“อยู่ในนี้มันลดทอนศักยภาพ” เสียงตัน สุรนาถ ผ่านห้องขังเดี่ยว

กว่า 7 วันที่สุรนาถถูกนำตัวเข้าเรือนจำโดยไม่เจอญาติหรือทนายความ สุรนาถถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามมาตรา 110 ประมวลกฎหมายอาญา หรือคดีประทุษร้ายต่อเสรีภาพพระราชินีหรือพระรัชทายาท กรณีขบวนเสด็จ

สุรนาถ แป้นประเสริฐ หรือตัน เห็นข่าวหมายจับพร้อมสาธารณชนในวันที่ 20 ต.ค.63 เขาติดต่อทนายความเพื่อนัดหมายไปมอบตัวในเช้าวันถัดมาและโพสต์แจ้งความประสงค์ในคืนนั้น  เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมเห็นข้อความดังกล่าวแล้ว แต่ช่วงเช้าชุดจับกุมก็เข้าควบคุมตัวตันตามหมายจับขณะที่ตันกำลังจะออกเดินทางมาสถานีตำรวจนครบาลดุสิตเพื่อมอบตัว  “พี่ไม่แน่ใจว่าเราจะมามอบตัวจริงหรือไม่” เสียงลอยมาของชุดจับกุมตอนทำบันทึกจับกุม

22 ต.ค.63 สุรนาถ ถูกนำตัวมาฝากขังยังศาลอาญา ด้วยคำร้องฝากขังที่มีพฤติการณ์เกินกว่าที่แจ้งข้อกล่าวหาไปมาก ศาลอาญามีคำสั่งให้ฝากขัง และไม่อนุญาตให้ประกันตัวด้วยเหตุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์และข้อกล่าวหาตามคำร้องฝากขังเป็นเรื่องร้ายแรงหากมีการหลบหนีจะเกิดความเสียหายมาก ถ้าข้อกล่าวหาเป็นจริงย่อมมีความเสี่ยงที่จะหลบหนีหรือก่อเหตุร้าย ผู้ต้องหาเพิ่งจะถูกจับกุม สมควรให้เจ้าพนักงานได้รวบรวมพยานหลักฐานให้ชัดเจนสักระยะหนึ่ง ในชั้นนี้ให้ยกคำร้อง” ซึ่งเป็นคำสั่งที่ขัดกับหลักการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาโดยสิ้นเชิง ล่าสุดทีมทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่ง และยื่นขอประกันแบบติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว แต่ศาลยังคงมีคำสั่งไม่อนุญาต

27 ต.ค.63  ทนายความเพิ่งได้เข้าถึงตัน สุรนาถ ที่เรือนจำบางขวาง ซึ่งเป็นเรือนจำที่ขังนักโทษคดีที่ศาลตัดสินโทษจำคุกมากกว่า 15 ปี ขึ้นไป อย่างไรก็ตามตันน่าจะเป็นผู้ต้องขังเพียงไม่กี่รายที่ยังไม่มีโทษตัดสินแต่ก็ได้ย้ายมาอยู่เรือนจำดังกล่าว หากมองว่าเพราะคดีที่ตันเผชิญอยู่เป็นคดีร้ายแรง เอกชัย หงส์กังวาน ซึ่งต้องขังในคดีเดียวกันยังคงถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ขั้นตอนการเยี่ยมที่นี่แตกต่างจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ทนายความที่ได้เข้าเยี่ยมต้องมีหลักฐานใบแต่งทนายความในคดีที่ถูกคุมขังและศาลได้ลงชื่อแล้ว กระบวนการดังกล่าวสร้างความยุ่งยากในการเข้าถึงทนายความของผู้ต้องหา

