ครบรอบ 6 ปี เหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2563 ซึ่งเป็นวันนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มราษฎร 2563 ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อเคลื่อนขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล โดยการประกาศนัดชุมนุมเกิดขึ้นตั้งแต่การชุมนุมในวันที่ 19 กันยายน 2563
ในช่วงเย็นวันชุมนุม ขณะขบวนใหญ่ยังเดินทางไปไม่ถึงทำเนียบรัฐบาล บริเวณถนนพิษณุโลก มีกลุ่มผู้ชุมนุมรวมตัวกันจำนวนหนึ่งเพื่อรอคอยขบวนใหญ่ที่กำลังเดินทางมา ได้เกิดเหตุที่ขบวนเสด็จของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พร้อมด้วยเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ผ่านเข้ามาในที่ชุมนุม จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามากั้นแนวระหว่างผู้ชุมนุมและรถขบวนเสด็จ ก่อนขบวนจะผ่านไปได้ในเวลาราว 6 นาที
แต่ภายหลังมีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหาหลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 จากเหตุการณ์นี้จำนวน 5 คน ได้แก่ เอกชัย หงส์กังวาน, “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ, “เก่ง” ชนาธิป และ “ขวัญ” ภาณุภัทร์ (สงวนนามสกุล)
คดีนี้ดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน โดยในศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา แต่ในศาลอุทธรณ์พิพากษากลับว่ามีความผิดตามฟ้อง โดยลงโทษจำคุกคนละ 16 ปี เฉพาะเอกชัยเพิ่มโทษเป็นจำคุก 21 ปี 4 เดือน โดยศาลยังคงไม่ให้สิทธิประกันตัวของทุกคนในชั้นฎีกา ทำให้ทั้งหมดถูกคุมขังมาเป็นเวลา 1 ปี 1 เดือนเศษแล้ว และยังไม่มีนัดหมายฟังคำพิพากษาในชั้นฎีกา
คดีนี้และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน ก่อให้เกิดคำถามหลายประการ ทั้งการปรากฏขึ้นของขบวนเสด็จในพื้นที่ดังกล่าวโดยดูเหมือนไม่มีใครทราบล่วงหน้ามาก่อน รวมทั้งเจตนาของจำเลยทั้งห้าจากการกระทำที่ถูกกล่าวหา ซึ่งไม่ได้มีใครตั้งใจจะขัดขวางขบวนเสด็จแต่อย่างใด
.
.
ในการสืบพยาน เจ้าหน้าที่ตำรวจหลายนายเบิกความทำนองเดียวกันว่า เส้นทางเสด็จเป็นความลับ แต่ผู้ที่เคยมารับเสด็จจะรู้เองว่าต้องมารอรับเสด็จที่จุดใด และปรากฏว่าแม้แต่พยานโจทก์ ประชาชนเสื้อเหลืองที่มาเบิกความว่าอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ไม่มีใครเลยที่เจาะจงเดินทางมารับเสด็จที่หน้าทำเนียบรัฐบาล หากเป็นการเดินตามเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนมาจากถนนราชดำเนิน หรือผ่านมาเพื่อไปยังเส้นทางอื่น หรือกำลังเดินทางกลับ จึงบังเอิญเจอกับเหตุการณ์พอดี
วันเกิดเหตุ ก่อนเวลาเสด็จ บนสะพานชมัยมรุเชษฐ์ยังมีแนวรถตู้จอดขวางถนน เพื่อสกัดกั้นขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่ พอขบวนเสด็จใกล้มาถึงจึงเปิดช่องทางจราจรไว้หนึ่งช่องทาง ด้านผู้ชุมนุมและประชาชนที่มารอขบวนผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่ที่หน้าทำเนียบรัฐบาลนั้น มีประมาณ 50-100 คน จับกลุ่มอยู่ริมถนน แต่เมื่อ คฝ. นำรถตู้มาขวางถนน ประชาชนจึงลงไปบนพื้นผิวการจราจร ก่อนเริ่มมีการตั้งแนว คฝ. ทั้งในแบบหน้ากระดานคล้องแขน และแถวตอนลึกนับสิบแถว พร้อมกับมีการดึงประชาชนบางคนออกจากถนน ผู้ชุมนุมจึงเข้าใจว่าจะมีการสลายการชุมนุมและเข้าไปประจันหน้ากับตำรวจ
