ในวันที่ 5 ก.ย. 2568 นี้ เวลา 09.00 น. ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีของนักกิจกรรมและประชาชนรวม 5 ราย ได้แก่ เอกชัย หงส์กังวาน, “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ และประชาชนอีก 2 คน ที่ถูกฟ้องจากเหตุการณ์การชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ในข้อหาประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110, มั่วสุมกันโดยใช้กำลังประทุษร้ายทำให้เกิดการวุ่นวายในบ้านเมืองฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215, กีดขวางทางสาธารณะ และกีดขวางการจราจร เดิมศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา แต่อัยการได้ยื่นอุทธรณ์คดีต่อมา
.
ศาลชั้นต้นยกฟ้อง ชี้ทุกฝ่ายเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน – ตร.จัดการเส้นทางเสด็จไม่เรียบร้อยเอง
คดีนี้มี ศรายุทธ สังวาลย์ทอง อดีตการ์ด กปปส. และ พ.ต.ท.พิทักษ์ ลาดล่าย เป็นผู้กล่าวหา มูลเหตุเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ระหว่างการชุมนุม #ม็อบ14ตุลา ของ “คณะราษฎร63” ราว 17.00 น. ขณะที่ผู้ชุมนุมกลุ่มหลักกำลังเคลื่อนขบวนจากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยังทำเนียบรัฐบาล ในบริเวณถนนพิษณุโลก ด้านหน้าของทำเนียบรัฐบาล มีกลุ่มผู้ชุมนุมย่อยรวมตัวกันจำนวนหนึ่งเพื่อรอคอยขบวนใหญ่ที่กำลังเดินทางมา ได้เกิดเหตุที่ขบวนเสด็จของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ ผ่านเข้ามาในที่ชุมนุม ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น ก่อนขบวนจะเคลื่อนผ่านไปได้ แต่ภายหลังมีผู้ถูกดำเนินคดีจากเหตุการณ์นี้จำนวน 5 คน โดยถูกกล่าวหาว่าร่วมกันขัดขวางขบวนเสด็จ
ในชั้นสอบสวน เอกชัยและสุรนาถไม่ได้รับการประกันตัวในตอนแรก ทั้งสองถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเป็นระยะเวลา 18 และ 13 วัน ตามลำดับ จนกระทั่งศาลอาญามีคำสั่งยกคำร้องฝากขังของพนักงานสอบสวน ในส่วนของสุรนาถยังถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง และขังในสภาพขังเดี่ยวด้วย โดยมีการอ้างเกี่ยวกับมาตรการป้องกันโควิด
จากนั้น พนักงานอัยการมีคำสั่งฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2564 โดยศาลอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งห้า และทั้งหมดต่อสู้คดีต่อมา โดยทำการสืบพยานไปรวมทั้งหมด 16 นัด แยกเป็นพยานโจทก์ 13 นัด และพยานจำเลย 3 นัด ในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2565 ถึงเดือนมีนาคม 2566
คดีนี้ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนว่าความให้จำเลยที่ 2-3 (บุญเกื้อหนุนและสุรนาถ) ส่วนจำเลยรายอื่น ๆ มีทีมทนายความจากสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย
