1 ปี แห่งการถูกคุมขังของ 5 จำเลยคดี ม.110 ยังหวังสิทธิประกันตัวและความยุติธรรมจากศาลฎีกา 

วันนี้ (5 ก.ย. 2569) ครบรอบการถูกคุมขังครบ 1 ปี ของ 5 ผู้ต้องขัง ได้แก่ เอกชัย หงส์กังวาน, “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ, “เก่ง” ชนาธิป (สงวนนามสกุล) และ “ขวัญ” ภาณุภัทร์ (สงวนนามสกุล) ในข้อหาหลัก “ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินีฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 จากกรณีถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินีฯ ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา เมื่อปี 2563 ภายหลังจากถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกคนละ 16 ปี ส่วนเอกชัยจำคุก 21 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา และศาลยังคงไม่ให้สิทธิประกันตัวในชั้นฎีกา แม้ก่อนหน้านี้คดีนี้ ศาลชั้นต้นเคยพิพากษา ‘ยกฟ้อง’ ทุกข้อกล่าวหาก็ตาม 

.

คดีนี้มีศรายุทธ สังวาลย์ทอง และ พ.ต.ท.พิทักษ์ ลาดล่าย เป็นผู้กล่าวหา ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. 2566 ศาลอาญาพิพากษายกฟ้อง ‘ทุกข้อกล่าวหา’ ก่อนที่ศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นลงโทษว่ามีความผิดทุกข้อกล่าวหา ได้แก่ “ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี” ตามมาตรา 110, “มั่วสุมกัน 10 คนขึ้นไป ก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ” ตามมาตรา 215, กีดขวางทางสาธารณะ และกีดขวางการจราจร โดยลงโทษจำคุกถึงคนละ 16 ปี และจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน เพราะถูกเพิ่มโทษหนึ่งในสามตามคำขอโจทก์

ความเห็นต่างสำคัญระหว่างสองศาลอยู่ที่ ‘การตีความเจตนาของจำเลย’ โดยศาลชั้นต้นเห็นว่าสถานการณ์เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนกันของทุกฝ่าย ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์รับรู้สถานการณ์ไม่เท่ากัน ในขณะที่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยทราบถึงการมีอยู่ของขบวนเสด็จและมีเจตนาจงใจขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน จึงอาจพอสรุปคร่าว ๆ โดยสังเขปได้ดังนี้

ศาลชั้นต้นมองว่า “ไม่มีการแจ้งเตือน” ไม่มีการประกาศเส้นทางเสด็จฯ แต่ละคนรับรู้เหตุการณ์ไม่เท่ากัน แม้กระทั่งตำรวจ คฝ. ก็เพิ่งทราบเมื่อขบวนเสด็จใกล้ถึง กล่าวคือ เห็นว่าทางราชการประกาศให้ประชาชนทราบว่ามีการเสด็จฯ ไปยังวัดราชโอรสาราม แต่ไม่ประกาศแจ้งเส้นทางเนื่องจากเป็นความลับ ช่วงเวลา 5 นาทีก่อนขบวนเสด็จมาถึงเชิงสะพาน ตำรวจยังจัดการเส้นทางเสด็จไม่เรียบร้อยสมพระเกียรติ มีรถบัส 4 คันจอดขวางถนนที่แยกนางเลิ้ง รถตู้ 12 คันจอดขวางสะพาน กับตำรวจควบคุมฝูงชน 6 กองร้อยยืนขวางกั้นอีกชั้น ไม่มีสัญญาณใดสื่อให้ทราบว่าเส้นทางเสด็จ 

ในที่เกิดเหตุมีเสียงดังอื้ออึง ทำให้จำเลยและประชาชนมองไม่เห็นขบวนรถพระที่นั่งด้านหลัง แม้แต่ตำรวจควบคุมฝูงชนในแถวเองก็เพิ่งทราบก่อนขบวนมาถึงเพียงไม่กี่นาที

