ภาสกร ญี่นาง
.
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 (พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ) ได้ประกาศบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษา โดยมีเจตนารมณ์อย่างเป็นทางการว่า กฎหมายดังกล่าวเป็นไปเพื่อนิรโทษกรรมและสร้างความปรองดองในคดีที่มีมูลเหตุจากความขัดแย้งทางการเมือง
แต่ทันทีทันใด สิ่งที่ภาคประชาชนจำนวนไม่น้อยรู้สึกกังวล ก็ปรากฏอย่างเป็นรูปธรรมไปพร้อมกันด้วย นั่นก็คือ กฎหมายดังกล่าวที่อ้างเรื่องความปรองดองเป็นหมุดหมาย ได้หันหลังทิ้งผู้ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 ทั้งที่ผู้คนเหล่านั้นกระทำเพียงการแสดงออกในประเด็นทางการเมืองที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่ง
หากพิจารณาในทางหลักการก็เท่ากับว่า รัฐไทยจัดระเบียบให้การกระทำความผิดตามมาตรา 112 เป็นคนละเรื่องกับมูลเหตุจากความขัดแย้งทางการเมืองที่จะได้รับการยกเว้นความผิด ปัญหาหลัก คือ ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงคุณลักษณะของรัฐและสังคมไทยอย่างไรได้บ้าง
บทความนี้พยายามหาคำตอบว่า “กฎหมายดังกล่าวสร้างสันติสุขให้สังคมแบบใด” ผ่านกรอบคิดทฤษฎีว่าด้วย สันติภาพที่ยอมรับความขัดแย้ง (agonistic peace) กับสันติภาพภายใต้ความเป็นศัตรู (antagonistic peace) ที่เชื่อมกับประเด็นความพยายามอันสูญเปล่าในการสลายขั้วทางการเมืองและการก่อเกิดของสันติภาพที่มาพร้อมกับความหดหายของเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งที่เป็นสิ่งที่ขาดเสียไม่ได้ในการสถาปนาระบอบประชาธิปไตยที่เป็นธรรมแก่ผู้คน
กล่าวถึงที่สุด คือ การตรากฎหมายดังกล่าวไม่ได้ช่วยให้รัฐไทยก้าวข้ามความขัดแย้งที่ดำเนินมาหลายทศวรรษ แต่เพียงภาพของการเก็บกวาดความขัดแย้งและปัญหาไว้ใต้พรมเท่านั้น ซึ่งหากหยุดนิ่งเพ่งสติจะพบว่า กลิ่นสาปของปัญหาความเกลียดชังอาจตลบอบอวลและฉุนแรงขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
.
.
ข้อยกเว้นการปรองดอง: การกำหนดว่าใครอยู่/ไม่อยู่ ในสมการแห่งสันติสุขของสังคมไทย
ในหน้าสุดท้ายของ พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ จะพบเห็นการประกาศหลักการและเหตุผลหรือเจตนารมณ์ของกฎหมายดังกล่าวอย่างเป็นทางการที่ว่า
.
| “ตลอดระยะเวลาเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดการแตกแยกของความคิดทางการเมือง แบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่ายไปทั่วประเทศ มีการผลัดกันชุมนุมทางการเมืองของประชาชนที่ต่อต้านรัฐบาลที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างต่อเนื่องตลอดมา โดยทำให้รัฐบาลได้ยกระดับการประกาศและบังคับใช้กฎหมายควบคุมการชุมนุมทางการเมืองอย่างเข้มงวด ซึ่งส่งผลให้การชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมืองของประชาชนกลายเป็นการกระทำผิดต่อกฎหมาย ทั้ง ๆ ที่ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองหรือเข้าร่วมแสดงออกทางการเมืองในรูปแบบต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งประชาชนผู้ไม่ได้เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองและไม่ได้เข้าร่วมแสดงออกทางการเมือง แต่เมื่อได้มีการกระทำที่มีมูลเหตุเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวเนื่องกันมาจากความขัดแย้งทางการเมือง แม้จะได้กระทำการใด ๆ ไปเพียงเพราะมีเจตนาที่ดีต่อบ้านเมืองหรือเจตนาต้องการเห็นบ้านเมืองเดินไปข้างหน้าด้วยดี