กรมราชทัณฑ์กำชับเรือนจำทั่วประเทศ “ผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดมีสิทธิพบทนายความ”

หลังจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบสภาพปัญหาการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังซึ่งคดีถึงที่สุดแล้วในบางเรือนจำ โดยเจ้าหน้าที่ได้ปฏิเสธไม่ให้ทนายความเยี่ยม โดยอ้างว่าคดีสิ้นสุดแล้ว ไม่จำเป็นต้องพบหรือปรึกษากับทนายความอีก หรือบางกรณีก็ให้ไปเยี่ยมแบบ “ญาติ” ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่แทน แม้จะมีแนวคำพิพากษาของศาลปกครองที่เห็นว่า ผู้ต้องขังแม้คดีสิ้นสุดแล้ว ก็มีสิทธิพบทนายความ 

ทางศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงได้มีหนังสือส่งถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ขอให้มีคำสั่งถึงเรือนจำทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครอง เกี่ยวกับการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดของทนายความ

ต่อมาทางกรมราชทัณฑ์มีหนังสือแจ้งการดำเนินการ โดยได้กำชับเรือนจำทั่วประเทศให้ดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบกรมราชทัณฑ์อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกรณีผู้ต้องขังไม่ว่าจะเป็นนักโทษเด็ดขาดที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือผู้ต้องขังระหว่างการสอบสวน หรืออยู่ระหว่างพิจารณาคดีของศาล ย่อมได้รับสิทธิในการเยี่ยมจากญาติหรือพบทนายความ

.

สืบเนื่องจากเมื่อ 12 ก.ย. 2559 เรือนจำกลางเชียงรายปฏิเสธไม่อนุญาตให้ทนายความเข้าพบผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้ว อานนท์ นำภา ในฐานะทนายความ จึงฟ้องคดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่ในปี 2560 และต่อสู้คดีเกือบ 5 ปี จนกระทั่งศาลปกครองเชียงใหม่มีคำพิพากษาโดยวางหลักการอันสำคัญและเป็นบรรทัดฐานแก่กรมราชทัณฑ์ ให้คำนึงถึงสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ฯ และไม่ออกคำสั่งโดยอาศัยการตีความหมายกีดกันสิทธิผู้ต้องขังในการพบกับทนายความ

แม้ศาลปกครองจะพิพากษาตั้งแต่ 22 ธ.ค. 2564 แต่แนวปฏิบัติในเรือนจำหลายแห่งทั่วประเทศก็ยังพบว่ามีการไม่อนุญาตให้ทนายความเข้าพบผู้ต้องขังคดีถึงที่สุด โดยพบเหตุการณ์ในการเยี่ยมผู้ต้องขังทางการเมืองในบางเรือนจำเป็นระยะ เช่น เรือนจำกลางคลองเปรม เรือนจำกลางบางขวาง เรือนจำพิเศษธนบุรี เป็นต้น

ในขณะเดียวกันอีกหลายเรือนจำ เช่น เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เรือนจำกลางเชียงใหม่ ทัณฑสถานหญิงกลาง ฯลฯ ทนายความยังสามารถเข้าพบผู้ต้องขังได้แม้คดีถึงที่สุดแล้ว หมายความว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเฉพาะบางเรือนจำเท่านั้น

ที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุเจ้าหน้าที่เรือนจำแจ้งต่อทนายความว่าไม่ให้เยี่ยมผู้ต้องขัง ศูนย์ทนายฯ จะดำเนินการส่งหนังสือพร้อมคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ไปให้เรือนจำนั้น ๆ เช่น เรือนจำจังหวัดนราธิวาส เรือนจำกลางบางขวาง เรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งทางเรือนจำได้เปลี่ยนแปลงแนวทางการเยี่ยมในเวลาต่อมา โดยอนุญาตให้ทนายความเข้าเยี่ยมได้ตามปกติ แต่การหนังสือสามารถแก้ปัญหาได้เป็นรายกรณีเท่านั้น

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2567 ศูนย์ทนายฯ ยังได้ส่งหนังสือถึงอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ขอให้มีคำสั่งถึงเรือนจำทั่วประเทศให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครอง เกี่ยวกับการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดของทนายความ โดยแนบสำเนาคำพิพากษาไปด้วย 

และเมื่อวันที่ 28 ก.พ. 2568 ศูนย์ทนายความฯ ยังได้ส่งหนังสือติดตามผลการดำเนินการไปยังอธิบดีกรมราชทัณฑ์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ปฏิบัติตามแนวทางคำพิพากษาของศาลปกครอง และรับรองว่าผู้ต้องขังทั่วประเทศไม่ว่าสถานะคดีแบบไหน ได้รับสิทธิในการพบทนายความอย่างเท่าเทียม ตามหลักสิทธิมนุษยชน และตามรัฐธรรมนูญฯ

กระทั่งศูนย์ทนายฯ ได้รับหนังสือตอบกลับจากกรมราชทัณฑ์ ลงวันที่ 8 เม.ย. 2568 โดย พ.ต.ท.เชน กาญจนาปัจจ์ รองอธิบดี ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมราชทัณฑ์ แจ้งว่าได้ดำเนินการตามคำพิพากษาศาลปกครองดังกล่าวแล้ว พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของสิทธิผู้ต้องขังมาโดยตลอด และทางกรมฯ ได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติการควบคุมผู้ต้องขัง ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 2564 โดยไม่มีข้อกำหนดห้ามไม่ให้ทนายเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังคดีถึงที่สุด

.

.