ศาลอุทธรณ์มองว่าผู้ชุมนุมทราบกำหนดการล่วงหน้า และ “ส่วนสูง” ของจำเลยมองเห็นขบวนเสด็จได้ กล่าวคือ ก่อนวันเกิดเหตุทางการได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแจ้งหมายกำหนดการ ประชาชนสามารถติดตามข่าวจากสื่อมวลชนหลายช่องทาง ส่วนกลุ่มคณะราษฎร 2563 มีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 3 ข้อ โดยเฉพาะข้อเรียกร้องข้อที่ 3 “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้กลับมาอยู่ใต้ระบอบประชาธิปไตย” ย่อมเป็นเหตุผลที่น่าสนใจที่ทำให้กลุ่มคณะราษฎร 2563 ทราบหมายกำหนดการในวันเกิดเหตุ และในที่เกิดเหตุมีประชาชนสวมเสื้อสีเหลืองชูพระบรมฉายาลักษณ์เพื่อมารอรับเสด็จ ผู้ชุมนุมย่อมทราบดีว่าจะมีขบวนเสด็จผ่าน

นอกจากนั้น เห็นว่า “ส่วนสูง” ของจำเลยสามารถมองข้ามศีรษะตำรวจ คฝ. ทำให้เห็นภาพขบวนเสด็จได้ โดยเอกชัย, บุญเกื้อหนุน และภาณุภัทร์ สูง 180-190 เซนติเมตร ส่วนชนาธิป สูง 170 เซนติเมตร มีบางจังหวะที่ยกโทรศัพท์ขึ้นเหนือศีรษะเพื่อถ่ายภาพ จึงเชื่อได้ว่ามองเห็นขบวนเสด็จ 

.

ศาลชั้นต้นมองว่าแต่ละฝ่ายเข้าใจไม่ตรงกัน กล่าวคือ จำเลยเข้าไปขวางเพราะเข้าใจว่าตำรวจจะสลายการชุมนุม เนื่องจากตำรวจ คฝ. ยืนเป็นแถวหนาหลายชั้น อาจทำให้ไม่เห็นขบวนเสด็จ แต่เมื่อตำรวจผลักดันก็ถอยไปอยู่ด้านข้าง บางคนเห็นขบวนเสด็จก็ถอยออกไปเอง ไม่มีใครเข้าใกล้รถพระที่นั่ง ไม่มีใครขว้างปาสิ่งของใส่ขบวนเสด็จ และสาเหตุที่ขบวนออกไปล่าช้าน่าจะเกิดจากการประสานความเข้าใจไม่ตรงกัน  การชูสามนิ้วและส่งเสียงดังเกิดจากความโกรธแค้นเพราะเข้าใจว่าตำรวจจะสลายการชุมนุม

ส่วนการกีดขวางการจราจรหรือทางสาธารณะ ตำรวจเป็นฝ่ายนำรถตู้ไปจอดปิดการจราจรบนสะพานและถนนพิษณุโลกก่อนแล้ว บริเวณที่เกิดเหตุจึงไม่มีสภาพเป็นการจราจรในขณะนั้น ประกอบกับข้อเท็จจริงที่รับฟังว่าจำเลยไม่ทราบเรื่องขบวนเสด็จ จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยร่วมกันกีดขวางการจราจรหรือทางสาธารณะ

ศาลอุทธรณ์มองว่าพฤติการณ์ของตำรวจคือการถวายความปลอดภัย ส่วนที่จำเลยกางแขน-นั่งลง-ถ่ายภาพ เป็นเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จ กล่าวคือ ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ไม่พบว่าเจ้าพนักงานตำรวจพกพาหรือใช้อาวุธหรืออุปกรณ์ในการสลายการชุมนุม รวมทั้งไม่มีการกระทำอื่นใดที่ถือว่าเป็นการสลายการชุมนุม แต่เป็นการใช้มือเปล่าคล้องแขนกันเป็นโล่มนุษย์เพื่อถวายความอารักขาความปลอดภัยเท่านั้น ส่งผลให้ศาลปฏิเสธข้อต่อสู้ของจำเลยที่ว่าเป็นการเผชิญหน้าเพราะคิดว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเข้ามาสลายการชุมนุม

