“ฟรานซิส-ตัน” เขียนจดหมายจากเรือนจำเรียกร้องสิทธิประกัน หลังยื่นฎีกา คดี ม.110 แล้ว

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2568 ทนายความได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาในคดีของ “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง บัณฑิตสาขาวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศฯ จากมหาวิทยาลัยมหิดล วัย 26 ปี และ “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ นักพัฒนาชุมชนวัย 40 ปี สองผู้ต้องขังในคดีตามมาตรา 110 กรณีถูกกล่าวหาว่าร่วมกันขัดขวางขบวนเสด็จพระราชินี ระหว่างเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 หลังจากทั้งคู่ถูกศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาจากศาลชั้นต้น ที่เคยยกฟ้องคดีทุกข้อกล่าวหา เป็นเห็นว่ามีความผิด ลงโทษจำคุกคนละ 16 ปี  

นอกจากยื่นฎีกาแล้ว ยังมีการยื่นขอประกันตัวในระหว่างฎีกา หลังจากทั้งคู่ไม่ได้รับการประกันตัวมาตั้งแต่วันที่ 5 ก.ย. 2568 โดยศาลอาญาได้ส่งคำร้องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ทำให้ยังต้องรอฟังคำสั่งประกันตัวจากศาลฎีกาต่อไป

ขณะเดียวกัน ทั้งสองคนยังได้เขียนจดหมายจากเรือนจำกลางคลองเปรมเพื่อสื่อสารถึงคดีของพวกเขา โดยบุญเกื้อหนุนเขียนจดหมายถึงศาลฎีกา โดยยืนยันว่าตนเองไม่ได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา และศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา พร้อมเรียกร้องสิทธิประกันตัวในชั้นฎีกา ขณะที่สุรนาถบอกเล่าถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการถูกคุมขัง ทั้งต่อครอบครัว การงาน และเพื่อนร่วมงานพัฒนาชุมชนที่เกี่ยวข้องด้วย

.

.

จดหมายจากบุญเกื้อหนุน: ยืนยันมิได้กระทำผิด เรียกร้องสิทธิการประกันตัว

(13 ธ.ค. 68) เรียนศาลฎีกาที่เคารพ และประชาชนทั่วไปที่กำลังอ่านจดหมายฉบับนี้อยู่นั้น ณ วันที่ผมได้เขียนจดหมายฉบับนี้ ผมได้ถูกจองจำมาแล้วครบ 100 วัน ในสถาบันที่มีชื่อว่า “คลองเปรม” ณ เวลานี้ ผมไม่อาจปฏิเสธได้แล้วว่าผมเป็นผู้ต้องขัง และจะไม่มีวันลืม น้ำตาที่หลั่งไหลออกมาจากแม่ คู่หมั้น และคนที่ผมรักและศรัทธา

ศาลอุทธรณ์ส่งผมมาที่แห่งนี้ คาดหวังว่าผมจะต้องได้รับโทษตามที่ผมได้ถูกกล่าวหาไว้ แต่ถ้าหากดานเต้ (Dante) ได้สอนอะไรไว้นั้น “โชคชะตาชั่งน้ำหนักวิบากกรรมของผู้ใจบุญ กับความสถุนของผู้ใจทรามด้วยตาชั่งที่ต่างกันเสมอ” และด้วยชื่อของผมคือ “บุญเกื้อหนุน” ผมชื่อว่าวิบากกรรมในครั้งนี้จะถูกชั่งน้ำหนักด้วยตราชั่งที่เที่ยงธรรม และเสมอภาคโดยไม่มีเงื่อนไข และช่างเป็นคำสอนที่เหมาะเสียเหลือเกินที่ดานเต้ – ผู้ท่องโลกนรกในบทประพันธ์ของเขานั้น – ที่ทำให้ผมยังคงยืนหยัดในความบริสุทธิ์ในการกระทำ และในความตั้งมั่นใจจิตศรัทธา มิใช่ในตัวบุคคลและกลุ่มบุคคล แต่กับสิ่งที่มนุษย์สร้างและประพันธ์ขึ้นมาเพื่อแยกมนุษยชาติออกจากบรรดาสัตว์เดรัจฉาน “กฎหมาย” เพราะนั่นคือตราชั่งเดียวที่ผมเชื่อมั่น และเป็นเหตุผลว่าผมจะได้รับชัยชนะในคดีประทุษร้ายต่อเสรีภาพของสมเด็จพระราชินี และเป็นการปิดประตูของผมในฐานะผู้ต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมที่ผมเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 อย่างเป็นประจักษ์และปฏิเสธไม่ได้อีกเลย