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 2567 กรมราชทัณฑ์ได้มีหนังสือด่วนที่สุดแจ้ง ผู้บัญชาการเรือนจำ ผู้อำนวยการทัณฑสถานและผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ กำชับให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองเชียงใหม่ และระเบียบกรมราชทัณฑ์ว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกต่อผู้ต้องขัง และการเข้าดูกิจการหรือติดต่องานกับเรือนจำ พ.ศ. 2561 โดยเฉพาะในกรณีผู้ต้องขังไม่ว่าจะเป็นนักโทษเด็ดขาดที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือผู้ต้องขังอยู่ระหว่างการสอบสวน หรือผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีของศาล ย่อมได้รับสิทธิเยี่ยมจากญาติและพบทนายความ

นอกจากนี้เมื่อกรมราชทัณฑ์ได้ตรวจสอบคำพิพากษา พบว่าเจ้าพนักงานเรือนจำได้มีการแจ้งกับผู้ต้องขังเพื่อรับทราบข้อบังคับว่าด้วยการเยี่ยม การติดต่อของบุคคลภายนอกต่อผู้ต้องขัง จึงกำชับให้ปฏิบัติตามระเบียบ โดยเมื่อมีบุคคลภายนอกทำคำร้องขอพบผู้ต้องขัง ให้เจ้าพนักงานเรือนจำดำเนินการแจ้งผู้ต้องขังได้รับทราบข้อความตามคำร้องขอพบผู้ต้องขังที่ถูกระเบียบฯ ดังกล่าว

.

.

แม้ศาลปกครองเชียงใหม่จะมีคำพิพากษา และกรมราชทัณฑ์ออกมาตรฐานการเยี่ยม ตั้งแต่ปี 2564 ตลอดจนมีกรมราชทัณฑ์ออกหนังสือกำชับเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 19 ธ.ค. 2567 

แต่หากในช่วงปี 2568 ในทางปฏิบัติก็ยังพบบางกรณีที่เจ้าหน้าที่แจ้งกับทนายความว่า ผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดจะไม่สามารถเยี่ยมได้ หรือใช้วิธีผ่อนปรนด้วยการอนุโลมให้เฉพาะครั้งนั้น หรือเสนอให้ใช้ช่องทางการเยี่ยมแบบญาติแทน เช่น ช่วงปลายเดือน ก.ย. 2568 ที่เรือนจำกลางเชียงรายแจ้งกับทนายความว่าไม่สามารถเยี่ยมผู้ต้องขังคดีถึงที่สุดได้ แต่จะอนุโลมให้เนื่องจากมีเอกสารมาให้ลงชื่อ และต่อไปจะให้เยี่ยมแบบญาติแทน 

หรือที่เรือนจำพิเศษธนบุรี เดิมในตอนแรก ทนายความยังสามารถเข้าเยี่ยมได้ แต่ต่อมา ทางเรือนจำได้เปลี่ยนแปลงแนวทาง โดยยังอนุญาตให้เยี่ยมอยู่ แต่ให้เวลาเยี่ยมเหลือเพียง 15 นาที โดยอ้างว่าเนื่องจากเป็นคดีที่เด็ดขาดแล้ว

ชิ้นงานความเห็นทางกฎหมายต่อกรณีสิทธิผู้ต้องขังทางการเมืองในการปรึกษาทนายความได้ให้ความเห็นว่าสาเหตุของปัญหาดังกล่าวยังมีอีกหลายปัจจัย และได้เสนอแนะการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น รวมถึงนโยบายทางยุทธศาสตร์ผลักดันระยะยาว

งานความเห็นทางกฎหมายดังกล่าวได้มองเห็นประเด็นปัญหาทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวพร้อมแนวทางแก้ไข โดยสรุปเป็น 3 ประเด็น

การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นมาตรฐาน แม้กรมราชทัณฑ์จะจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานควบคุมผู้ต้องขังตั้งแต่ปี 2564 ในแต่ทางปฏิบัติกลับพบว่าบางเรือนจำสามารถเยี่ยมได้โดยไม่มีข้อติดขัด เช่น เรือนจำพิเศษกรุงเทพ เรือนจำกลางเชียงใหม่ ฯลฯ แต่บางเรือนจำยังคงมีแนวทางปฏิเสธทนายความเข้าเยี่ยม เช่น เรือนจำกลางคลองเปรม เรือนจำกลางบางขวาง ฯลฯ แม้จะเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติในเวลาต่อมา หลังได้รับคำพิพากษาของศาลปกครอง

พ.ร.บ.ราชทัณฑ์และระเบียบที่เกี่ยวข้องเปิดพื้นที่ให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะระเบียบว่าด้วยการเยี่ยมฯ พ.ศ.2561 เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจตามดุลยพินิจ เช่น การกำหนดให้ทนายความเยี่ยมผู้ต้องขังต้องเกี่ยวกับคดี ทั้งที่ทางปฏิบัติแล้วทนายความมีเรื่องเข้าพบมากกว่าทางคดี เช่น การขอพระราชทานอภัยโทษ การตรวจสอบการถูกละเมิดในเรือนจำ หรือการได้รับสิทธิในเรือนจำ ฯลฯ 

.

.

การแก้ไขรายกรณีอาจช่วยแก้ไขปัญหาได้บางเรือนจำในบางพื้นที่ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงถึงระดับแนวทางการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐได้เท่าที่ควร หากกฎหมาย ระเบียบและกลไกตรวจสอบไม่ปรับปรุงให้สอดคล้องกับการเคารพสิทธิมนุษยชน ดังนั้นการผลักดันในระยะยาวจึงมีความจำเป็น อาจต้องติดตามต่อไปว่าหลังจากนี้จะมีแนวทางปฏิบัติเช่นเดิมอยู่อีกหรือไม่

.

X