นอกจากนี้แล้วสาเหตุอันสำคัญอีกประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดการกระทำของบุคคลเช่นว่านั้นก็อาจกล่าวได้ว่า เกิดมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่ขาดความยืดหยุ่นจนนำไปสู่การเผชิญหน้าของประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐจนเกิดกระทบกระทั่งทางอารมณ์ต่อกัน และเจ้าหน้าที่ของรัฐสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้ประชาชนตลอดจนเจ้าหน้าที่ของรัฐจำนวนมากเกิดการบาดเจ็บล้มตาย และยังมีผู้เข้าร่วมชุมนุมหรือเข้าร่วมแสดงออกทางการเมืองโดยบริสุทธิ์อีกจำนวนมากต้องถูกจับกุมและดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาซึ่งจากความผิดที่มีเจตนาที่แท้จริงเพียงต้องการแสดงความเห็นต่างทางการเมือง มิใช่เจตนาชั่วร้ายหรือเจตนากระทำความผิดทางอาญา “ด้วยปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติไม่เฉพาะแต่ทางการเมือง หากแต่มีผลกระทบถึงภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของประเทศชาติ การกระทำต่าง ๆ ของประชาชนผู้ร่วมชุมนุม หรือร่วมแสดงออกทางการเมืองแม้จะกลายเป็นการกระทำความผิดโดยสภาพตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอาญา แต่ก็เป็นการกระทำความผิดที่แท้จริงแล้วผู้กระทำมิได้มีเจตนาชั่วร้ายหรือเจตนากระทำความผิดอาญาแต่อย่างใด หากแต่เป็นเพียงเจตนาที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นเพียงเพราะความต้องการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมืองหรือเพื่อเรียกร้องต่อรัฐบาลเท่านั้น ไม่ใช่แสดงออกเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือเพื่อมีวัตถุประสงค์ที่จะกระทำผิดอาญา หากแต่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ จึงสมควรให้ประชาชนหรือบุคคลผู้ที่ต้องกลายเป็นผู้กระทำความผิดและต้องรับโทษอย่างรุนแรงด้วยเหตุดังกล่าวพ้นจากความรับผิดตามกฎหมายและปราศจากมลทินมัวหมองเพื่อเป็นการให้โอกาสกับประชาชนและสังคมไทยที่จะกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขด้วยความสมัครสมานสามัคคีปรองดองของคนในชาติอีกครั้ง อีกทั้งยังจะได้เป็นการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและสิทธิพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตย อันเป็นการรักษาคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยอันจะทำให้สังคมไทยกลับมาอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างเสริมสังคมสันติสุขและร่วมกันพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญอย่างมั่นคงและยั่งยืนสืบไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้“ |
.
จากหลักการและเหตุผลดังกล่าว “…ทุกอย่างดูดีเสียเหลือเกิน…” กฎหมายยอมรับด้วยตนเองว่า ความผิดจำนวนหนึ่งที่เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองไม่ควรถูกทำความเข้าใจในฐานะอาชญากรรมทั่วไป เพราะเบื้องหลังการกระทำเหล่านั้นอาจมิใช่ “เจตนาชั่วร้าย” ซึ่งนับว่าสร้างความคล้อยตามที่ทำให้มิอาจอดเพ้อฝันได้ว่า “คราวนี้แหล่ะ…บ้านเมืองเราจะสันติสงบสุขสักที”
แต่ทว่าหากหันมามองที่ข้อยกเว้นก็ราวกับต้องถูกตบหน้าฉาดใหญ่ โดยบทบัญญัติมาตรา 31 ได้กำหนดไม่ให้พระราชบัญญัตินี้มีผลนิรโทษกรรมแก่ความผิดหลายประเภท โดยระบุความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ไว้โดยเฉพาะ และจัดให้เป็นประเภทเดียวกับความผิด ฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ, ความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัส ตลอดจนความผิดบางประเภทที่กระทบต่อเอกชนเป็นการเฉพาะ