รายงานสถานการณ์ในวันเกิดเหตุของ สน.ดุสิต ซึ่งอยู่ในพยานหลักฐานของโจทก์ ชี้ให้เห็นว่า ในวันเดียวกันนั้น เส้นทางบนถนนพิษณุโลกจะใช้เป็นเส้นทางเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ แต่ขบวนอื่นกลับหลีกเลี่ยงเส้นทางหลัก ไปใช้เส้นทางสำรอง ไม่ได้เสด็จผ่านบริเวณดังกล่าว ในขณะที่ก่อนขบวนเสด็จของพระราชินีจะมาถึงที่เกิดเหตุ สน.ดุสิต รายงานว่าเส้นทางดังกล่าวมีผู้ชุมนุมอยู่และเสนอให้ใช้เส้นทางสำรอง แต่ศูนย์วิทยุรามายังคงยืนยันให้ใช้เส้นทางเดิม
แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายโจทก์ จะเบิกความว่าได้ตรวจเส้นทางและประจำจุดตามแผนการรักษาความปลอดภัย แต่ในที่เกิดเหตุไม่ปรากฏเจ้าหน้าที่ตำรวจที่แต่งกายลักษณะมารับเสด็จ ไม่มีการให้สัญญาณ ไม่มีการประกาศ ในขณะที่ความรับรู้ของเจ้าหน้าที่แต่ละหน่วยงาน แต่ละระดับปฏิบัติการนั้น ก็มีไม่เท่ากัน แม้แต่เจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนระดับปฏิบัติการรายหนึ่ง ยังเบิกความว่าทราบภารกิจล่วงหน้าก่อนขบวนเสด็จจะมาถึงไม่เกินห้านาที
เจ้าหน้าที่บางรายอ้างว่ามีการประกาศในพื้นที่ว่าเส้นทางดังกล่าวเป็นเส้นทางเสด็จ แต่กลับไม่ปรากฏภาพยืนยันการประกาศให้ประชาชนทราบดังกล่าวอยู่ในพยานหลักฐานคลิปภาพเคลื่อนไหวของฝ่ายโจทก์ ซึ่งมีจำนวนหลายสิบคลิปเลยสักคลิปเดียว มีเพียงคลิปการประกาศของ “รถนำทาง” ที่แจ้งขอเส้นทางให้ “ขบวน” ผ่าน โดยไม่ได้บอกว่า “ขบวนเสด็จ” และไม่ได้บอกว่า “ใครเสด็จ” แต่อย่างใด
เมื่อรถนำทางออกมาจากแนวเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนแล้ว คฝ. ก็ตั้งแถวปิดทึบเช่นเดิม ทำให้มองไม่เห็นทัศนวิสัยด้านหลังแนวของเจ้าหน้าที่ ไม่ทราบว่ามีรถหรือขบวนตามหลังมาอีกหรือไม่ หากดูภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหวจากพยานหลักฐานโจทก์ ในมุมมองของคนที่ยืนอยู่บนถนนเอง ก็มองไม่เห็นขบวนเสด็จด้านหลัง ยกเว้นภาพที่ถ่ายจากมุมสูงหรือด้านข้าง ซึ่งจำเลยสี่คนยืนอยู่ด้านหน้าประชิดตำรวจจึงมองไม่เห็นและเมื่อเห็นว่าเป็นขบวนเสด็จก็รีบถอยออกมา ส่วนจำเลยอีกรายยืนชูสามนิ้วอยู่ด้านข้าง ไม่ได้เข้าไปขัดขวางขบวนแต่อย่างใดเลย
ในศาลชั้นต้น ศาลยกฟ้องทุกข้อหา เนื่องจากเห็นว่ามีข้อเท็จจริงเรื่องความรับรู้ของขบวนเสด็จไม่เท่ากัน แม้แต่เจ้าหน้าที่ยังเตรียมการไม่เรียบร้อย โดยมีรถตู้จอดขวาง ไม่มีการประกาศแจ้ง ไม่มีสัญญาณใด ๆ แต่ขบวนเสด็จก็สามารถเคลื่อนผ่านไปได้ โดยไม่มีการเข้าไปประทุษร้าย ไม่มีขว้างปาสิ่งของ จึงเห็นว่าจำเลยทุกคนไม่มีเจตนาไปขัดขวางขบวนเสด็จ แต่ศาลอุทธรณ์กลับพิพากษาไปอีกแนวทางหนึ่ง โดยเห็นว่าจำเลยทั้งหมดทราบว่ามีขบวนเสด็จของพระราชินีผ่าน และมีพฤติการณ์ขัดขวางขบวนเสด็จ แม้การกระทำจะไม่บรรลุผล
มีข้อสังเกตอีกด้วยว่า ผู้กล่าวโทษในคดีนี้มีบุคคลที่เป็นประชาชนทั่วไป คือ ศรายุทธ สังวาลย์ทอง ซึ่งมีข้อมูลว่าเคยแจ้งความดำเนินคดีมาตรา 112 ในคดี “แม่จ่านิว” หรือคดีของสมบัติ ทองย้อย ทั้งยังเคยร่วมชุมนุมกับ กปปส. ศรายุทธเบิกความระบุว่าตนอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ภาพและคลิปวิดีโอที่นำมาแจ้งความนั้น กลับปรากฏว่าไม่มีของตนเองแม้แต่คลิปเดียว แต่เป็นการรวบรวมมาจากสื่อ และอ้างว่าตัวเขาเองไม่ได้ถ่ายภาพใด ๆ เลยในขณะเกิดเหตุ ทั้งไม่มีใครยืนยันได้ว่าเขาอยู่ในที่เกิดเหตุ
.
ชวนย้อนทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นผ่าน บันทึกทนายความ: สรุป 11 ข้อเท็จจริงในคดีมาตรา 110 หลังศาลยกฟ้อง
ย้อนอ่านบันทึกการสืบพยาน บันทึกสืบพยานคดีประวัติศาสตร์ “ขัดขวางขบวนเสด็จพระราชินี” ม.110 สู่วันฟังคำพิพากษา
อ่านสถานการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 5 คน 1 ปี แห่งการถูกคุมขังของ 5 จำเลยคดี ม.110 ยังหวังสิทธิประกันตัวและความยุติธรรมจากศาลฎีกา
.

