าว และศาลปกครองเชียงใหม่ได้มีคำพิพากษาเมื่อช่วงปี 2564 โดยเห็นว่าแม้สถานะเป็นผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ต้องขังย่อมต้องได้รับสิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมหรือพบทนายความ ตามที่รัฐธรรมนูญให้ได้รับการรับรองและคุ้มครอง คำกล่าวอ้างของทางเรือนจำเรื่องผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดแล้วจึงไม่อนุญาตให้พบกับทนายความนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้
คำพิพากษาโดยสรุปเห็นว่า สิทธิการเยี่ยมจากญาติหรือพบทนายความผู้ต้องขัง ถือเป็นหลักสำคัญประการหนึ่งที่คุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังที่พึงได้รับตามหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน การจำกัดสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวของผู้ต้องขังมิอาจกระทำได้ เว้นแต่จะอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนั้นกำหนดไว้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า เมื่อพิจารณาว่าผู้ต้องขังดังกล่าวมีสถานะเป็นผู้ต้องขังได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญฯ ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นนักโทษเด็ดขาดหรืออยู่ระหว่างสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง หรือผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีของศาล ย่อมต้องได้รับสิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมจากญาติหรือพบทนายความ
.
.
รอบปีกว่า พบปัญหาการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังในคดีถึงที่สุดแล้ว อย่างน้อย 8 กรณี
ในระยะปีที่ผ่านมา มีผู้ต้องขังที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ทางการเมืองที่คดีถึงที่สุดเพิ่มมากขึ้น และยังมีสถานการณ์การย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กระจายไปยังเรือนจำต่าง ๆ ตามนโยบายการเปลี่ยนให้เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กลายเป็นฮับของผู้ต้องขังคดีระหว่างพิจารณา สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้พบปัญหาการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังของทนายความในเรือนจำต่าง ๆ เป็นระยะ รวมอย่างน้อย 8 กรณี ในจำนวน 7 เรือนจำ (ข้อมูลตั้งแต่ปี 2567 จนถึงต้นเดือนตุลาคม 2568)
1. ในช่วงกลางปี 2567 พบปัญหาที่เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งมีผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ถูกย้ายไปคุมขัง เมื่อคดีมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว และมีโทษสูงกว่า 15 ปี เมื่อผู้ต้องขังรายนี้คดีถึงที่สุด ในตอนแรก ทางเจ้าหน้าที่เรือนจำจะไม่อนุญาตให้ทนายความเข้าเยี่ยม เนื่องจากเห็นว่าคดีสิ้นสุดแล้ว แต่หลังการพูดคุยและยืนยันสิทธิในการพบทนายความของผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้เข้าเยี่ยม โดยให้ระบุสาเหตุในการเข้าเยี่ยมแต่ละครั้งไว้ด้วย และต่อมา กรณีนี้สามารถเข้าเยี่ยมได้จนถึงปัจจุบัน
2. ในปี 2568 หลังจากสถานการณ์การบังคับย้ายเรือนจำ เริ่มพบปัญหาที่เรือนจำกลางบางขวาง มีผู้ต้องขังในคดีเกี่ยวกับการครอบครองวัตถุระเบิดที่ถูกย้ายตัวไป แต่คดียังอยู่ระหว่างรอว่าจะมีการฎีกาหรือไม่ เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ทนายความเข้าเยี่ยม โดยในตอนแรกเข้าใจว่าคดีถึงที่สุดแล้ว และให้ทนายความยื่นเอกสารใบแต่งที่มีตราประทับจากศาลมาก่อน ต่อมาเมื่อตรวจสอบสถานะทางคดี พบว่าคดียังไม่สิ้นสุด จึงยินยอมให้เข้าเยี่ยมได้