หากอ่านเจตนารมณ์กฎหมายกับข้อเว้นควบคู่กัน จะพบจุดสนใจอยู่ที่ผลลัพธ์ของการวางข้อยกเว้นดังกล่าวไว้ภายใต้ชุดเหตุผลแบบเดียวกับที่กฎหมายใช้สร้างความชอบธรรมให้แก่การนิรโทษกรรม เพราะเมื่อเหตุผลท้ายพระราชบัญญัติอธิบายผู้ที่สมควรได้รับการนิรโทษกรรมด้วยถ้อยคำว่าเป็นผู้แสดงออกทางการเมือง “โดยบริสุทธิ์” ไม่มี “เจตนาชั่วร้าย” มิได้กระทำเพื่อ “ผลประโยชน์ส่วนตัว” และยังเป็นการใช้ “สิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน” ที่สมควรได้รับการล้าง “มลทินมัวหมอง” ด้วยเหตุนี้ การกันความผิดมาตรา 112 ออกไปตั้งแต่ต้นย่อมทำให้ผู้กระทำความผิดประเภทนี้ ไม่ได้รับการรับรองผ่านชุดความหมายดังกล่าวไปพร้อมกัน
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง กฎหมายมิได้เขียนไว้ตรง ๆ ว่า ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 112 เป็นผู้ “ไม่บริสุทธิ์” “มีเจตนาชั่วร้าย” หรือกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่โครงสร้างของกฎหมายกลับสร้างความแตกต่างระหว่างผู้กระทำความผิดสองกลุ่มอย่างชัดเจน กลุ่มหนึ่งได้รับการมองย้อนกลับไปใหม่ว่า การกระทำที่เคยเป็นความผิดนั้นแท้จริงแล้วอาจเป็นผลจากความขัดแย้งทางการเมืองและการใช้เสรีภาพ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งอย่างผู้ถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ไม่ได้ถูกมองด้วยสายตาดังกล่าว
ดังนั้น นอกเหนือจากการกำหนดว่าใคร “ได้” หรือ “ไม่ได้” รับนิรโทษกรรม ข้อยกเว้นดังกล่าวใน พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ ยังเป็นกลไกซึ่งทำหน้าที่ลากเส้นแบ่งเชิงศีลธรรมและการเมือง ว่าใครสามารถถูกนับรวมอยู่ในเรื่องเล่าของการปรองดองได้ ใครสามารถได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เห็นต่างทางการเมืองซึ่งควรได้รับโอกาสกลับคืนสู่สังคม ใครยังคงต้องดำรงสถานะนักโทษหรือจำเลยต่อไป
ที่สำคัญกว่านั้น เมื่อกฎหมายเชื่อมการนิรโทษกรรมเข้ากับการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน สิทธิพลเมือง และการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การยกเว้นมาตรา 112 ก็ไม่ได้มีผลเพียงทำให้ผู้ต้องคดีประเภทนี้อยู่นอกขอบเขตของการนิรโทษกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องการจัดวางให้พวกเขาต้องอยู่นอกพื้นที่ของการเคารพสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นนัยยะของการลดทอนความเป็นมนุษย์ (dehumanization) ในเชิงการเมือง เป็นการทำให้ความเจ็บปวดและศักดิ์ศรีของพวกเขาไม่ได้รับการนับรวมอยู่ในความห่วงใยเดียวกับบุคคลอื่นที่กฎหมายเลือกนำกลับเข้าสู่กระบวนการปรองดอง พร้อมถูกผลักไสให้ต้องไปอยู่ ณ ชายขอบของวงศีลธรรมและการเมืองที่กฎหมายกำลังสร้างขึ้น
เพราะฉะนั้น จะเห็นว่า กฎหมายไม่ได้จะบอกแค่ว่า ใครบ้างที่สมควรได้รับการนิรโทษกรรมและให้อภัย แต่เป็นประเด็นที่ว่า ใครจะมีสิทธิได้รับการนับว่าเป็น “คู่ขัดแย้งทางการเมือง” ที่สังคมพร้อมจะอยู่ร่วมด้วย และใครถูกกันออกจากสมการแห่งสันติสุขนั้นเสียตั้งแต่ต้น
.
.
รัฐไทยสร้างสันติสุขแบบใด: ฉากหน้าที่เป็นอยู่ และการถอยห่างจากสิ่งที่ควรจะเป็น
กลับมาที่คำถามตั้งต้นว่า พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 กำลังสร้าง “สันติสุข” แบบใด ภาพที่ปรากฏอาจมีความย้อนแย้งอยู่ไม่น้อย