ศาลฎีกาที่เคารพ ผมคงไม่จำเป็นต้องบอกท่านทั้งหลายว่าการตัดสินคดีการเมืองที่ผ่านมานั้นเป้นเรื่องที่ “อปกติ” เป็นอย่างมาก แต่ ณ เบื้องหน้าของท่านนี้ คือบททดสอบของท่านที่หนักที่สุดนับตั้งแต่การจัดตั้งศาลในสมัยรัชกาลที่ 5 และตลอดมาจวบจนปัจจุบันนี้ คดีที่กำลังจะยื่นให้ท่านพิจารณา จักเป็นบรรทัดฐานที่จะมีการจารึกไว้นับจากครั้งนี้ไปจนนิรันดร์ ทั้งผมรวมถึงคู่คดีอื่น ๆ และท่านย่อมรู้เป็นอย่างดีว่าการตัดสินอย่างเที่ยงธรรมและชอบธรรมนั้นสำคัญไฉน ทั้งผมและท่านต่างรู้ดีว่าการก้าวพลาดเพียงเล็กน้อย อาจทำให้มีผลลัพธ์ที่ส่งผลไปไกลทั่วหล้า ทั้งผมและท่านต่างรู้สิ่งเหล่านี้เป็นอย่างดี

แต่ศาลที่เคารพ เราในฐานะมนุษย์ล้วนต้องยอมรับความเสี่ยงที่จะตามมาในภายหลัง ผมเข้าใจถึงความเสี่ยงของผมแล้ว และผมได้แต่หวังว่าท่านทั้งหลายจะมีสติและปัญญาที่เฉียบแหลมมากพอที่จะยอมรับมัน มิใช่เพียงแต่เพื่ออนาคตของกฎหมายไทย แต่เพื่ออนาคตของความยุติธรรมของมวลมนุษยชาติด้วย

หลักกฎหมายที่ผมและทนายกำลังเรียนต่อท่านนั้น เป็นเรื่องที่ดูซับซ้อนในระดับผิวเผิน แต่เรื่องที่ง่ายและสามารถเข้าใจได้ง่ายต่อสาธารณชนทั่วไป และเป็นหลักกฎหมายเดียวที่จะการันตีชัยชนะ และหลักประกันในการคืนอิสรภาพให้ผม

ศาลฎีกาที่เคารพ ผมเชื่อ และผมคิดว่าท่านเองก็เชื่อ ว่าหน้าที่และความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่ว่าจะในเครื่องแบบไหนก็ตาม ต่างมีหน้าที่ในการเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ และหนึ่งในอำนาจหน้าที่สำคัญกับตำรวจก็คือการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมายเพื่อธำรงหน้าที่นั้นไว้ ผมเชื่อว่าทุกคนต่างเห็นพ้องกันในประเด็นสำคัญนี้

แต่ท่านทั้งหลาย ถ้าหากสิ่งที่ผมถูกกล่าวหานั้นเป็นจริง กล่าวคือ มีการเข้าไปที่ขบวนเสด็จของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี เพื่อกระทำการประทุษร้าย หากมีการกระทำเหล่านั้นจริง เป็นเหตุใดเล่าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ เวลานั้น เลือกที่จะนิ่งเฉยต่อการกระทำเช่นนี้ และนำมาสู่การจับกุมและมอบตัวของจำเลยทั้ง 5 คนในเวลาให้หลัง และด้วยเหตุใดที่เจ้าพนักงานสืบสวนสอบสวนของสถานีตำรวจนครบาลดุสิตถึงเลือกใช้พยานแวดล้อม – อันเป็นไปตาม ป.วิอาญากล่าวว่าพยานแวดล้อมคือพยาน ‘บอกเล่า’ – ถึงได้นำบุคคลอย่าง ศรายุทธ สังวาลย์ทอง มากล่าวอ้างในชั้นสอบสวน แทนที่จะใช้ตำรวจในท้องที่ ซึ่งเป็นประจักษ์พยานที่สำคัญกว่า เพื่อนำมาสู่บรรดาหมายจับและหมายเรียกตามมาทีหลังนี้

