เมื่อวันที่ 24 และ 28 พ.ย. 2568 ที่เรือนจำกลางคลองเปรม ทนายความเข้าเยี่ยม “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ และ “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง สองผู้ต้องขังในคดีตามมาตรา 110 กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกันขัดขวางขบวนเสด็จพระราชินี ระหว่างเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ทั้งคู่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างฎีกามาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2568 หลังจากถูกศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา ลงโทษจำคุกคนละ 16 ปี โดยในช่วงกลางเดือนธันวาคมนี้ ทนายความเตรียมยื่นฎีกา และยื่นขอประกันตัวจำเลยทั้งห้าในคดีนี้อีกครั้ง
.
ตันกับการระลึกถึงการงานกับชุมชน ที่หวังจะได้สานต่อ
ตันออกเยี่ยมในชุดผู้ต้องขังสีน้ำตาล ที่เขาเรียกมันว่า “ชุดลูกวัว” โดยเที่ยวนี้เขาตื่นเต้นกับการได้เยี่ยมญาติใกล้ชิดของเรือนจำที่มีขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน
“เท่าที่ฟังบรรยากาศมา เราจะถูกเบิกตัวมารอก่อนถึงเวลาเยี่ยมญาติสักพัก จากนั้นก็จะไปห้องชุดที่มีเก้าอี้กับโต๊ะ ได้นั่งพูดคุยกับญาติ ผู้ต้องขัง 1 คน ญาติมาเยี่ยมได้สูงสุด 5 คน มีเวลาให้ 2 ชั่วโมง รอบเช้าจะเป็น 9-11 โมง รอบบ่าย บ่ายโมงถึงบ่ายสาม 1 วัน เยี่ยม 1 แดน เราก็เฝ้ารอนะ นับวันรอเลยล่ะ” ตันบอกเล่าเรื่องนี้ด้วยรอยยิ้ม
เขาบอกว่าตัวเองติดคุกมาเกือบสามเดือน จะเป็นครั้งแรกที่ได้เยี่ยมกันใกล้ชิด แฟนก็แจ้งผ่านโดมิเมล์ว่าเตรียมตัวเดินทางมายังไง ออกมากี่โมง โดยมีการพูดคุยเรื่องอากาศที่ค่อนข้างหนาวเย็นขึ้นช่วงนี้ ทำให้จะสั่งซื้อผ้าห่มกับผ้าขนหนูผืนใหม่มาเสริมให้
ตันกล่าวถึงเรื่องที่ทราบว่าเพื่อน ๆ ในเครือข่ายที่ทำงานพัฒนาชุมชนของเขา จัดงาน “ตลาดนัด ตันต้องไม่ตัน” ขึ้นที่หอศิลป์กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2568 เขาบอกว่ารู้สึกดีใจ และตื่นเต้นกับงานแบบนี้ ไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบไหน ก็แทบจะอดใจรอน้อง ๆ มาเล่าให้ฟังไม่ไหว
“คิดว่ามันน่าจะคล้ายกับงานที่เราเคยทำ เพราะพวกเค้าน่าจะอยากให้มันเชื่อมโยงกับเรา อยากให้มันมีความใกล้ชิดกับชุมชน จึงจัดเป็นรูปแบบตลาดนัด มันคงเป็นงานที่สามารถเล่าเรื่องความเป็นเราแทนเราได้ เพราะเราออกไปทำเองไม่ได้ เราก็ช่วยลุ้นนะ ว่าจะเป็นยังไง เค้าน่าจะช่วยกันออกแบบเราในสายตาของแต่ละคนว่ามองเราเป็นยังไงบ้าง ก็เลยไม่อยากคาดหวังหรือไปจ้ำจี้จ้ำไชมาก เพราะไม่อยากให้เสียความเป็นเขา คิดว่ากว่าจะออกมาเป็นงานนี้ได้ คงพูดคุยกันมาเยอะ” ตันวิเคราะห์งานของเพื่อน ๆ ด้วยรอยยิ้ม
ตันอัปเดตถึงกิจกรรมข้างนอกที่เขาพบเห็นผ่านโทรทัศน์ในเรือนจำด้วยว่า “เราเห็นข่าวในทีวีช่อง 3 วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ที่ผ่านมา เขาจัดงาน ‘Let’s play more เล่นเปลี่ยนโลก’ ที่อุทยานร้อยปี แล้วก็เชิญชวนคนไป ปีนี้เป็นปีที่ 3 แล้ว ปกติเราจะเข้าไปมีส่วนร่วม ช่วยออกแบบกิจกรรมตลอดนะ ไปวิ่งโบรชัวร์หน้าโรงเรียนบ้าง ประสานงานบางเรื่องให้ ดูเรื่องผู้เข้าร่วม เพราะคนจัดก็เป็นเพื่อน ๆ พี่ ๆ กันนี่แหละ แต่ปีนี้เป็นปีแรกเลยที่ไม่ได้ไปช่วย”