วันที่ 28 มิ.ย. 2566 ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้องทุกข้อกล่าวหา โดยสรุปเห็นว่าไม่พบพยานหลักฐานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศแจ้งเตือนให้กับผู้ชุมนุมได้รับทราบถึงการมีขบวนเสด็จ อีกทั้งตลอดเส้นทางที่ขบวนเสด็จใช้ ก็ไม่พบองค์ประกอบของการเป็นเส้นทางขบวนเสด็จตามปกติด้วย เช่น พสกนิกรที่มายืนรอรับเสด็จ, สัญลักษณ์ธงประจำพระองค์, การวางกำลังรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทุก 50 เมตร เป็นต้น ผู้ชุมนุมจึงไม่อาจรู้ได้เลยว่าขบวนเสด็จจะเคลื่อนผ่าน
เมื่อรถพระที่นั่งของพระราชินีเคลื่อนมาถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลที่มีผู้ชุมนุมยืนรวมกลุ่มกันอยู่ เหตุการณ์ก็ยังปกติ ไม่พบว่ามีผู้ใดเข้าขัดขวางขบวนเสด็จ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ คฝ. ตั้งแนวกำลังเข้าชักล้อมรถพระที่นั่ง ทำให้ผู้ชุมนุมเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามจะสลายการชุมนุม ผู้ชุมนุมจึงประท้วงด้วยการแสดงออกชู 3 นิ้ว และตะโกนโวยวาย
ศาลเห็นว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นจากการที่ทุกฝ่ายเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน การรับรู้ของผู้อยู่ในเหตุการณ์แต่ละคนไม่เท่ากัน แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ คฝ. ในแถวที่กำลังทำหน้าที่อยู่ในที่เกิดเหตุก็เพิ่งทราบว่าจะมีขบวนเสด็จเคลื่อนผ่านเมื่อขบวนเสด็จใกล้ถึงจุดเกิดเหตุแล้ว ทั้งยังไม่ทราบว่าเป็นขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใด
เมื่อผู้ชุมนุมทราบแล้วว่าขบวนรถดังกล่าวเป็นขบวนเสด็จของพระบรมวงศานุวงศ์ก็ได้ล่าถอยไป จากนั้นสถานการณ์จึงได้คลี่คลายในเวลาต่อมา จึงเห็นว่าพยานหลักฐานยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งห้ามีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จ และมั่วสุมกันโดยใช้กำลังประทุษร้ายทำให้เกิดการวุ่นวายในบ้านเมืองฯ
ส่วนความผิดฐาน “กีดขวางทางสาธารณะ” และ “กีดขวางการจราจร” นั้น ศาลเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จอดรถตู้กีดขวางถนนเพื่อกั้นไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปในพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลอยู่แล้ว ฉะนั้นเมื่อตำรวจเป็นผู้กีดขวางทางสาธารณะและการจราจรเสียเอง จำเลยทั้งห้าจึงไม่มีความผิดฐานกีดขวางทางสาธารณะและกีดขวางการจราจร ให้ยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา
.
.
อัยการยื่นอุทธรณ์ ขอให้กลับคำพิพากษา อ้างว่าจำเลยทั้งห้าย่อมทราบได้มีว่าขบวนเสด็จ
จากนั้นเมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2566 เรือโทสายันต์ สุโขพืช พนักงานอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูง 1 ได้เป็นผู้เรียงอุทธรณ์คดีนี้ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยสรุปได้คัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น