ไม่ใช่แค่อยู่ที่เรือนจำบางขวางแตกต่างจากผู้ต้องขังรายอื่นๆ ที่ยังคงอยู่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ แต่ตัน สุรนาถ ยังถูก “ขังเดี่ยว” สภาพห้องขังขนาดเมื่อนอนหัวและเท้าติดผนังแต่ละฝั่ง ห้องน้ำภายในตัวที่อยู่ในระยะแค่ก้าวเดิน และตันถูกขังอยู่ในพื้นที่แคบๆ นั้นตลอดระยะเวลา 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ถูกคุมขัง 6 วันสุรนาถได้ออกจากห้องขังนั้นเพียงสามหนเพื่อตรวจสุขภาพและพบทนายความเท่านั้น ทางเรือนจำอ้างเหตุในการขังเดี่ยวเพราะสถานการณ์โควิด และระยะเวลา 14 วันแรกนี้ญาติยังไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้

เมื่อถามว่าสภาพห้องขังเดี่ยวเป็นยังไง ตันตอบว่าเขาสนใจเรื่องยื่นขอประกันมากกว่า ตันเป็นห่วงครอบครัว และอยากให้ครอบครัวเข้มแข็ง ถ้าครอบครัวเข้มแข็งเขาจะเข้มแข็งไปด้วย

“หากต้องติดข้อเท้า เพื่อให้ได้ประกันก็โอเค อยู่ในเรือนจำมันลดทอนศักยภาพผม วันที่ผมเข้ามาถูกนำไปเรือนจำพิเศษ ผมก็ถูกส่งตัวต่อมาขังยังเรือนจำบางขวางพอดี แต่ไม่ทราบสาเหตุ มีจิตตกบ้างเพราะถูกขังเดี่ยวไม่เจอใครเลยตั้งแต่เข้ามา ได้ออกมานอกห้องขังเพียงสามครั้งคือ ออกมาตรวจปอด และออกมาพบทนายวันนี้ ผมอยากให้ครอบครัวและเพื่อนๆ มาเยี่ยมอย่างน้อยได้ออกจากห้องขังในระยะเวลาสั้นๆ แต่ยังดีที่เจ้าหน้าที่เรือนจำและผู้ต้องขังด้วยกันเดินมาคุยด้วยเป็นระยะ และเอาหนังสือมาให้อ่าน แต่อาหารการกินผมพยายามไม่กินมากเพราะไม่ได้ออกไปไหน”

“คดีนี้เหมือนฟ้าผ่าลงมา ทุกอย่างหมด ผมเชื่อมั่นว่าจะได้รับความยุติธรรมจากศาล ผมบริสุทธิ์ ผมไม่ได้มีเจตนาขวางขบวนเสด็จ”

ก่อนจากกัน ตันยังฝากถึงคนด้านนอก “ฝากพี่ๆ เพื่อนๆ ว่าอย่าทิ้งผมนะ ที่ผ่านมาผมทำเพื่อคนอื่นๆ มาตลอด”

 

ตัน สุรนาถ ทำงานเป็นผู้ประสานงานโครงการ “บางกอกนี้….ดีจัง” เขาเน้นกลุ่มเป้าหมายในการทำงานกับเด็กและเยาวชน และยังเป็นคณะกรรมการชุมชนวัดโพธิ์เรียง ตันคลุกคลีและพยายามพัฒนาชุมชนดังกล่าวมา  กว่ายี่สิบปี ตันถูกคุมขังมาแล้วเป็นระยะเวลา 7 วัน ศาลอาญามีคำสั่งวันนี้ (28 ต.ค.63) อนุญาตให้พนักงานสอบสวนฝากขังระหว่างสอบสวนครั้งที่สองเป็นระยะเวลา 5 วัน โดยศาลอาญายังคงปฏิเสธสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว

หลังจากติดวันหยุด ความเข้าใจผิดเรื่องสถานที่คุมตัวและกฎเกณฑ์การเข้าเยี่ยมของเรือนจำบางขวาง วานนี้ตันได้พบทนายแล้ว แต่ยังไม่ได้พบความยุติธรรม

บันทึกจากทนายความที่เข้าเยี่ยมเมื่อวันที่ 27 ต.ค.63 @เรือนจำบางขวาง #ขังเดี่ยว