“เราชอบงานที่ทำกับชุมชนและทำกับเยาวชนที่สุด เราจะทำ 2 เรื่องนี้ไปพร้อมกัน ทั้งแก้ไขและพัฒนา ให้เค้ามีช่องทางที่ตรงจุด มีขั้นตอนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงได้ อย่างหลักสูตรพัฒนาอาสา ตอนนี้ก็ชะงักไปก่อนเพราะเรามาอยู่ในนี้ แต่ก็ดีเหมือนกันนะที่ได้หยุด (ยิ้ม) เราก็เลยมีเวลาทบทวนให้มันละเอียด ละเมียดละไมมากขึ้น ตอนอยู่ข้างนอกมีโอกาสก็อยากจะรีบทำอย่างเดียวเลยไง ถ้าได้ออกไป จะได้รันต่อให้มันดีขึ้น” ตันบอกเล่าถึงความหวังที่จะได้ออกไปสานต่องานที่ทำอยู่
ข่าวสารอีกอย่างหนึ่งที่อยู่ในความสนใจ คือสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ ทำให้เขาคิดถึงปัญหาเรื่องน้ำในเรือนจำเช่นกัน โดยตันเล่าถึงแดน 4 ของเรือนจำที่เขาถูกย้ายมา แล้วพบว่ามีปัญหาเรื่องน้ำไม่เพียงพอ น้ำในอ่างที่ให้ผู้ต้องขังอาบ โดยเฉพาะช่วงเย็น จะมีน้อยมาก บางคนต้องขึ้นไปอาบบนห้องในเรือนนอน
“แรก ๆ เราก็รู้สึกว่า แค่วันนี้หรือเปล่านะ แต่ไป ๆ มา ๆ มันมีปัญหาทุกวันเลย จนหลายคนว่าจะไปเขียนคำร้อง แต่ยังไม่รู้ว่ามีใครทำไปหรือยัง เรายังไม่เขียนเพราะไม่อยากเป็นเป้าสายตา แต่ว่านะ ผู้ต้องขังหลายคนในนี้ค่อนข้างใส่ใจเรื่องสิทธิ มีการแลกเปลี่ยนวิธีแก้ไขปัญหากันด้วย เราได้ยินก็ยิ้มเลย ก็เลยอยากรอดูไปก่อนว่าพวกเขาจะทำยังไง” ตันทิ้งท้ายถึงเรื่องที่เขาพบในเรือนจำ
.
ฟรานซิสกับการระลึกถึงชีวิตนักศึกษาที่ ม.มหิดล และคำว่า “เสรีภาพ”
เจอกันครั้งนี้ ฟรานซิสดูอารมณ์สดใสขึ้น ไม่ได้เครียดเหมือนครั้งก่อน ๆ แต่เขาผอมลงไป เขาแจ้งถึงน้ำหนักตัวที่ลดลงไปพอสมควร
“ช่วงนี้ ผมทานข้าววันละมื้อ เริ่มรู้สึกว่าปล่อยวางได้หลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องความเครียดสะสม ไปเจอคนเป็นหมอดูในเรือนจำ เขาเตือนว่าเราเครียดสูงนะ อาจจะปากไวนิดนึงให้ระวังด้วย รวม ๆ ชีวิตตอนนี้ก็พยายามปรับตัวดีขึ้น”
ฟรานซิสบอกว่า เขาเพิ่งเยี่ยมญาติใกล้ชิด ทำให้ต้องถูกกักตัว 3 วัน เพื่อเฝ้าระวังโรค โดยเขายังอยู่ที่แดน 6 ส่วนอาการป่วยก็ดีขึ้นแล้ว และได้รับยาโรคประจำตัวแล้ว
ฟรานซิส สนใจติดตามข่าวสารภายนอก ทั้งข่าวต่างประเทศ ที่เขาเรียนมาทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนข่าวสารภายใน เขาก็ทราบเรื่องน้ำท่วมภาคใต้ เขาบอกว่า มีผู้ต้องขังที่เป็นคนหาดใหญ่ติดคุกอยู่เรือนจำนี้หลายคน เดิมมีญาติจะเดินทางมาเยี่ยมใกล้ชิด ก็มาไม่ได้แล้ว ก็เศร้ากันไป เขายังสนใจปัญหาน้ำท่วมในที่อื่น ๆ อย่างอยุธยา หรืออ่างทอง ที่เหมือนกับท่วมยาวนานหลายเดือน แล้วเรื่องก็เงียบหายไปด้วย ทั้งที่ประชาชนก็เดือดร้อนไม่ต่างกัน