อีกทั้ง ศาลอุทธรณ์ยังเห็นไปว่าการกระทำของจำเลย เช่น การกางแขนขวางและเรียกคนมาสมทบ การสั่งให้ผู้ชุมนุมนั่งลงบนพื้นถนน เป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ คฝ. ให้ทำงานยากขึ้น และการถ่ายภาพขบวนเสด็จ แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาเข้าขวาง แต่ท้ายที่สุดขบวนเสด็จผ่านไปได้ เห็นว่าจำเลยกระทำความผิดฐาน “ประทุษร้ายเสรีภาพของพระราชินี” แล้วแต่ไม่บรรลุผล อีกทั้งยังเป็นการกีดขวางทางจราจรด้วย

.

ภายใต้โทษจำคุก 16-21 ปี ระหว่างยังรอคอยสิทธิประกันตัว ชีวิตของทั้ง 5 คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เดิมทีจำเลยทั้ง 5 คนถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนจะถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางคลองเปรมหลังจากถูกคุมขังไปหนึ่งอาทิตย์ และในปัจจุบันต้องแยกกันอยู่คนละแดน

เอกชัย หงส์กังวาน: นักกิจกรรมทางการเมืองวัย 51 ปี เป็นจำเลยคนเดียวในคดีนี้ที่ถูกศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกสูงถึง 21 ปี 4 เดือน การเข้าเรือนจำครั้งนี้ของเขานับว่าเป็นการเข้าเรือนจำครั้งที่ 7 ในชีวิต  ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเขามีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง อาการปวดแผลใกล้จุดที่เคยรักษาโรคฝีในตับ มีอาการต่อมลูกหมากโต กระบังลมอักเสบ และน้ำหนักลดลง 

ปัจจุบันเขาเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ให้ซีทีสแกน ส่องกล้อง และตัดชิ้นเนื้อเยื่อไปตรวจสอบ และยังคงติดตามอาการต่อเนื่อง

“ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง: บัณฑิตสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศวัย 26 ปี ที่ต้องเข้าเรือนจำครั้งแรกในชีวิต ทำให้แผนการศึกษาต่อปริญญาโทต้องหยุดชะงัก เขาพยายามปรับตัวด้วยการนั่งสมาธิและหันหน้าเข้าสู่ทางธรรมเพื่อสงบจิตใจ และใช้เวลาไปกับการอ่านหนังสือนานาประเภท 

ส่วนปัญหาสุขภาพเขาเผชิญกับภาวะเครียดและแรงกดดันจากการใช้ชีวิตในเรือนจำ โดยเขามองความหวังในการได้รับประกันตัวว่าเป็น “Last glimmer of hope”

“ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ: นักพัฒนาชุมชนเมืองและทำงานด้านเยาวชนวัย 40 ปี และหัวหน้าองค์กร “บางกอกฮับ” การถูกคุมขังทำให้โครงการสร้างเสริมสุขภาวะในพื้นที่เปราะบางที่เขาดูแลต้องหยุดชะงักลง เขาปรับตัวด้วยการออกกำลังกาย อ่านหนังสือ และใช้บทสนทนากับเพื่อนผู้ต้องขังเพื่อเยียวยาจิตใจ 

ระหว่างที่เขาถูกคุมขัง มูลนิธิโกมล คีมทอง ได้มอบรางวัลบุคคลเกียรติยศประจำปี 2569 เพื่อเป็นการเชิดชูบุคคลที่ทุ่มเททำงานในภาคประชาสังคมเพื่อสร้างสรรค์สังคมอีกด้วย

“เก่ง” ชนาธิป: ศิลปินอิสระวัย 53 ปี ผู้จบการศึกษาวิจิตรศิลป์และมีหอศิลป์ส่วนตัวที่อำเภอปากช่อง การถูกคุมขังทำให้เขาต้องหยุดสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่มีผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมจำนวนมาก 

สำหรับเหตุการณ์ในวันเกิดเหตุ เขาเล่าถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่า “ผมจำได้ว่าหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปไว้ ผมมีการกระทำเพียงเท่านั้น และไม่ได้มีการกระทำอื่นใดที่เป็นการประทุษร้ายเลย”

