ศาลแจงขัง “ตัน” บางขวางป้องกันติดโควิด หลัง “ตัน” ขอศาลตรวจสอบ-ให้ขังที่ รจ.พิเศษกรุงเทพ

จากกรณีที่ “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ นักกิจกรรมด้านพัฒนาชุมชนและเยาวชน ผู้ต้องหาคดี ม.110 จากกรณีที่ขบวนเสด็จผ่านผู้ชุมนุม #ม็อบ14ตุลา โดยไม่มีหมายกำหนดการล่วงหน้า ถูกคุมขังที่เรือนจำบางขวางในลักษณะ “ขังเดี่ยว” หลังศาลอาญาอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 63 และไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยมีหมายขังไปยัง ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพ 

ทั้งนี้ เรือนจำบางขวางเป็นเรือนจำที่ขังนักโทษซึ่งศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกมากกว่า 15 ปีขึ้นไป

เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 63 ทนายผู้ต้องหาจึงได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาขอให้คุมขังสุรนาถที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพตามคำสั่งศาล โดยระบุว่า คดีนี้สุรนาถเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา ยังไม่ได้ถูกฟ้องคดีหรือศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุกแต่อย่างใด แต่ปรากฏว่าในวันที่ 22 ตุลาคม 2563 สุรนาถถูกนำตัวไปทำประวัติที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้วถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำบางขวางโดยถูกขังเดี่ยวนับแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน โดยทนายความได้ขอเข้าเยี่ยมผู้ต้องหาที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 27 ต.ค. 63 จึงได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ จากนั้นได้ขอเข้าเยี่ยมที่เรือนจำบางขวางในวันที่ 28 ต.ค. 63 จึงได้ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าว ผู้ต้องหาจึงขอให้ศาลตรวจสอบข้อเท็จจริง และมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นำตัวผู้ต้องหาไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ตามคำสั่งศาล ดังเช่นผู้ต้องหาในชั้นฝากขังคนอื่นๆ โดยไม่เลือกปฏิบัติ

วันเดียวกัน ศาลได้มีคำสั่งต่อคำร้องดังกล่าวว่า ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้นจากเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แล้วได้ทราบว่า เป็นกรณีเพื่อความปลอดภัยของผู้ต้องขังในการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 หากผู้ต้องขังมีกรณีสงสัยเพิ่มเติมให้ติดต่อเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยตรง

จากการตรวจสำนวนคดีของสุรนาถ ทนายความพบว่า นายชัยรัตน์ โภคย์สุพัสตร์ ปฏิบัติราชการแทน ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ได้ทำหนังสือชี้แจงต่ออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญาลงวันที่ 28 ต.ค. 63 ว่า เหตุที่ย้ายสุรนาถไปเรือนจำบางขวาง เนื่องจากเพื่อความปลอดภัยในการควบคุม 

ขณะเดียวกันในเย็นวันนั้น ศาลยังมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังสุรนาถเป็นครั้งที่ 2 โดยประทับด้วยตรายางมุมบนซ้ายคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 2 ของพนักงานสอบสวนว่า “สอบผู้ต้องหาโดยใช้ระบบสื่อสารทางไกลผ่านจอภาพ (หรือวีดิโอคอนเฟอเรนซ์) ผู้ต้องหาจึงมิได้ลงชื่อไว้ โดยมี XXX เป็นสักขีพยาน ผู้ต้องหาไม่คัดค้านการขอฝากขัง อนุญาตให้ขังได้ 5 วัน” ทั้งยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว หลังแม่ยื่นประกันตัวสุรนาถเป็นครั้งที่ 2 โดยวางหลักประกันเป็นเงินสด 200,000 บาท และขอติดกำไลข้อเท้าติดตามตัว (EM) 

ล่าสุด ทนายความได้เข้าเยี่ยมตันเมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่านมา ตันเล่าผ่านโทรศัพท์ของห้องเยี่ยมว่า เขาไม่ได้ร่วมกระบวนการที่พนักงานสอบสวนขอฝากขังเขาเป็นครั้งที่ 2 ผ่านระบบวีดิโอคอนเฟอเรนซ์ระหว่างศาลกับเรือนจำ เนื่องจากสายไฟขาด 

ตันยังเล่าถึงสภาพห้อง “ขังเดี่ยว” ให้เห็นภาพว่า เป็นห้องที่มีลูกกรงล้อมรอบขนาดกว้างประมาณ 1.7 ม. ยาว 2 ม. มีห้องน้ำอยู่ในตัวขนาดกว้างราว 0.6 ม. ยาว 1.5 ม. กั้นกำแพงขึ้นมาครึ่งเดียว มีแสงลอดเข้ามาบ้างแต่ไม่สว่างนัก ยิ่งถ้าวันฝนตกจะมืดทึบมาก แต่กลางคืนเปิดไฟตลอดคืน  

ตันกล่าวกับทนายว่า สภาพห้องขังที่คับแคบ ไม่ได้ออกไปไหน และต้องอยู่คนเดียว เป็นเรื่องเดียวที่เขามีปัญหา นอกเหนือจากสิ่งนี้ เขาสามารถปรับตัวอยู่ได้ โดยได้รับกำลังใจจากครอบครัวและเพื่อนที่ฝากข้อความไปให้

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

จับเพิ่มรายที่สาม – นักกิจกรรมเยาวชน ขณะจะเข้ามอบตัวคดี “ประทุษร้ายเสรีภาพราชินี” เหตุร่วม #ม็อบ14ตุลา

ศาลอาญาฯ ไม่ให้ “ตัน” สุรนาถ ประกันตัว คดี #ประทุษร้ายเสรีภาพราชินี อ้างเป็นข้อหาร้ายแรง เกรงจะหลบหนี

ศาลอาญาให้ฝากขัง “ตัน” คดี ม.110 ผัดที่ 2 และยังไม่ให้ประกัน แม้แม่ขอให้ติด EM

“อยู่ในนี้มันลดทอนศักยภาพ” เสียงตัน สุรนาถ ผ่านห้องขังเดี่ยว

เมื่อศาลสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี: สิทธิการปล่อยตัวชั่วคราวในคดีขบวนเสด็จ