ท่ามกลางปัญหาสุขภาพรุมเร้า : “เอกชัย” ถูกนำตัวแอดมิท รพ.ราชทัณฑ์ เพื่อตรวจชิ้นเนื้อที่หัว – ช่องท้อง

วันที่ 4 ส.ค. 2569 ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทนายความเข้าเยี่ยม “เอกชัย หงส์กังวาน” นักกิจกรรมทางการเมือง และผู้ต้องขังระหว่างฎีกาคดีมาตรา 110 เพื่อติดตามสถานการณ์สุขภาพล่าสุด ภายหลังเขาต้องเข้ารักษาตัวจากอาการปวดท้องบ่อย และน้ำหนักตัวลดลงเร็วผิดปกติ ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค. 2569 

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2569 ในระหว่างที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม เอกชัยมีอาการปวดแผลใกล้จุดที่เคยรักษาโรคฝีในตับ และถูกส่งตัวฉุกเฉินเข้าโรงพยาบาลราชทัณฑ์ เขาได้รับการตรวจอัลตราซาวด์ และผลการตรวจยังไม่พบความผิดปกติของตับ แต่เอกชัยยังคงมีความเสี่ยงต่อการกลับมาของโรคฝีในตับ และพบอาการต่อมลูกหมากโต กระบังลมอักเสบ โดยไม่ทราบสาเหตุชัดเจน 

และเมื่อช่วงเดือน ก.ค. 2569 เอกชัยระบุว่ามีอาการปวดท้องและน้ำหนักลดเรื้อรัง และต้องการได้รับการวินิจฉัยอย่างละเอียดจากแพทย์เฉพาะทาง เพื่อคัดกรองภาวะโรคมะเร็งในระยะแรกเริ่ม หรือโรคอื่น ๆ ซึ่งทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่มีศักยภาพในการให้การรักษาได้ตามมาตรฐานทางการแพทย์ 

ทั้งนี้ ในวันที่ 13 ก.ค. 2569 ทนายความจึงได้ยื่นคำร้องขอประกันตัวเอกชัย พร้อมระบุความเห็นทางการแพทย์ของ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ให้ความเห็นจากเวชระเบียนว่าควรให้เขาได้รับการประกันตัวเพื่อเข้ารับการตรวจรักษาโดยละเอียด เนื่องจากอาการที่เอกชัยกำลังเผชิญอยู่ต้องค้นหาสาเหตุปัญหาสุขภาพอย่างจริงจัง ก่อนจะสรุปได้ว่าอาการปวดท้องดังกล่าวไม่ใช่โรคมะเร็ง หรือค้นหากลุ่มโรคด้านภูมิคุ้มกันวิทยา หรือการติดเชื้อ เช่นพยาธิ เป็นต้น 

ต่อมา 15 ก.ค. 2569 ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุว่า “พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบเหตุผลตามคำร้องของผู้ขอประกันแล้ว ไม่มีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม ส่วนเหตุผลตามคำร้องที่อ้างอาการเจ็บป่วย จำเลยมีสิทธิได้รับการรักษาตามระเบียบของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว จึงไม่อนุญาต ให้ยกคำร้อง” 

_______________________________

วันนี้ (4 ส.ค.) ทนายพบว่าเอกชัยมานั่งรออยู่ที่ห้องเยี่ยมในชุดผู้ป่วยสีขาวของโรงพยาบาล ใบหน้าของเขาซูบตอบ ร่างกายผอมจนเห็นซี่โครง กระดูกคิ้วโปนชัดเจน และมีผ้าก๊อซติดแผลที่หัวด้านซ้าย เอกชัยเล่าว่าช่วงนี้เขามีอาการวูบ แต่ก็ยังพอมีแรงพูดคุยได้

เมื่อสอบถามถึงสถานการณ์ทางสุขภาพ เอกชัยเล่าว่า เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2569 เรือนจำกลางคลองเปรมได้ส่งตัวเขาไปโรงพยาบาลราชทัณฑ์เพื่อเข้าตรวจร่างกายโดยละเอียด ผ่านการทำซีทีสแกนตั้งแต่ช่วงอกไปจนถึงช่วงท้อง ทั้งนี้ไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่การซีทีสแกนนั้นก็ไม่สามารถเห็นรายละเอียดภายในลำไส้ได้

ต่อมา 24 ก.ค. 2569 ทางโรงพยาบาลแจ้งให้เอกชัยเข้ามาแอดมิทเนื่องจาก เขามีอาการปวดท้องบ่อยและผอมลงอย่างผิดปกติ หมอจึงให้เข้ามาตรวจสอบร่างกาย ก่อนหน้านี้น้ำหนักของเขาอยู่ที่ 72-73 กิโลกรัมแต่ปัจจุบันลดลงเหลือ 64 – 65 กิโลกรัม 