“ขวัญ” ภาณุภัทร์: ประชาชนวัย 36 ปี ที่มีประสบการณ์การทำงานหลากหลาย ก่อนหน้านี้เขาเป็นเสาหลักและมีความหวังที่จะสร้างครอบครัว การถูกคุมขังทำให้แผนชีวิตส่วนตัวและการดูแลครอบครัวต้องหยุดชะงัก เพื่อรับมือกับความเครียดและข้อจำกัดในเรือนจำ เขาเลือกเข้าอบรมสมาธิเพื่อฝึกจิตใจให้ตั้งอยู่กับปัจจุบันและลดความคาดหวัง เพื่อไม่ให้ต้องเจ็บปวดกับความไม่แน่นอนของคดีความ

สำหรับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 เป็นการเข้าร่วมชุมนุมครั้งแรกโดยที่ขวัญไม่รู้จักจำเลยร่วมคดีมาก่อน เขาเล่าว่าเมื่อขบวนเสด็จผ่านไป เขาไม่ได้มีการกระทำใด ๆ นอกจากการยืนดูอยู่เฉย ๆ ก่อนจะเดินทางกลับบ้านและพบว่าตนเองกลายเป็นหนึ่งในผู้ต้องหาในเวลาต่อมา

.

ทนายความได้พยายามยื่นคำร้องขอประกันตัวจำเลยทั้ง 5 คนอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันมีการยื่นประกันตัวเอกชัย 5 ครั้ง, บุญเกื้อหนุนและสุรนาถ 6 ครั้ง, ชนาธิป 2 ครั้ง และภาณุภัทร์ 3 ครั้ง แต่พบว่าศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องมาโดยตลอด คือ “ยังไม่มีเหตุสมควรเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม” หรือ “ไม่มีเหตุให้ศาลต้องไต่สวนเพื่อตั้งผู้กำกับดูแล”

การที่ศาลฎีกายังคงปฏิเสธสิทธิประกันตัว ทั้งที่ศาลชั้นต้นเคยพิพากษายกฟ้อง ดูจะทำให้เกิดคำถามต่อหลักการ “สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์” โดยในคดีที่ศาลสูงและศาลชั้นต้นมีความเห็นขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง การคุมขังจำเลยไว้ระหว่างต่อสู้คดีในชั้นฎีกาจึงถูกมองว่าไม่ต่างจากการรับโทษจำคุกไปก่อน ทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด

หนึ่งปีเต็มผ่านไปในเรือนจำ แต่จำเลยทั้ง 5 คน ยังคงเฝ้ารอสิทธิประกันตัว เพื่อให้มีโอกาสพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนในชั้นฎีกา สำหรับสถานะทางคดี ทนายและจำเลยทั้ง 5 คนได้ทยอยยื่นฎีกาในช่วงเดือนธันวาคม 2568 และมกราคม 2569 ซึ่งปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ยังไม่มีความแน่นอนว่าผลลัพธ์ของคดีจะเป็นอย่างไร ในขณะที่สถานการณ์การนิรโทษกรรมในคดีทางการเมืองก็ยังไม่มีความชัดเจนเท่าไรนักสำหรับคดีนี้

ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึง 5 จำเลยคดี ม.110 และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon
โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา คดี ม.110 เชื่อว่า 5 จำเลย พยายามขัดขวาง “ขบวนเสด็จ” ลงโทษจำคุกคนละ 16 ปี ส่วน “เอกชัย” เพิ่มโทษรวม 21 ปี 4 เดือน รอลุ้นประกันชั้นฎีกา

บันทึกทนายความ: สรุป 11 ข้อเท็จจริงในคดีมาตรา 110 หลังศาลยกฟ้อง

ศาลยกฟ้องทุกข้อหา คดี ม.110 “ขัดขวางขบวนเสด็จพระราชินี” ชี้ทุกฝ่ายเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน – ตร.จัดการเส้นทางเสด็จไม่เรียบร้อยเอง

บันทึกสืบพยานคดีประวัติศาสตร์ “ขัดขวางขบวนเสด็จพระราชินี” ม.110 สู่วันฟังคำพิพากษา

X