วันนักโทษการเมืองสากล: ยังมีผู้ต้องขังทางการเมืองอีก 48 คน ถูกคุมขัง เกือบ 3 ใน 4 เป็นคดี ม.112

วันที่ 30 ตุลาคม ของทุกปี องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายองค์กรได้รณรงค์ให้เป็น “วันนักโทษการเมืองสากล” (International Day of Political Prisoners) เนื่องจากเคยเป็นวันที่นักโทษการเมืองในอดีตสหภาพโซเวียตได้ประกาศอดอาหารประท้วงครั้งใหญ่ระหว่างถูกคุมขังในคุกและค่ายกักกัน เมื่อปี 1974 เพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน  

การกำหนดวันดังกล่าวเป็นการพยายามรำลึกถึงการเรียกร้องสิทธิของผู้ถูกจองจำด้วยเหตุผลทางการเมือง รวมทั้งยังเป็นการร่วมกันแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของผู้ต้องขังทางการเมืองทั่วโลก และเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองที่ยังดำรงอยู่ในหลายประเทศ

ในประเทศไทย ภายหลังการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ในช่วงปี 2563 มีประชาชนและนักกิจกรรมทางการเมืองต้องถูกคุมขังในคดีต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งถูกคุมขังระหว่างพิจารณา และถูกคุมขังตามคำพิพากษาถึงที่สุด 

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนพบว่าตลอด 6 ปี มีผู้เคยถูกคุมขังในเรือนจำไปรวมแล้วอย่างน้อย 228 คน (สถิติตั้งแต่กลางปี 2563 ถึงวันที่ 30 ต.ค. 2569) บางรายได้รับการประกันตัว หรือพ้นโทษในคดี บางรายถูกคุมขังหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา บางรายก็ยังคงถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบัน โดยตัวเลขนี้นับข้อมูลผู้เคยถูกคุมขังในเรือนจำทั้งหมด แม้ระหว่างรอคำสั่งของศาลในการประกันตัวด้วย 

จนถึงวันนี้ ยังมีผู้ถูกคุมขังในคดีเกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมและแสดงออกทางการเมือง อีกอย่างน้อย 48 คน ในจำนวนนี้แยกเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 31 คน และคดีมาตรา 110 อีก 5 คน รวมผู้ถูกคุมขังจากสองข้อกล่าวหานี้เท่ากับ 3 ใน 4 ของจำนวนทั้งหมด

ขณะเดียวกันในจำนวนนี้เป็นผู้ต้องขังที่ถูกคุมขังระหว่างการต่อสู้คดีและไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวจำนวน 20 คน และผู้ต้องขังที่คดีสิ้นสุดแล้วจำนวน 28 คน

ขณะที่เฉพาะในปี 2569 มีผู้ได้รับการปล่อยตัว หรือพ้นโทษในคดีทางการเมือง อย่างน้อย 22 คน โดยส่วนใหญ่มาจากการได้ลดโทษหรือเข้าเกณฑ์ ตาม พ.ร.ฎ.อภัยโทษ ที่ออกมาในช่วงกลางปี 2569 คือจำนวน 9 คน และได้รับการปล่อยตัวจากนิรโทษกรรมอย่างน้อย 8 คน ส่วนที่เหลือเป็นผู้ถูกขังจนครบกำหนดโทษ หรือมีการเปลี่ยนแปลงทางคดี

สถานการณ์ปัจจุบัน ยังมีผู้ต้องขังบางส่วนรอกระบวนการพิจารณาการนิรโทษกรรม ซึ่งจะทำให้ได้รับการปล่อยตัว แต่ก็ในสัดส่วนที่ไม่ได้มากนักจากจำนวนทั้งหมด เนื่องจาก พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ที่มีผลบังคับใช้ กำหนดยกเว้นข้อหาตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นสัดส่วนคดีที่ผู้ต้องขังส่วนใหญ่ถูกคุมขังอยู่ ทำให้แม้จะมีกฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองแล้ว ก็ยังทำให้นักกิจกรรมและประชาชนจำนวนมากต้องถูกคุมขังต่อไป และอาจต้องมีผู้ถูกคุมขังจากข้อหาดังกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วย

ขณะเดียวกันการยกเว้นข้อกล่าวหาดังกล่าว ยังทำให้เกิดผลแปลกประหลาดในทางคดี เมื่อการกระทำที่ถูกกล่าวหาจากการชุมนุมและแสดงออกทางการเมืองเดียวกัน บางข้อหาถูกยุติคดีเนื่องจากเข้าข่ายนิรโทษกรรม แต่บางข้อหาต้องดำเนินต่อไป หรือผู้ถูกกล่าวหาบางคนในคดีเข้าข่ายในการนิรโทษกรรมทั้งหมด แต่ในคดีเดียวกันกลับมีผู้ที่ถูกยกเว้น ต้องต่อสู้คดีต่อไป ไม่ได้เกิดการนิรโทษกรรมทั้งหมด 

หลายคนที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ก็ถูกคุมขังด้วยโทษที่สูงอย่างมาก อาทิ “บัสบาส” ที่ถูกคุมขังด้วยโทษรวมกันถึง 50 ปี 6 เดือน หรืออานนท์ นำภา ที่หากนับโทษจำคุกในแต่ละคดีต่อกันแล้ว จะมีโทษมากกว่า 34 ปีแล้ว 

รวมทั้งผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 110 ที่ถูกศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาเป็นลงโทษจำคุกคนละ 16 ปี (ยกเว้นเอกชัย หงส์กังวาน ที่ถูกเพิ่มโทษเป็น 21 ปี 4 เดือน) โดยทั้งห้าคนไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกา รวมทั้งยังไม่ชัดเจนว่าคดีนี้จะถูกนับรวมในการนิรโทษกรรมที่เกิดขึ้นหรือไม่ เนื่องจากเป็นข้อหาที่ไม่มีการระบุไว้แนบท้ายบัญชีในกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้ระบุห้ามไว้อย่างชัดเจน

การแก้ไขปัญหาผู้ต้องขังทางการเมืองผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมที่ดำเนินอยู่ ซึ่งหวังว่าจะมุ่งไปสู่สิ่งที่ถูกเรียกว่า “สังคมสันติสุข” นั้น จึงไม่ได้เกิดขึ้นจริง กลับกลายเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองแต่ละกลุ่ม และทำให้การดำรงอยู่ของนักโทษทางการเมืองของไทยยังคงดำเนินต่อไป

.

ย้อนอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

วันนักโทษการเมืองสากล ปี 2568 ภาพรวม 5 ปี ในไทย: สถิติขึ้นลงสัมพันธ์กับสถานการณ์ทางการเมือง-แนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน

นิยามที่หลากหลายและข้อถกเถียงต่อความหมายของ “นักโทษการเมือง”

รายชื่อผู้ต้องขังทางการเมือง 2569

.

X