ผ่านไป 285 วันในเรือนจำ: “แอมป์” เผยประสบการณ์ถูกจับไถผมโดยไม่ตักเตือน – ย้ำมีวิธีอื่นแก้ปัญหาแทน

วันที่ 16 ก.ย. 2568 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ทนายความเข้าเยี่ยม “แอมป์” ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา นักกิจกรรมผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 จากคดีปราศรัยในการชุมนุม #นับ1ถึงล้านคืนอำนาจให้ประชาชน บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2564 และถูกศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุก 1 ปี 7 เดือน

แอมป์เล่าถึงเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ใช้ปัตตาเลี่ยนไถผมของเขาโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องของระบบตัดผมในเรือนจำที่มีการเวียนตัดทุก 2 อาทิตย์ แต่กลับมีการลงโทษแบบทันทีทันใดสำหรับผู้ต้องขังบางคน

ส่วนบรรยากาศในเรือนจำช่วงนี้ แอมป์เล่าถึงปัญหาฝนตกที่ทำให้เกิดน้ำท่วมเล็กน้อย ผ้าผ่อนที่ตากไม่แห้งและมีกลิ่นอับ รวมถึงปัญหาขยะในวันหยุดที่ไม่มีรถเข้ามาเก็บ นอกจากนี้ยังมีเรื่องสุขภาพของตัวเองที่เป็นหวัดมาเกือบอาทิตย์ ขณะที่โรคความดันที่เป็นอยู่ยังคงคุมได้ดีด้วยยา

ในท้ายที่สุดแอมป์พูดถึงความห่วงใยต่อเพื่อนนักกิจกรรมอย่าง “ไผ่ จตุภัทร์” และ “ครูใหญ่ อรรถพล” ที่จะมีการพิจารณาคดีหลายคดีในช่วงปลายเดือนนี้ ทั้งสองคนน่าจะต้องถูกนำตัวเข้ามากรุงเทพฯ เพื่อร่วมการพิจารณาคดี ทั้งคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร และโดยเฉพาะคดีอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมนีที่ตัวเขาเองจะต้องเกี่ยวข้องด้วย ทำให้เขาติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด พร้อมความหวังว่าเพื่อน ๆ จะได้ย้ายมาอยู่ที่เรือนจำแห่งเดียวกันเพื่อจะได้อยู่ใกล้กันมากขึ้น

_____________________________________

การเข้าเยี่ยมเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ในวันนี้แตกต่างจากเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน ระบบใหม่กำหนดให้ทนายความสามารถเข้าเยี่ยมได้เฉพาะวันอังคาร พุธ และศุกร์เท่านั้น จากเดิมเคยเยี่ยมได้ในทุกวันทำการ  รวมทั้งต้องกดบัตรคิวแทนการยืนเข้าแถวตรงช่องรับเอกสารแบบเดิม โชคดีที่มีทนายอีกคนสละคิวให้ เพราะเลือกเยี่ยมผ่านจอแทนการพบตัวจริง

หลังจากนั่งรอประมาณชั่วโมงครึ่ง ได้เข้าพบแอมป์ในห้องเยี่ยม แอมป์ใส่เสื้อแขนสั้นสีฟ้า กางเกงขาสั้นสีดำ นั่งก้มหน้าอยู่ตรงม้านั่งอีกฝั่งห้องกระจก จากมุมมองแรกผ่านกระจกไม่เห็นความผิดปกติ แต่เมื่อได้พูดคุยผ่านหูโทรศัพท์ และสอบถามเรื่องที่มีการประสานมาว่าแอมป์ถูกไถผม แอมป์ตอบรับและหันให้ดูทั้งซ้ายขวาและด้านหลัง

บริเวณขมับทั้งสองข้างและด้านหลังท้ายทอยแหว่งเป็นหย่อม ๆ อย่างเห็นได้ชัด แอมป์เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ (12 ก.ย. 2568) “ตอนเช้าผมต้องคอนเฟอเรนซ์เรื่องยื่นขอถอนประกัน ก่อนหน้านั้นก็มีเพื่อนผู้ต้องขังมาคุยกันว่าเออผมยาว แต่หลังคอนเฟอเรนซ์ ผมต้องรีบออกไปแดนพยาบาลเพื่อรับยาความดัน ระยะเวลาไม่ห่างกันมาก จึงไปตัดผมไม่ทัน”