ส่วนด้านในเรือนจำ หลังจากคราวก่อนเขาเล่าว่ามีผู้ต้องขังรวมกลุ่มกันเล่นเกมส์แวร์วูฟ (Warewolf) กัน เขาขยายความเรื่องนี้ว่า จะมีการเล่นกันช่วงวันเสาร์อาทิตย์ บางทีก็เล่นกันครึ่งห้องเลย เขาบอกว่ามีคนในห้องเป็นคนริเริ่มไว้ แต่คนนี้โดนย้ายไปเรือนจำอื่นแล้ว แต่ก็มีคนในห้องขังสานต่อ ให้มีกิจกรรมทำร่วมกัน
“นี่ตอนออกมา ยังมีคนชวนเล่นแวร์วูฟอยู่เลย” ฟรานซิสเล่าพลางหัวเราะ
เขายังเล่าถึงความสัมพันธ์กับผู้ต้องขังที่เจอในเรือนจำว่า “บทสนทนาในเรือนจำจะมีไม่กี่อย่าง ถ้าไม่ใช่เรื่องคดีตัวเอง ก็จะเป็นเรื่องอภัยโทษ เรื่องทำยังไงจะได้ออกเร็วขึ้น ทุกคนจะพยายามให้คำแนะนำตามประสบการณ์ใครประสบการณ์มัน บางอย่างเราก็เห็นว่ามันเป็นประโยชน์นะ”
ฟรานซิสบอกต่อว่าในครั้งนี้ เขาอยากพูดถึงเรื่องมหาวิทยาลัยมหิดล ที่เขาสำเร็จการศึกษามา เนื่องจากเขาพบผู้ต้องขังที่เป็นรุ่นพี่จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน
“ในนี้เราเจอรุ่นพี่จากมหิดล รุ่นเลข 4 พอเขาถามว่าเรารุ่นไหน เราบอกว่า 61 เขาก็ว่าเออ แก่ละ (หัวเราะ) เขาก็ถามไถ่ว่าตรงนั้นตรงนี้ยังมีอยู่ไหม ก็เลยเหมือนได้กลับไปคอนเน็คเรื่องราวของเรากับมหิดล คือมหิดลเป็นมหาลัยที่พอมองย้อนกลับไป จะเห็นความทรงจำดี ๆ ที่มีกับเพื่อน จะมีสักกี่ที่ที่คุณมีวงออร์เคสตร้าให้ฟังฟรี เดินรอบมอได้โดยที่ไม่รู้สึกเหนื่อย อยู่แล้วรู้สึกเหมือนเราอยู่กับบ้าน อยู่กับครอบครัวที่มีความอบอุ่น
“จำได้ว่าคำพูดแรกของอาจารย์ที่เคยทำงานด้วยกัน พอรู้ว่าเราติดคุก เขาก็พูดว่า ‘ขนุนเอ๊ย ไม่น่าเลยมึง’ (ชื่อเล่นอีกชื่อของฟรานซิส ชื่อขนุน) มีอาจารย์พยายามหาทางให้เราได้ประกันตัว เค้าใช้ใจเค้าช่วย แม้เรื่องอาจจะจบที่ไม่ได้อนุมัติ แต่เชื่อว่ามันก็ยังเป็นที่ ๆ ไม่ว่าเด็ก ๆ จะทำผิดพลาดกี่ครั้ง ก็ยังได้รับโอกาส
“มหิดลจะมีคำว่า ‘ปู่‘ ใช้เรียกคนที่เรียนจบไปแล้ว แต่ยังกลับมาเรียนใหม่ หรือทำกิจกรรมกับมหาวิทยาลัยอยู่เรื่อย ๆ ผมเองก็อยากกลับไปเรียน ป.ตรี อีกสักใบเหมือนกัน แล้วก็เรายังมีเรื่องที่อยากทำกับมหิดลอีกเยอะ ทั้งเรื่องการรวบรวมประวัติศาสตร์การเมืองช่วง 6 ตุลา เราคิดว่า หากอยากได้ประชาธิปไตย ก็ต้องเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก่อน เรื่องใกล้ตัวที่สุดของเราก็คือมหิดล อยากจะโฟกัสกับมัน 4-6 ปีในอนาคต”
“มีคำนึงที่รู้สึกว่านิยามความเป็นตัวเราได้ดี คือ scholar activist เราอาจจะไม่ได้ออกแนว activist จ๋ามาก ไม่ได้ลงถนน แต่เราก็อยากขับเคลื่อนสังคมในแบบของเรา รู้สึกว่าอยากทำให้มันเป็นเชิงวิชาการ ให้ความรู้ จะเหมาะกับสไตล์เรามากกว่า
“แต่พอมาอยู่ในเรือนจำนี้นะ ถึงเริ่มมีแนวคิดเรื่องธุรกิจ เพราะเราเพิ่งรู้จักคนในวงการนี้ เขาให้คำแนะนำเราแล้วมันหาหนทางได้ง่ายขึ้น ตอนนี้เราได้ทุกอย่างมาแล้ว แต่จะมีประโยชน์อะไร ถ้าไม่มีเสรีภาพ
“เราจะเป็นมนุษย์ยังไง ถ้าไม่มีเสรีภาพ” ฟรานซิสทิ้งท้าย
.
| ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงสุรนาถ-บุญเกื้อหนุน และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล |
.
อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
