ในสัปดาห์ปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา นักกิจกรรมผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 เผชิญเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ใช้ปัตตาเลี่ยนไถผม เป็นครั้งที่ 2 โดยตัดเป็นลักษณะแบบแหว่งเป็นหย่อม ๆ บริเวณด้านหลังและด้านข้างทั้งสองข้าง นับเป็นครั้งที่สองในเวลาสองเดือนกว่า ๆ ที่แอมป์ต้องพบเจอสถานการณ์นี้
แอมป์มีนัดสืบพยานที่ศาลอาญาในคดีชุมนุม #ม็อบ25พฤศจิกาไปscb เขาเล่าถึงเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 19 พ.ย. 2568 หลังกลับจากการออกศาลตามปกติ ผู้คุมเรือนจำคนหนึ่ง เรียกตัวไปพูดคุยและบอกว่าแอมป์ผมยาว เขาแจ้งว่าช่วงนี้ตัวเขาต้องออกศาลเกือบทุกวัน เนื่องจากมีนัดสืบพยานต่อเนื่อง วันรุ่งขึ้นยังต้องไปศาลด้วย กลับมาจากศาลก็ไม่ทันไปตัดผม และไม่ตรงกับรอบตัดผมในแดน แต่เจ้าหน้าที่ตอบทำนองว่าไม่เป็นไร ก็ต้องตัด ก็ดี จะได้ให้เขายกเลิกกฎกระทรวงไป ก่อนเจ้าหน้าที่ได้ใช้ปัตตาเลี่ยนไถผมเขา
จากการพูดคุยกับแอมป์ เขามองว่าเหตุการณ์ครั้งนี้แตกต่างจากครั้งแรก (ช่วงเดือนกันยายน 2568) ครั้งแรกยังพอเข้าใจได้เพราะผมยาวจริงและไม่มีเหตุจำเป็นให้เลี่ยงการตัด แต่ครั้งที่สองนี้เขาได้แจ้งเหตุจำเป็นไปแล้วว่าวันรุ่งขึ้นยังต้องไปศาล และต้องไปศาลเกือบทุกวัน
“ผมมองว่าคำพูดเหล่านี้ไม่ได้มีนัยยะให้ยกเลิกกฎกระทรวง แต่มีนัยยะเป็นการท้าทายประมาณว่า ก็ร้องไปสิ ร้องให้ยกเลิกไปเลย” แต่แอมป์ก็ยังมองว่ามันไม่สมเหตุสมผลอยู่ดี
ส่วนเรื่องกฎกระทรวง “ผมเห็นว่าผู้ต้องขังก็ไม่จำเป็นต้องตัดผมทุกคนขนาดนั้น ในมุมมองของผมอย่างเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็มีปัญหาเรื่องต้องตัดผมผู้ต้องขังทุกคน แม้กระทั่งคนในกลุ่ม LGBTQ ที่ผมยาว หากเข้ามาในเรือนจำ ก็ต้องตัดผมสั้นเกรียนหมด”
นอกจากแอมป์แล้ว ยังมีผู้ต้องขังอีกหลายคนที่ถูกไถผมจากเจ้าหน้าที่รายเดียวกันด้วย “ถ้าจะตัดผมจริง ๆ ทำไมไม่ให้ตัดให้ถูกระเบียบไปเลย แต่พอเป็นการเหมือนกล้อนผมแบบนี้ เป็นลักษณะของการกลั่นแกล้งมากกว่า”
กรณีนี้สำหรับแอมป์ไม่ได้มองว่าเป็นการลงโทษทางจิตใจต่อผู้ต้องขังทางการเมืองโดยเฉพาะ เพราะมีผู้ต้องขังทั่วไปอีกหลายคนที่โดนเหมือนกัน
“มันเหมือนเด็กในโรงเรียนมัธยม ที่อยู่ ๆ ครูก็เอาปัตตาเลี่ยนมาไถผม ซึ่งแม้กระทั่งเด็กมัธยมรุ่นนี้ก็รับไม่ได้อยู่แล้ว แต่เรายังต้องมาเจอแบบนี้ในเรือนจำอีกหรือ” แอมป์กล่าว
แอมป์ต้องการสื่อสารต่อสังคมว่า แม้เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เขารู้สึกว่าพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่แบบนี้อาจเป็นการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์การใช้อำนาจในทางที่ผิด เช่น เคยมีกรณีที่ผู้ต้องขังยังไม่ทันทำอะไรผิดก็ถูกสั่งให้ไปกลิ้ง ให้ไปหมอบแล้ว
“ถ้าคุณเดินเข้ามาบอกว่าผมผิดระเบียบ แล้วตัดผมให้ถูกระเบียบไปเลย เราก็จะเข้าใจและรับได้มากกว่าที่อยู่ ๆ คุณจะเดินเข้ามาแล้วไถผม เพราะการทำแบบนี้เป็นหนึ่งในรูปแบบของการกลั่นแกล้งและประจานไปในตัว”
ครั้งแรกที่แอมป์เจอเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2568 ขณะนั้นเพิ่งเสร็จจากการคอนเฟอเรนซ์เรื่องยื่นขอถอนประกัน และต้องรีบออกไปแดนพยาบาลเพื่อรับยาความดัน จึงไม่ทันไปตัดผม ระหว่างรอที่แดนพยาบาล มีเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาพูดคุยและบอกว่าผมยาวแล้วไม่ทำตามระเบียบ ก่อนจะจับปัตตาเลี่ยนไถที่ขมับทั้งสองข้างและด้านหลังทันที โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้าแต่อย่างใด
ในเวลานั้น แอมป์ตั้งข้อสังเกตว่าส่วนใหญ่คนที่โดนจะเป็นกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งอาจจะโดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษ ขณะที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยังไม่ให้สิทธิผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเลือกทรงผมได้ ต่างจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางหรือเรือนจำกลางคลองเปรมที่อนุญาตให้ตัดทรงคล้ายผู้หญิงหรือตัดผมบ็อบธรรมดาได้
.
จนถึงปัจจุบัน (28 พ.ย. 2568) แอมป์ ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 จากคดีปราศรัยในการชุมนุม #นับ1ถึงล้านคืนอำนาจให้ประชาชน บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2564 และถูกศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 1 ปี 7 เดือน ขณะนี้ผ่านการคุมขังมาแล้ว 355 วัน จะครบ 1 ปีในการคุมขังวันที่ 9 ธ.ค. 2568
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 พ.ย. 2568 ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาคดี 112 ของแอมป์อีกหนึ่งคดี จากการอ่านแถลงการณ์ในการชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี (14 พ.ย. 2564) สรุปลงโทษจำคุก 2 ปี บวกกับโทษจำคุก 1 ปี 7 เดือน จากคดีชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และโทษจำคุก 1 เดือน จากคดีฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ กรณีชุมนุมหน้าห้างสามย่านมิตรทาวน์ (#ม็อบ17ตุลา63) แอมป์มีโทษจำคุกรวมทั้งสิ้น 3 ปี 8 เดือน โดยที่ศาลไม่ได้สั่งให้นับโทษต่อกัน
สามารถร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงแอมป์ ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
ผ่านไป 285 วันในเรือนจำ: “แอมป์” เผยประสบการณ์ถูกจับไถผมโดยไม่ตักเตือน – ย้ำมีวิธีอื่นแก้ปัญหาแทน