วันนั้นระหว่างรอที่แดนพยาบาล มีเจ้าหน้าที่เดินเข้ามาพูดคุย และบอกว่าผมยาว  “พูดว่าเราไม่ทำตามระเบียบ แล้วก็จับปัตตาเลี่ยนไถตรงขมับด้านซ้าย ขมับขวา แล้วก็ด้านหลัง” เป็นเหตุการณ์ที่แอมป์ตกใจ เมื่อถูกถามว่ากระทบจิตใจรุนแรงหรือไม่ แอมป์ตอบอย่างตรงไปตรงมา “ไม่ได้รู้สึกกลัวหรือรู้สึกหดหู่ แต่เป็นเรื่องที่น่าหงุดหงิด เราคิดว่ามันมีวิธีการจัดการอื่นที่เลือกได้”

ในส่วนตัวแอมป์คิดเห็นว่า “หากเห็นว่าผู้ต้องขังผมยาว อาจจะใช้วิธีการเตือนว่าผมยาว และถ้าเตือนแล้วไม่ปฏิบัติ แล้วมาทำแบบนี้ก็คิดว่าไม่มีปัญหา แต่นี่ไม่ได้มีการเตือนหรือบอกอะไรก่อนหน้าเลย พอพูดว่าผมยาวแล้วก็จับตัดเลย เราคิดว่าวิธีนี้มันไม่เวิร์ค รอบนี้คือถึงเนื้อถึงตัวเลย”

ก่อนจะอธิบายระบบการตัดผมว่า “จริง ๆ รอบการตัดผมในแดน 4 มันจะมีการตัดผมทุกวันจันทร์-ศุกร์ แต่จะเวียนไปทุกห้อง” ในแดน 4 มีทั้งหมด 17 ห้อง จะตัดทีละห้องตามลำดับ “กว่าจะเวียนครบกำหนดมาห้องเดิม ก็จะใช้เวลาราว 2 สัปดาห์ มันจะมีบางคนที่ผมยาวเร็ว ยาวช้า แตกต่างกัน บางคนผมยาวเร็วก็จะโดนตัดแบบนี้ก่อน ทั้งที่มันมีรอบการตัดผมแหละ แต่ว่ามันเวียนไป”

แอมป์ยังเล่าให้ฟังเกี่ยวกับประสบการณ์ของ  “เก็ท โสภณ” ที่เคยเล่าว่า ตอนที่มีการเยี่ยมญาติใกล้ชิด ถ้าผู้ต้องขังที่จะออกเยี่ยมญาติใกล้ชิดผมยาว ก็จะมีการให้ไปตัดผม คือให้ไปตัดแบบจริงจัง ไม่ใช่มาจับปัตตาเลี่ยนตัดแบบนี้ นั่นคือวิธีการแก้ปัญหาที่สามารถเลือกทำได้ หรืออาจเป็นเพราะเขาเห็นว่า ถ้าผู้ต้องขังถูกจับกล้อนผม อาจจะไปบอกญาติ แล้วญาติจะโวยเวียนหรือเปล่า ไม่แน่ใจ แต่มันมีวิธีการที่เลือกบริหารจัดการได้ ไม่ใช่อยู่ ๆ จะถือปัตตาเลี่ยนมาเดินไถเลยแบบนี้

แอมป์ตั้งข้อสังเกตส่วนตัวว่า “ส่วนใหญ่คนที่โดน จะเป็น LGBTQ ซึ่งจะโดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษ มันรู้สึกว่าไม่โอเค ผมคิดว่า LGBTQ จะโดนเยอะ เพราะธรรมชาติ กลุ่ม LGBTQ ก็อยากเจอไว้ผมยาว ก็จะโดนประมาณนี้” โดยแอมป์ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ยังไม่ให้สิทธิผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเลือกทรงผมได้