หลังจากนั้นในกรณีผู้ต้องขังรายเดียวกันนี้ เมื่อไม่ได้ยื่นฎีกาต่อ ทำให้สถานะคดีเปลี่ยนเป็นถึงที่สุด ในช่วงเดือนสิงหาคม 2568 เจ้าหน้าที่เรือนจำกลางบางขวางได้แจ้งว่าไม่อนุญาตให้ทนายความเยี่ยมได้ เนื่องจากคดีเด็ดขาดแล้ว พร้อมระบุว่ามีเฉพาะผู้ต้องขังคดียาเสพติดเท่านั้นที่แม้คดีเด็ดขาดแล้ว ทนายความสามารถเข้าเยี่ยมได้ แม้ทนายความพยายามระบุว่าต้องการเข้าพบเพื่อแจ้งเรื่องทางคดีและแจ้งข้อความจากญาติ ซึ่งไม่สามารถเดินทางมาเยี่ยมได้ แต่เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่าให้ส่งจดหมายเข้ามาแทน และไม่อนุญาตให้เยี่ยม
ในช่วงเดือนกันยายน หลังทนายความยื่นคำร้องขอเข้าเยี่ยมอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ยังคงยืนยันไม่อนุญาตให้เยี่ยมเนื่องจากผู้ต้องขังคดีเด็ดขาดแล้ว โดยเป็นระเบียบของทางเรือนจำ แม้ยืนยันว่ามีเรื่องทางคดีและข่าวสารจากญาติต้องการแจ้งกับผู้ต้องขัง จนหลังจากการพูดคุย เจ้าหน้าที่จึงจะอนุญาตให้เยี่ยมแบบญาติ ซึ่งมีการจำกัดเวลาเยี่ยม และจะเยี่ยมได้เฉพาะวันที่กำหนดไว้สำหรับผู้ต้องขังในแต่ละแดน จึงให้ทนายความเดินทางมาใหม่ในวันที่ตรงกับวันที่อนุญาตให้เยี่ยม
ต่อมาเมื่อเดินทางไปในวันที่อนุญาตให้เยี่ยมญาติ เจ้าหน้าที่ได้อนุญาตให้ทนายความเยี่ยม โดยให้ยื่นบัตรประชาชน และไม่ใช่การเยี่ยมในฐานะทนายความ โดยทำบัตรเข้าเยี่ยมระบุว่าเป็นผู้อุปการะ/ทนายของผู้ต้องขัง รวมทั้งจำกัดระยะเวลาเยี่ยม 30 นาที และให้เยี่ยมในห้องเยี่ยมญาติ ไม่ใช่ห้องเยี่ยมทนายความ ซึ่งโดยปกติจะแยกไปโดยเฉพาะ โดยห้องเยี่ยมญาตินั้น ยังมีกระจกและลูกกรงกั้นถึง 2 ชั้น ทำให้ในการเยี่ยม มองเห็นหน้ากันได้ไม่ถนัดนัก
จนถึงปัจจุบัน ทางเรือนจำยังอนุญาตให้ทนายความเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังในลักษณะการเยี่ยมญาติเท่านั้น
3. ที่เรือนจำกลางบางขวาง เช่นกัน ยังมีกรณีผู้ต้องขังทางการเมืองอีกรายหนึ่ง ซึ่งคดีเพิ่งถึงที่สุดเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา หลังจากนั้น ทางเรือนจำก็ไม่อนุญาตให้ทนายความเข้าเยี่ยมอีก แม้ยืนยันว่ายังมีเรื่องต้องพูดคุย และผู้ต้องขังไม่มีญาติมาเยี่ยมเลย แต่ทางเรือนจำก็ไม่อนุญาตให้เยี่ยม
4. ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี มีกรณีผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ซึ่งคดีสิ้นสุดแล้ว และได้ถูกย้ายตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไปคุมขังที่ดังกล่าว เดิมในตอนแรก ทนายความยังสามารถเข้าเยี่ยมในฐานะทนายความได้ แต่ต่อมา ทางเรือนจำได้เปลี่ยนแปลงแนวทาง โดยยังอนุญาตให้เยี่ยมอยู่ แต่ให้เวลาเยี่ยมเหลือเพียง 15 นาที โดยอ้างว่าเนื่องจากเป็นคดีที่เด็ดขาดแล้ว
เมื่อทนายความสอบถามว่าการกำหนดระยะเวลาเยี่ยมดังกล่าวใช้กับในทุกคดีหรือไม่ แต่ไม่มีคำตอบที่แน่ชัดในเรื่องดังกล่าว เจ้าหน้าที่เพียงยืนยันให้เวลาเยี่ยมเพียง 15 นาทีเท่านั้น
5. ขณะที่เรือนจำในต่างจังหวัดก็พบกับปัญหาดังกล่าวเช่นกัน โดยที่ เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา ในตอนแรกหลังจากมีการย้ายผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้วไปจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อทนายความเดินทางไปขอเข้าเยี่ยม เจ้าหน้าที่ระบุว่าผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดแล้ว จะไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม ต้องให้ผู้ต้องขังเพิ่มชื่อใน 10 รายชื่อเข้าเยี่ยมในฐานะญาติก่อน
ต่อมาเมื่อทนายความแสดงคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ ในเรื่องสิทธิในการเข้าเยี่ยมแม้คดีถึงที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่ได้นำเอกสารไปปรึกษากันใหม่ โดยใช้เวลารอราว 1 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่จึงเปลี่ยนเป็นอนุญาตให้เข้าเยี่ยมได้ แต่เป็นการเยี่ยมในห้องเยี่ยมญาติ ไม่ใช่ห้องเยี่ยมทนายความ และไม่ได้มีปัญหาการเยี่ยมอีก