ท่านผู้เจริญทั้งหลายและศาลฎีกาที่เคารพ ถ้าหากท่านยังคงมั่นในความที่ว่าผมเป็นผู้กระทำตามกล่าวอ้างจริง และเล็งเห็นว่าสิ่งที่กระผมกล่าวมานั้นเป็นการ ‘นั่งเทียน’ ขึ้นมานั้น ผมกล้าพูดได้อย่างเสรีเลยว่าทุกท่านคิดผิด

ศาลฎีกาที่เคารพ กระผมเป็นผู้เบาปัญญาทางกฎหมาย และมิอาจก้าวล่วงต่อท่านในหน้าที่และการงานของทุกท่านได้ แต่ท่านต้องยอมรับว่าตาม ป.วิอาญามาตรา 80 นั้น ได้ระบุอย่างชัดเจนแล้วว่า ความผิดซึ่งหน้า ได้แก่ “ความผิดซึ่งเห็นกำลังกระทำ หรือพบในอาการใด ซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าเขาได้กระทำผิดมาแล้ว” และไม่แปลกอันใดเลยถ้าหากตามตรรกะแล้ว การละเว้นต่อหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ณ ขณะนั้น จะเป็นไปตามความผิดตามมาตรา 157 ของ ป.อาญา

ท่านผู้เจริญที่เคารพรักทั้งหลาย ถ้าหากกระผมผิดจริง เจ้าหน้าที่ทุกท่านเป็นอันต้องผิดตามกันไปด้วย ง่ายเท่านั้นแล

เพราะประการฉะนี้แล กระผมไม่มีความประสงค์ที่จะหลบหนีไปต่างประเทศตามความกังวลของศาลฎีกาเลยแม้แต่น้อย เพราะในท้ายที่สุดแล้วนั้น ผู้ชนะจะหลบหนีไปทำไมกัน?

ศาลฎีกาและท่านสาธารณชนผู้เจริญทั้งหลาย การประกันตัวนั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานและจนกว่าจะพิสูจน์จนเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าเป็นเช่นไรนั้น กระผมยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่เช่นเคย และถึงกระนั้น ผมต้องได้รับการประกันตัวตามความประสงค์นี้ เพื่อต่อสู้ให้จนถึงที่สุด

สุดท้ายนี้ผมเคยได้กล่าวไว้แล้วในบันทึกเรือนจำของศูนย์ทนายสิทธิมนุษยชนว่า “เมื่อใดที่มนุษย์เราไร้ซึ่งเสรีภาพ มนุษย์นั้นก็มิอาจเป็นมนุษย์ได้อีก” และไม่ว่าจะมีผลออกมาเป็นเช่นใด ท่านขังได้แต่ตัว แต่หัวใจของผมจะเป็นเสรีสืบไป

.

AUT INVENIAM VIAM AUT FACIVM

“I shall find a way…

…or make one.”

บุญเกื้อหนุน “ฟรานซิส” เป้าทอง

13 ธ.ค. 68

—————————————

.

.

จดหมายจากสุรนาถ: บอกเล่าผลกระทบจากการถูกคุมขัง ยังเชื่อการพิจารณาจะเป็นไปโดยเป็นธรรม

เขียนเช้าวันจันทร์ที่ 15 ธ.ค. 3 เดือน 10 วันที่อยู่ในโลกคับแคบ 8 ชั่วโมง ในแดน 16 ชั่วโมง บนตึกนอนร่างกายอ่อนล้า อ่อนแรง สมองไม่ปลอดโปร่ง เต็มไปด้วยความวิตกกังวลทุกช่วงเวลา อยากให้มีแต่วันอังคารและวันพฤหัสบดี จะได้เจอหน้าเมียและแม่ที่รัก ได้เจอหน้าพี่น้อง เพื่อนร่วมงานที่ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในหน้าที่การงานที่ก่อเกิดไว้ และไม่ควรขาดใครไปในการทำหน้าที่ของตัวเอง