ประเด็นแรก ในเรื่องการประกาศให้ประชาชนทราบถึงการเสด็จ แม้ทางราชการจะไม่ได้ประกาศแจ้งเส้นทางเสด็จ แต่อัยการเห็นว่าจำเลยทั้งห้าย่อมทราบได้ว่าเส้นทางบริเวณที่เกิดเหตุเป็นเส้นทางเสด็จ กล่าวคือทางราชการประกาศให้ประชาชนทราบว่าพระราชินีจะเสด็จไปบำเพ็ญกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดราชโอราสาราม โดยได้ประกาศทางสื่อประชาสัมพันธ์หลายช่องทาง ทั้งยังประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2563 บริเวณเส้นทางยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยและมีตำรวจควบคุมฝูงชนตลอดเส้นทาง แล้วยังมีกลุ่มประชาชนที่มารอรับเสด็จสวมเสื้อสีเหลืองอยู่บริเวณดังกล่าวด้วย ซึ่งแตกต่างจากกลุ่มผู้ชุมนุมที่สวมเสื้อหลากสี อันเป็นองค์ประกอบที่สื่อให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงจำเลยทั้งห้าทราบได้ว่าเป็นเส้นทางขบวนเสด็จ
ประเด็นที่สอง ในประเด็นที่ศาลชั้นต้นเห็นว่าเมื่อขบวนเสด็จมาถึงหลังแนวตำรวจควบคุมฝูงชน คนยืนระดับถนนด้านหน้ามองไม่เห็นขบวนรถด้านหลัง เมื่อตำรวจเปิดแถวให้รถเบิกทางรถนำขบวนแล่นออกไป ไม่ปรากฏว่ามีใครขัดขวาง จำเลยที่ 1 ที่ 2 และ 5 อาจไม่เห็นขบวนเสด็จที่ถูกชักล้อมไว้แน่นหนา
แต่อัยการเห็นว่าเมื่อพิจารณาภาพถ่ายและคลิปวิดีโอโจทก์แล้ว ในระหว่างตำรวจควบคุมฝูงชนเดินนำหน้าขบวนเสด็จ และมีการผลักดันกับกลุ่มผู้ชุมนุม มีบางจังหวะที่ผู้อยู่หน้าแถวตำรวจสามารถมองผ่านแนวตำรวจเห็นขบวนเสด็จด้านหลังได้ เมื่อพิจารณาความสูงของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และ 5 สูงกว่าตำรวจควบคุมฝูงชนหลายคน เชื่อได้ว่าสามารถมองผ่านแถวตำรวจเห็นขบวนเสด็จได้ ส่วนของจำเลยที่ 4 มีบางจังหวะที่ยกโทรศัพท์ขึ้นเหนือหัว ถ่ายรูปตำรวจควบคุมฝูงชน เชื่อว่าจำเลยที่ 4 ย่อมเห็นรถขบวนเสด็จที่อยู่ด้านหลังแนวตำรวจเช่นกัน
ประเด็นที่สาม ประเด็นว่าขณะเกิดเหตุมีเจ้าหน้าที่แจ้งให้ประชาชนทราบว่ามีขบวนเสด็จผ่านบริเวณถนนพิษณุโลกหรือไม่ แม้มีคำเบิกความของตำรวจที่ขับรถนำขบวน และเอกสารถอดคลิปเสียงเหตุการณ์ มีเสียงตำรวจรถเบิกทาง พูดว่า “เปิดครับ เปิดครับ ขออนุญาตขบวนผ่านสักครู่นะครับ” ไม่ได้แจ้งว่าขออนุญาตขบวนเสด็จผ่าน
แต่อัยการได้อ้างคำเบิกความของตำรวจ 3 ปาก ได้แก่ ผู้บังคับกองร้อยควบคุมฝูงชน, ตำรวจที่ได้รับมอบหมายรักษาความปลอดภัยในเส้นทางขบวนเสด็จ, ผู้บังคับหมู่จราจร สน.ดุสิต ที่เบิกความทำนองว่า ตำรวจช่วยกันบอกกล่าวหรือตะโกนบอกประชาชนบริเวณนั้นว่าจะมีขบวนเสด็จ ขอให้ออกจากพื้นที่ โดยพยานบางปากเบิกความว่าพยายามตะโกนไปเรื่อย ๆ ว่าจะมีขบวนเสด็จมา แต่ก็ไม่นานเท่าไร จึงเชื่อว่าตำรวจได้มีการแจ้งหรือประชาสัมพันธ์ให้ทราบว่ามีขบวนเสด็จผ่านบริเวณถนนพิษณุโลกแล้ว
ประเด็นที่สี่ เกี่ยวกับพฤติการณ์ของจำเลยทั้งห้า อัยการพยายามประมวลคำเบิกความพยานฝ่ายโจทก์ กล่าวหาว่าทั้งห้าคนมีพฤติการณ์ขัดขวางขบวนเสด็จแม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ โดยพบว่าเอกชัยมีพฤติการณ์การตะโกนว่าขบวนเสด็จ และยกมือชูสามนิ้ว ส่วนบุญเกื้อหนุนมีการถือโทรโข่งและพูดถ้อยคำซ้ำ ๆ เกี่ยวกับภาษีกู สื่อสารกับกลุ่มผู้ชุมนุม และอ้างว่าสองรายนี้ร่วมผลักดันแนวตำรวจควบคุมฝูงชน ส่วนสุรนาถบอกให้ผู้ชุมนุมนั่งลงเพื่อไม่ให้ตำรวจควบคุมฝูงชนผลักดันออกจากเส้นทาง แต่ไม่ได้ระบุถึงพฤติการณ์จำเลยที่ 4 และ 5 แต่อย่างใด
.