6. ที่เรือนจำกลางสมุทรปราการ ก็พบปัญหาเช่นกันในผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 โดยในตอนแรก เจ้าหน้าที่จะไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม เนื่องจากเป็นนักโทษเด็ดขาดแล้ว เมื่อพูดคุยขอให้เจ้าหน้าที่ทำเป็นคำสั่งไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมกลับมา เจ้าหน้าที่ไม่ได้ออกให้ และได้เปลี่ยนเป็นอนุโลมให้เข้าเยี่ยมได้ โดยแจ้งว่าอาจจะให้ไปเยี่ยมแบบญาติในครั้งต่อ ๆ ไป
7. ที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาส เมื่อมีผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ซึ่งคดีเพิ่งถึงที่สุดลงในช่วงต้นปี 2568 ในตอนแรกเจ้าหน้าที่เรือนจำจะไม่อนุญาตให้ทนายความเข้าเยี่ยมอีก เนื่องจากเห็นว่าไม่มีเรื่องทางคดีต้องปรึกษากันอีก แต่ในครั้งแรกจะอนุโลมให้ก่อน ต่อมาเมื่อศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนทำหนังสือถึงทางเรือนจำ พร้อมระบุถึงคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ดังกล่าว ทางเรือนจำได้เปลี่ยนแปลงให้ทนายความสามารถเข้าเยี่ยมได้แล้ว
8. ส่วนที่เรือนจำกลางเชียงราย แม้จะเคยมีกรณีที่ถูกฟ้องต่อศาลปกครองในปัญหาดังกล่าวข้างต้นแล้ว แต่ก็ยังพบปัญหาการขอเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังในคดีถึงที่สุดอยู่เช่นกัน โดยผู้ต้องขังที่คดีเด็ดขาดแล้ว ในตอนแรกเจ้าหน้าที่แจ้งว่าจะไม่สามารถเยี่ยมแบบทนายความได้ ให้ไปแจ้งชื่อในรายชื่อเยี่ยมญาติแทน แต่อนุโลมให้เยี่ยมในครั้งแรกก่อน เนื่องจากทนายความแจ้งว่ามีเอกสารต้องให้ผู้ต้องขังลงชื่อ แต่ในครั้งต่อมา ทางเรือนจำได้อนุญาตให้ทนายความสามารถเยี่ยมได้ต่อไป
.
.
คำถามเรื่องมาตรฐานของเรือนจำ ที่กระทบต่อสิทธิของผู้ต้องขัง
สิทธิของผู้ต้องขังในการพบหรือปรึกษาทนายความเป็นการเฉพาะตัว ถือเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ตามหลักการสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ซึ่งปรากฏอยู่ในกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศหลายฉบับ แม้ในประเทศไทยก็เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งควรถือว่าไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดของสิทธิตามกฎหมาย และถูกงดเว้นได้ แม้คดีของผู้ต้องขังจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม
ผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้ว ก็ยังสามารถมีประเด็นในการปรึกษาทนายความ เช่น การรวบรวมเอกสารทำเรื่องขอพักโทษ การทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษรายบุคคล การขอให้รื้อฟื้นการพิจารณาคดีหากมีพยานหลักฐานใหม่ หรือการแจ้งข่าวสารจากญาติมิตร รวมถึงสิทธิในการร้องทุกข์ ร้องเรียนปัญหาต่าง ๆ จากการถูกคุมขังในเรือนจำ ซึ่งทนายความสามารถมีบทบาทในการปกป้องสิทธิของผู้ต้องขังได้
สถานการณ์การเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้วของทนายความ ซึ่งยังพบปัญหาอยู่เป็นระยะดังกล่าว ยังทำให้เห็นสภาพความไม่เป็นมาตรฐานในเรือนจำต่าง ๆ ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปมาได้ตามดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ หรือบางเรือนจำก็ไม่ได้พบปัญหาดังกล่าวเลย ระเบียบของแต่ละเรือนจำกลายเป็นเรื่องที่ไม่อาจคาดเดาได้
ปัญหาด้านมาตรฐานลักษณะนี้ยังพบในอีกหลายด้านของเรือนจำ เช่น การส่งหรือรับจดหมายจากภายนอก, สถานะบุคคลที่จะอยู่ในรายชื่อเยี่ยมต้องเป็นนามสกุลเดียวกันหรือไม่, รอบการเปลี่ยนรายชื่อญาติที่จะเยี่ยมผู้ต้องขังได้ เป็นต้น สถานการณ์ดังกล่าวในหลายเรื่องล้วนกระทบต่อสิทธิของผู้ต้องขัง ซึ่งจำเป็นต้องมีการผลักดันให้เกิดการแก้ไขปรับปรุงต่อไป
ดูตัวอย่างเรื่องปัญหาการเยี่ยมญาติ ‘กฎ 10 รายชื่อ’ ของเรือนจำ จักรวาลรูหนูของนักโทษ(การเมือง)การกดขี่ซ้ำ-ไม่สมเหตุสมผล
.