เอกชัยไม่ทราบว่าน้ำหนักลดลงเมื่อไหร่ เพิ่งมารู้ตอนที่อยู่โรงพยาบาล เพราะที่ผ่านมาก็กินอาหารปกติ พอเห็นน้ำหนักตัวเองก็ตกใจที่น้ำหนักลดลงอย่างผิดปกติแบบนี้ หมอเองก็สงสัยว่าจะเป็นมะเร็งหรือเป็นโรคอะไรหรือเปล่า จึงให้ซีทีสแกนและส่องกล้องเพื่อตรวจสอบสาเหตุ

การส่องกล้องเกิดขึ้นทั้งส่วนบนและส่วนล่าง เอกชัยขยายความว่าส่วนบนจะดูหลอดอาหารถึงกระเพาะอาหาร และส่วนล่างเป็นลำไส้ใหญ่ โดยในระหว่างที่รอทำการส่องกล้อง เขาต้องอดอาหาร โดยมีการให้ดื่มน้ำใสมีรสชาติหวานเปรี้ยว ซึ่งคาดว่าเป็นน้ำที่ผสมสารอาหารมาให้รับประทานแทน และมีการจ่ายยาถ่ายให้ ทั้งนี้เพื่อให้ลำไส้สะอาดและสามารถตรวจดูภายในได้ 

อย่างไรก็ตาม แพทย์แจ้งว่าลำไส้ของเขาไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่จากการประเมินผลเบื้องต้น หมอแจ้งว่าอาจเป็นโรคกระเพาะธรรมดา เนื่องจากการส่องกล้องส่วนบนพบว่าในกระเพาะอาหารมีรอยแดงเหมือนผื่น หมอจึงให้ยาลดกรดและยาแก้อักเสบ พร้อมทั้งให้งดทานอาหารเผ็ด และได้ตัดชิ้นส่วนออกมาทำการตรวจสอบ ซึ่งต้องรอฟังผลของชิ้นเนื้ออีกทีในวันที่ 14 ส.ค. 2569

เมื่อสอบถามถึงแผลที่หัวด้านซ้าย เอกชัยเล่าว่าเกิดจากการผ่าตัดนำชิ้นเนื้อไปตรวจสอบเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นตุ่มขึ้นที่หัวมาสักพักแล้ว จึงขอให้หมอตรวจสอบว่าเป็นตุ่มอะไร เลยทำให้มีการตัดชิ้นส่วนบริเวณที่เป็นตุ่มขนาดประมาณ 1 เซนติเมตรออกไป 

ปัจจุบัน แผลที่หัวต้องล้างแผลทุกวัน และเป็นแผลที่ต้องเย็บสามเข็ม มีกำหนดตัดไหมวันที่ 10 ส.ค. 2569 และฟังผลตรวจสอบชิ้นเนื้อที่ตัดไปวันที่ 21 ส.ค. 2569 ซึ่งหมายความว่าเขาจะต้องอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์จนถึงวันดังกล่าว

และสาเหตุที่ต้องรอผลการตรวจชิ้นเนื้อนานเกือบเดือน เอกชัยบอกว่าทางโรงพยาบาลราชทัณฑ์ได้ส่งชิ้นเนื้อของเขาไปตรวจที่โรงพยาบาลราชวิถี  เนื่องจากหมอที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ไม่ใช่แพทย์เฉพาะทาง

.

.

เกี่ยวกับคดีที่ทำให้เอกชัยถูกคุมขังในครั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2568 ศาลอุทธรณ์ได้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ในคดีที่เขาและผู้ร่วมคดีอีก 4 คน ถูกดำเนินคดีในข้อหาหลักคือประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี ตามมาตรา 110 แห่งประมวลกฎหมายอาญา จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ที่ถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินี โดยศาลลงโทษจำคุกเอกชัยถึง 21 ปี 4 เดือน 

ปัจจุบันเอกชัย วัย 50 ปี ยังคงถูกคุมขังมาโดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ท่ามกลางปัญหาสุขภาพที่สะสมและยังไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างสมบูรณ์ ขณะที่คดีในชั้นฎีกายังคงดำเนินต่อไป 

ร่วมเขียนจดหมายออนไลน์ถึงเอกชัย และผู้ต้องขังทางการเมือง ผ่านโครงการ Free Ratsadon โดยแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล

X