.
สองจำเลยโต้แย้ง ไม่มีใครทราบว่าจะมีขบวนเสด็จ รูปแบบการถวายความปลอดภัยของตำรวจผิดแผกจากที่เคยปฏิบัติ
ในส่วนของบุญเกื้อหนุน และสุรนาถ จำเลยที่ 2 และ 3 ได้ยื่นโต้แย้งอุทธรณ์ของอัยการ และขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยสรุปได้ว่า
ในประเด็นแรก แม้ทางราชการได้ประชาสัมพันธ์เรื่องการเสด็จถวายผ้าพระกฐิน แต่ก็มิได้ประชาสัมพันธ์เส้นทาง ทั้งพยานจำเลยอดีตนายตำรวจที่เบิกความยังชี้ให้เห็นว่า ตามคลิปข่าวต่าง ๆ ในคดีนี้ การจัดรูปแบบถวายความปลอดภัยในพื้นที่ผิดไปจากแบบแผนที่เคยปฏิบัติมา ซึ่งต้องมีตำรวจประจำจุดห่างกัน 20 เมตรต่อหนึ่งคน มีนายตำรวจแต่งเครื่องแบบคอแบะถวายพระเกียรติตามเส้นทาง 100-200 เมตรต่อคน แต่ในพื้นที่วันเกิดเหตุ ไม่มีองค์ประกอบเหล่านี้ และยังมีรถจอดอยู่ริมถนน ทั้งที่ต้องไม่มีสิ่งใดอยู่บนถนน ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน ทั้งนำรถตู้ไปจอดปิดถนน นำกำลังยืนขวางถนน ทำให้ประชาชนสับสนกับภารกิจของตำรวจ โดยสภาพแล้วไม่ใช่การพร้อมรับเสด็จ
ส่วนที่โจทก์อ้างว่า พยานโจทก์ที่เป็นประชาชนที่มารับเสด็จนั้น กลับไม่มีคนใดทราบว่าขบวนเสด็จจะผ่านบริเวณถนนพิษณุโลกในเวลาดังกล่าวเลย ทั้งพยานอาสาหน่วยแพทย์กู้ชีวิตวชิรพยาบาล, ผู้กล่าวหาคือนายศรายุทธ สังวาลย์ทอง, สมาชิกกลุ่ม ศปปส., ประชาชนที่มาเป็นพยานโจทก์อีกหนึ่งราย ต่างก็ไม่มีใครทราบว่าจุดดังกล่าวจะมีขบวนเสด็จผ่านและบังเอิญผ่านไปในเส้นทางนั้น โดยมีประชาชนที่มารับเสด็จส่วนใหญ่รอที่ถนนราชดำเนินนอก ประชาชนทั่วไปรวมถึงจำเลย จึงไม่อาจเข้าใจได้เลยว่าเส้นทางดังกล่าวจะมีขบวนเสด็จผ่าน และจะเป็นขบวนเสด็จของพระราชินี
ประเด็นที่สอง ที่โจทก์อ้างว่าในบางจังหวะ ผู้ชุมนุมแถวหน้าที่ผลักดันกับตำรวจควบคุมฝูงชนสามารถมองผ่าน เห็นขบวนเสด็จที่อยู่ด้านหลัง โดยอ้างถึงความสูงของจำเลย 3 ราย เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอย ๆ ของโจทก์เอง ตามคลิปวิดีโอหลักฐานในคดี ที่มีการถ่ายจากด้านหลังจำเลยที่ 2 เข้าหาแนวตำรวจ ก็ยังไม่สามารถมองเห็นด้านหลังได้ เมื่อแนวตำรวจเดินหน้ามาเผชิญหน้า จำเลยก็สนใจแต่เหตุการณ์กับตำรวจ เพราะเข้าใจว่าจะมีการสลายการชุมนุม จนผ่านไปสองนาที จำเลยที่ 2 ก็ถูกผลักถอยร่นไปเรื่อย ๆ จนถึงเชิงสะพานที่มีพื้นที่สูงขึ้น จึงเห็นว่าด้านหลังเป็นรถยนต์พระที่นั่ง แต่ไม่ทราบว่าเป็นพระองค์ใด จำเลยจึงพยายามลุกออกไปทางด้านซ้าย และใช้โทรโข่งตะโกนบอกผู้ชุมนุมให้หลบขบวน
