“ไผ่” จตุภัทร์ ถูกขังด้วย ม.112 เหตุชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร มาแล้ว 4 ครั้ง รวม 603 วัน และศาลยังคงไม่อนุญาตให้ประกันตัว แม้ยังไม่มีคำพิพากษา

นับตั้งแต่ปี 2563 การดำเนินคดีจากการชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร เป็นการชุมนุมปักหลักค้างคืนครั้งสำคัญที่มีผู้เข้าร่วมชุมนุมมากที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2557 โดยช่วงหนึ่งแกนนำได้ประกาศว่ามีผู้ชุมนุมช่วงสูงสุดกว่า 2 แสนคน ต่อมามีจำเลยถูกสั่งฟ้องรวม 22 คน แบ่งเป็น 7 คนถูกฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 112 และ 15 คนถูกสั่งฟ้องในข้อหาหลักตามมาตรา 116 

ปัจจุบัน คดีสืบพยานโจทก์เสร็จสิ้นแล้ว และอยู่ระหว่างการรอสืบพยานจำเลย ซึ่งมีกำหนดนัดสืบพยานในวันที่ 22-25 ก.ย., 3-6 พ.ย. 2569 

ตลอดเส้นทางการต่อสู้คดีกว่า 6 ปี “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ในฐานะหนึ่งในจำเลยข้อหาหลักตามมาตรา 112 ต้องเผชิญคดีนี้กับการถูกคุมขังในเรือนจำรวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง คิดเป็นระยะเวลาสะสมกว่า 603 วัน แม้ว่าศาลยังไม่มีคำพิพากษาตัดสินว่ากระทำความผิดแต่อย่างใด นอกจากนั้น จำเลยทั้ง 7 คนที่ถูกสั่งฟ้องในข้อหาหลักตามมาตรา 112 ล้วนเคยถูกคุมขังในเรือนจำมาแล้วทุกคน ขณะเดียวกัน กลุ่มจำเลยในข้อหาหลักตามมาตรา 116 ก็เคยมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำรวม 4 คน 

ในการถูกคุมขังแต่ละระลอก ไผ่ต้องเผชิญกับอุปสรรคในการประกันตัว ต้องยื่นคำร้องขอประกันตัวซ้ำหลายครั้งไปจนถึงสิบครั้ง การถูกสั่งเพิกถอนประกันจากกิจกรรมทางการเมือง เงื่อนไขการประกันตัวที่เข้มงวดเกินจำเป็นอย่างการติดกำไล EM และห้ามออกนอกเคหสถาน ตลอดจนภาวะเสี่ยงต่อสุขภาวะและความไม่ปลอดภัยภายในเรือนจำ เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 และเหตุการณ์พยายามย้ายตัวผู้ต้องขังยามวิกาล

แม้ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2569 ศาลอาญาจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีจำเลยกลุ่มข้อหาหลักตามมาตรา 116 ทั้ง 15 คนตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ แต่คดีมาตรา 112 ถูกยกเว้นไว้ ส่งผลให้ไผ่และจำเลยอีก 6 คนยังคงต้องแบกรับภาระการต่อสู้คดีต่อไป โดยปัจจุบันไผ่ยังคงเป็นหนึ่งในจำเลยที่มีหมายขังค้างอยู่ในคดีนี้และยังคงไม่ได้รับการประกันตัว

ทั้งหมดนี้ชวนให้ย้อนมอง “หลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์” (Presumption of Innocence) ซึ่งถูกรับรองไว้ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด แต่ข้อเท็จจริงคือ การคุมขังที่เกิดขึ้นทั้งหมด จำเลยหลายคนถูกจำกัดเสรีภาพสะสมนับรวมกันหลายสิบถึงหลายร้อยวัน โดยที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาว่ากระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา 

.

  • ครั้งที่ 1: 14 – 23 ต.ค. 2563 (ขังชั้นสอบสวนรวม 10 วัน) 

เริ่มต้นจากการที่ไผ่ถูกจับกุมจากการเข้าร่วมปักหลักชุมนุมกับ “คณะราษฎรอีสาน” เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2563 เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการชุมนุมใหญ่ #ม็อบ14ตุลา โดยเขาถูกนำตัวไปคุมขังที่ บก.ตชด. ภาค 1 ก่อนจะถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมในคดี 19 กันยาฯ ตามมาตรา 116 (ในขณะนั้น) และยื่นขอฝากขังต่อศาล ซึ่งศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว ทำให้ไผ่ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำฝากขังชั้นสอบสวนเป็นเวลา 10 วัน จนกระทั่งศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในวันที่ 23 ต.ค. 2563

ไผ่ถูกขังอยู่ทั้งสิ้น 10 วัน จนกระทั่งวันที่ 23 ต.ค. 2563 ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัว ภายหลังจากการยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่ให้ประกันตัว

  • ครั้งที่ 2: 8 มี.ค. – 23 เม.ย. 2564 (การคุมขังระหว่างพิจารณาคดีหลังถูกสั่งฟ้อง รวม 47 วัน)