แอมป์บอกว่าตัดใจไม่ตัดแต่งผมในตอนนั้น โดยคุยกับเก็ทแล้วตัดสินใจ “คิดว่ารอให้ทนายเข้าเยี่ยม เพื่อยืนยันไว้เป็นหลักฐาน เผื่อจะสามารถทำอะไรต่อได้” สำหรับเหตุผลที่เก็ทให้คือ “ขนาดแค่เรื่องผมที่เลือกได้ว่าจะจัดการยังไง ยังเลือกใช้วิธีการที่รุนแรงคือจับตัดเลย”

นอกจากเรื่องผม แอมป์ยังเล่าถึงสภาพความเป็นอยู่ว่า  “ช่วงนี้ข้างในฝนตกเรื่อย ๆ  มีน้ำท่วมเล็กน้อย ปัญหาตอนนี้ที่เจอคือผ้าที่ตากไม่ยอมแห้ง แล้วก็อับ”  กับเรื่องขยะ  “ถ้าจันทร์ถึงศุกร์ก็ไม่มีปัญหา เพราะมีรถเข้ามาเก็บทุกวัน แต่ถ้าเป็นช่วงเสาร์-อาทิตย์ รถไม่เข้า ก็จะต้องรอวันจันทร์ ซึ่งระหว่างนั้นก็มีกลิ่นบ้าง แต่ว่าไม่ได้เป็นปัญหาอะไร หรือผมอาจจะชินแล้ว” พูดถึงตรงนี้แอมป์ก็หัวเราะออกมา

ด้านเรื่องสุขภาพของแอมป์มีอาการคัดจมูก เป็นหวัดมาได้เกือบอาทิตย์แล้ว แต่ไม่มีอาการแทรกซ้อนอื่น ๆ ส่วนโรคความดัน พอกินยาก็คุมอาการได้ไม่มีปัญหาอะไร วันที่ 22 ก.ย. นี้จะได้พบแพทย์เข้ามาตรวจเรื่องความดัน  

ก่อนจากกันแอมป์พูดถึงความสนใจเรื่องของ “ไผ่ จตุภัทร์” และ “ครูใหญ่ อรรถพล” ที่ถูกคุมขังที่เรือนจำอำเภอภูเขียว กรณีไผ่จะมีสืบพยานคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ที่กรุงเทพฯ วันที่ 24-26 ก.ย. 2568  ส่วนครูใหญ่จะมีนัดฟังคำพิพากษาคดีมาตรา 112 ของศาลอาญาในวันที่ 29 ก.ย. 2568 และยังมีนัดคดีอ่านแถลงการณ์หน้าสถานทูตเยอรมนีในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมด้วย 

“ข้างในก็คุยกันว่าอยากให้ย้ายมาอยู่ที่นี่มากกว่า” แอมป์ให้ความเห็นกรณีนักกิจกรรมทั้งสองคนต้องถูกย้ายตัวมาคุมขังในกรุงเทพฯ

.

จนถึงปัจจุบัน (19 ก.ย. 2568) แอมป์ถูกคุมขังมาแล้ว 285 วัน หรือ 9 เดือน 10 วัน  ด้วยบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563-2565 แอมป์ถูกดำเนินคดีรวมทั้งสิ้น 20 คดี โดยปัจจุบันคดีที่สิ้นสุดลงแล้ว 9 คดี รวมทั้งคดีที่เขาถูกคุมขังอยู่นี้ ที่เขาตัดสินไม่ฎีกาต่อ ส่วนที่เหลือยังคงต้องต่อสู้คดีต่อไป 

สามารถร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงแอมป์ ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

รักเราข้ามกำแพงได้: เรื่องเล่าฉบับ Love Letter ของ “แอมป์” และ “โอ๋” ในห้วงแห่ง Pride Month

เสียงหัวเราะเศร้า ๆ ใต้เงาความหวัง: เมื่อ  “แอมป์” เล่าถึงวันที่เพื่อนผู้ต้องขังได้อิสรภาพ ขณะที่เขายังคงรออยู่

X