ในฐานะสามีที่ต้องทำหน้าที่ดูแลครอบครัวที่กำลังแบกภาระสร้างอนาคตที่หวังว่าจะมั่นคงพอ ต้องอาศัยคู่คิดคู่ทำไปพร้อม ๆ กันกลับต้องหยุดชะงัก อีกคนต้องเคว้งคว้างแทบจนมุม หมดกำลังจะใช้ชีวิตต่อ อีกคนต้องทนทุกข์กายและใจที่ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่ารอเจอหน้าและปลอบใจกันด้วยใบหน้าที่มีน้ำตามากกว่ารอบยิ้ม

ส่วนเรื่องงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาจากการสั่งสมมา 15 ปี กำลังพบหนทางแห่งความหวังที่จะใช้ปฏิบัติการจริงสู่คน สู่ชุมชน สู่เมือง มีผู้คนมากมายกำลังจะทำให้ชุมชนเข้มแข็งด้วยมือของชุมชนเอง มีคนรุ่นใหม่ที่มีคนมีไฟพร้อมลงแรงและลงใจไปพร้อมกัน แต่ด้วยเราเป็นส่วนหนึ่งในการนำและริเริ่มกลับต้องถูกกักขังขาดอิสระอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดความสั่นคลอนในหมู่พี่น้องเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมทางทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน คาดว่าผู้คนไม่น้อยกว่า 2,000 คน ได้รับผลกระทบไม่ทางตรงก็ทางอ้อมอย่างแน่นอน

ในฐานะลูกที่กำลังจะได้โอกาสทดแทน สิ่งที่ลูกควรจะทำก็ได้เพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆ กลับสร้างความเศร้าให้ผู้เป็นแม่อีกครั้ง การกักขังจองจำทั้งที่กระบวนการยังไม่สิ้นสุดไม่เป็นผลดีกับใครเลย

ไม่ใช่เรื่องการปรับตัวทำใจยอมรับทั้งคนข้างในหรือข้างนอก ไม่ใช่เรื่องเวรหรือกรรมแต่อย่างใด แต่มันคือความรับผิดชอบอย่างถูกต้องต่อบทบาทหน้าที่ตัวเองที่ควรกระทำ ระหว่างนี้อยู่ในช่วงที่ทีมทนายความ พี่น้องเพื่อนฝูงและครอบครัวกำลังจะยื่นฎีกาและประกันตัวไปพร้อมกัน ก็ยิ่งทำให้ความหวังความฝันที่มีอยู่บ้าง กลับมีแรงพลังอีกครั้งด้วยตามสิทธิที่ควรได้รับเหมือนกันไม่ว่าใคร ๆ

จินตนาการกลับปลุกพลังให้ใช้ชีวิตในที่คับแคบอย่างมีความหมายอีกครั้ง พร้อมพิสูจน์ความจริงในชั้นสุดท้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปจากนี้อย่างแน่นอน เราอยู่ข้างนอกเชื่อว่าจะทำประโยชน์ได้มากมายกว่าอยู่ไปวัน ๆ แบบนี้อย่างแน่นอน และยังคงเชื่อว่าขั้นตอนการพิจารณาต่าง ๆ จะเป็นไปตามความถูกต้องที่สุด ไม่มีเลือกข้างไม่มีกลั่นแกล้งได้ใช้สิทธิตามกฎหมายทุกประการ

ผมขอขอบคุณทุกคนจากใจจริง หวังว่าจะได้พบกันเร็วนี้

ตัน

สุรนาถ แป้นประเสริฐ

…….

.

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

ชวนรู้จัก “เอกชัย – บุญเกื้อหนุน -สุรนาถ” ผู้เผชิญคดี ม.110: จากยกฟ้อง สู่กลับเป็นลงโทษจำคุกถึง 16-21 ปี ที่ต้องเข้าเรือนจำรอคำสั่งประกันชั้นฎีกา 

ชวนอ่าน #saveตันสุรนาถ: เมื่อ “เพื่อนพี่น้อง” เขียนถึงผู้ต้องขัง ม.110 หลังศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา

บันทึกทนายความ: สรุป 11 ข้อเท็จจริงในคดีมาตรา 110 หลังศาลยกฟ้อง

.

X