ไผ่ถูกคุมขังอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2564 พร้อมกับจำเลยร่วมคดี หลังอัยการมีคำสั่งฟ้องด้วยข้อหาหลักตามมาตรา 112 และอื่น ๆ รวม 9 ข้อหา และศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ในช่วงแรกเขาถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษธนบุรี ทนายความยื่นคำร้องขอให้ศาลนำตัวไผ่มาคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ให้ถูกต้องตามหมายขัง เขาจึงได้รับการย้ายตัวมาคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

  • ครั้งที่ 3: 11 ส.ค. 2564 – 9 ก.พ. 2565 (ถูกถอนประกันระหว่างพิจารณาคดีจากการเข้าร่วมชุมนุม รวม 183 วัน) 

การคุมขังครั้งดังกล่าวของไผ่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 9 ส.ค. 2564 หลังไปมอบตัวตามหมายจับในคดีสาดสีหน้า สน.ทุ่งสองห้องและศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว จึงเป็นเหตุให้ไผ่ถูกคุมขังอีกครั้ง ต่อมาในวันที่ 11 ส.ค. 2564 พนักงานอัยการได้ยื่นขอให้ศาลเพิกถอนประกันในคดีนี้ อ้างว่าผิดเงื่อนไขประกันจากการร่วมชุมนุมและจัดกิจกรรมทางการเมืองหลายครั้ง ศาลจึงมีคำสั่งให้เพิกถอนประกันในวันดังกล่าว

ต่อมาในวันที่ 9 ก.พ. 2565 ไผ่ได้รับการประกันตัวในคดีนี้จากการยื่นเป็นครั้งที่ 8 พร้อมกับหลายเงื่อนไข เช่น ให้ติดกำไล EM หรือห้ามออกนอกเคหสถานในช่วงค่ำ แต่ยังไม่ได้รับการปล่อยตัวในทันที เนื่องจากยังมีหมายขังจากคดีอื่นค้างอยู่ ก่อนได้รับการปล่อยตัวในวันถัดมา (10 ก.พ.

  • ครั้งที่ 4: 22 ก.ย. 2568 – ปัจจุบัน ถอนประกันตนเองหลังถูกคุมขังคดีอื่น รวมแล้ว 363 วัน หรือเกือบ 1 ปี (นับถึงวันที่ 19 ก.ย. 2569 ยังคงถูกคุมขังต่ออยู่) 

หลังไผ่ถูกคุมขังระหว่างฎีกาในคดีมาตรา 112 จากการชุมนุมปราศรัยที่ภูเขียวตั้งแต่วันที่ 3 ก.ย. 2568 หลังอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาจำคุก 2 ปี 12 เดือน ต่อมาวันที่ 16 ก.ย. 2568 ฝ่ายจำเลยยื่นถอนประกันตนเองในคดีนี้เพื่อให้นับวันขังไปพร้อมกัน 

ต่อมาเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวคดีหลักที่ถูกขังแล้ว แต่ในคดีนี้ ศาลอาญากลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว แม้จะยื่นคำร้องขอประกันตัวอย่างต่อเนื่องแล้ว 10 ฉบับ และยื่นอุทธรณ์คำสั่งฯ 4 ฉบับ จึงทำให้ปัจจุบันไผ่ยังถูกคุมขังจากคดีนี้เพียงคดีเดียว พร้อมกับติดกำไล EM ในเรือนจำเช่นเดียวกับ “ครูใหญ่” อรรถพล

.

ทั้งนี้ ในวันที่ 23 ก.ย. 2569 ศาลจังหวัดภูเขียวมีนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาของ “ไผ่” จตุภัทร์ และ “ครูใหญ่” อรรถพล (เบิกตัวผ่านจอภาพ) ในคดีมาตรา 112 จากเหตุชุมนุมปราศรัยประเด็นปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ในการชุมนุมหน้าโรงเรียนภูเขียวและ สภ.ภูเขียว 

คดีของเขาจะสิ้นสุดลงทันทีหลังจากอ่านคำพิพากษา หากถูกพิพากษาจำคุกก็จะเป็นผลให้เขาต้องถูกคุมขังด้วยโทษตามคำพิพากษา ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกาในคดีหลักที่ถูกขังแล้วก็ตาม แต่เขาไม่มีโอกาสได้รับการปล่อยตัว เพราะศาลอาญากลับไม่อนุญาตให้ประกันตัวในคดี #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร นี้

นอกจากนั้น ในวันที่ 29 ก.ย. 2569 ศาลจังหวัดขอนแก่นมีนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 “ไผ่” จตุภัทร์ ในข้อหามาตรา 116 จากเหตุชุมนุม #หมายที่ไหนม็อบที่นั่น ปี 2563 ซึ่งคดีนี้เข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรม และทนายความได้ยื่นคำร้องขอให้จำหน่ายคดีแล้ว อยู่ระหว่างรอคำสั่งศาล

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

“ก็ยังต้องยื่นประกันต่อไป คนสั่งไม่ขี้เกียจสั่ง คนยื่นก็ไม่ขี้เกียจยื่น” : “ไผ่”- “ครูใหญ่” เผยความรู้สึกก่อนเดินหน้าเข้าสู่วันรอชี้ชะตาคดี ม.112 ในชั้นฎีกา

คดีทั้งหมดของ “ไผ่” จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา 

X