นอกจากนั้นยังมีคลิปขณะเกิดเหตุ ที่จำเลยที่ 2 ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวข่าววสดภาคภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นการไลฟ์สด ทั้งจำเลยที่ 2 และตัวผู้สื่อข่าว ต่างก็ไม่ทราบถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและการมาถึงของขบวนเสด็จเลย ซึ่งผู้สื่อข่าวรายดังกล่าวได้มาเบิกความถึงความผิดปกติต่าง ๆ ที่ต่างไปจากเวลามีขบวนเสด็จตามที่เคยพบเห็นมา โดยไม่มีการประกาศว่าจะมีขบวนเสด็จมาก่อน จนผู้สื่อข่าวยังเข้าใจไปว่าจะมีการจับกุมผู้ชุมนุม
ประเด็นที่สาม พยานหลักฐานที่เป็นคลิปต่าง ๆ ล้วนไม่ปรากฏว่ามีเสียงประชาสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ ว่าบนถนนพิษณุโลกเป็นเส้นทางเสด็จเลย มีเพียงคลิปเสียงจากรถกรุงทาง ซึ่งแจ้งเพียงว่า “เปิดครับ เปิดครับ ขออนุญาตขบวนผ่านสักครู่นะครับ” โดยไม่ได้แจ้งว่าเป็นขบวนเสด็จ แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน 2 ปากที่มาเบิกความ ต่างก็เบิกความสอดคล้องกันว่าไม่ได้รับทราบภารกิจอารักขาขบวนเสด็จมาก่อน ขณะยืนแถวรอก็ยังไม่ทราบ มาทราบก่อนระยะเวลาเสด็จเพียง 5 นาที
โดยสรุปแล้ว ความรับรู้รับทราบถึงขบวนเสด็จของพระราชินี ของประชาชนที่อยู่ในที่เกิดเหตุ รวมทั้งจำเลยทั้งห้า จึงเป็นไปโดยไม่เท่ากัน จำเลยที่ 2 ทราบภายหลังผลักดันกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ส่วนจำเลยที่ 3 ทราบเมื่อกลับถึงบ้านในตอนค่ำแล้ว
ประเด็นที่สี่ ในส่วนของจำเลยที่ 3 ที่โจทก์อ้างว่ามีพฤติการณ์บอกให้ผู้ชุมนุมนั่งลงนั้น ไม่ใช่การทราบว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านดังกล่าว แต่เข้าใจว่าจะตำรวจตั้งแถวเพื่อสลายการชุมนุม เมื่อมีการผลักดันกัน จึงเห็นว่าการนั่งลง เป็นมาตรการที่จะช่วยลดการปะทะและความรุนแรง จึงบอกให้ผู้ชุมนุมนั่งลง ไม่ได้มีเจตนาใด ๆ จะขัดขวางขบวนเสด็จ อีกทั้งจำเลยยังรับทราบว่าเป็นขบวนเสด็จของพระราชินี ก็เมื่อเดินทางกลับถึงที่พักแล้ว
จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา
.
ย้อนอ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง
บันทึกสืบพยานคดีประวัติศาสตร์ “ขัดขวางขบวนเสด็จพระราชินี” ม.110 สู่วันฟังคำพิพากษา
บันทึกทนายความ: สรุป 11 ข้อเท็จจริงในคดีมาตรา 110 หลังศาลยกฟ้อง
การต่อสู้กับชีวิตที่เสมือนถึง “ทางตัน”: คุยกับ ตัน-สุรนาถ ก่อนฟังคำสั่งฟ้องคดี “ขบวนเสด็จ”
.