ด้านหนึ่ง กฎหมายประกาศความปรารถนาที่จะยุติผลพวงของความขัดแย้ง พาผู้คนกลับมาอยู่ร่วมกันด้วยความสมัครสมานสามัคคี และท้ายที่สุดให้คนในชาติ “ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นหนึ่งเดียว” แต่อีกด้านหนึ่ง กลไกที่กฎหมายเลือกใช้กลับมิได้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายถูกจัดวางเสียใหม่อย่างเสมอกัน ความขัดแย้งบางประเภทสามารถถูกนำกลับมาอธิบายว่าเป็นผลจากการใช้เสรีภาพและความเห็นต่างทางการเมือง จนผู้กระทำสมควรได้รับการล้างมลทินและกลับคืนสู่สังคม ขณะที่ความขัดแย้งอีกประเภทหนึ่ง โดยเฉพาะการแสดงออกที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 กลับไม่ได้รับการยอมรับ
ในความหมายนี้ ฉากหน้าของ “สันติสุข” ที่กฎหมายสร้างขึ้น จึงยังเป็นสันติสุขที่คู่ขัดแย้งบางฝ่ายดำรงอยู่ต่อกันภายใต้ตรรกะของความเป็นศัตรู (antagonistic peace) ทั้งนี้ ไม่ใช่เพราะกฎหมายใช้คำว่า “ศัตรู” เรียกบุคคลเหล่านั้นอย่างตรงไปตรงมา แต่เพราะกลไกของการปรองดองหยุดลงก่อนที่จะนำความขัดแย้งบางประเภทกลับเข้ามาอยู่ในพื้นที่ทางการเมืองร่วมกัน คนกลุ่มหนึ่งได้รับการยอมรับย้อนหลังว่าเป็นผู้เห็นต่างทางการเมือง ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเป็นเสมือนผู้บั่นทอนความปรองดองและความสามัคคีจึงต้องรับโทษต่อไป2
จุดนี้ทำให้เห็นความแตกต่างสำคัญระหว่างสันติสุขที่ปรากฏเพียงการทำให้ความขัดแย้งเงียบลง กับ สันติสุขที่ทำงานเปลี่ยนแปลงหยั่งลึกไปถึงความสัมพันธ์ของคู่ขัดแย้ง สันติสุขแบบแรกอาจทำให้ความขัดแย้งบางส่วนหายไปจากพื้นที่สาธารณะ ทำให้จำนวนคดีลดลง หรือสร้างภาพว่าสังคมไทยกำลังก้าวข้ามความแตกแยกและทิ้งให้อดีตอยู่ข้างหลัง แต่ปัญหาคือ ตราบใดที่คู่ขัดแย้งบางกลุ่มไม่ได้อยู่ในสมการของสันติสุขในสังคม ความเป็นศัตรูและการแตกแยกก็ย่อมดำรงอยู่ และมีเพียงผ้าคลุมของกฎหมายปกปิดไว้เท่านั้น
กฎหมายจึงก่อร่างสังคมที่มีสันติสุข แต่ความเป็นศัตรูยังคงไม่เลือนลางหายไป เหมือนรอยแตกแยกของผนังซีเมนต์ที่ได้รับการเยียวยาด้วยการทาสีทับลงไป เพื่อปกปิด ทั้ง ๆ ที่รอยร้าวและความเปราะบางระดับโครงสร้างไม่ได้ถูกแก้ไขใด ๆ
กรอบคิด “สันติภาพที่ยอมรับความขัดแย้ง” (agonistic peace) เสนอภาพที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง สำหรับ Chantal Mouffe นักปรัชญาและนักทฤษฎีการเมืองชาวเบลเยียม ภารกิจของประชาธิปไตยมิใช่การกำจัดความขัดแย้ง เพราะการเป็นศัตรูคู่ตรงข้ามและความไม่ลงรอยกันในสังคม หาใช่สิ่งที่ผิดแปลกและต้องถอนรากถอนโคนออกจากสังคมและการเมืองเสมอไป
สิ่งที่ประชาธิปไตยสามารถทำได้คือเปลี่ยนรูปของความขัดแย้งจาก antagonism หรือความสัมพันธ์ระหว่าง “ศัตรู” ซึ่งต่างฝ่ายต่างตั้งคำถามต่อความชอบธรรมในการดำรงอยู่ของอีกฝ่าย ไปเป็น agonism หรือความสัมพันธ์ระหว่าง “คู่ขัดแย้ง” ซึ่งยังต่อสู้กันอย่างจริงจัง แต่อยู่ภายในพื้นที่เชิงสัญลักษณ์และกติกาทางการเมืองร่วมกัน
Mouffe จึงสรุปภารกิจของการเมืองประชาธิปไตยไว้ตรงไปตรงมาว่า เป็นการเปลี่ยน antagonism into agonism ที่พัฒนาต่อมาก็วางเป้าหมายไว้ที่การทำให้ “อดีตศัตรู” สามารถมองเห็นกันและกันเป็นคู่แข่งหรือคู่ขัดแย้งซึ่งมีสิทธิเรียกร้อง โต้แย้ง และแข่งขันกันต่อไป โดยไม่มองอีกฝ่ายเป็นเป้าหมายที่จะต้องถูกกำจัด
พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ ของไทยที่ตราออกมา อาจเป็นสัญลักษณ์ของการถอยห่างจากสันติภาพที่ควรเป็นในกรอบ “สันติภาพที่ยอมรับความขัดแย้ง” กล่าวคือ สังคมที่สันติสุขต้องไม่ปฏิเสธความแตกต่างเพื่อจะอยู่ร่วมกัน ความไม่เห็นพ้องมิได้เป็นหลักฐานว่าสันติภาพล้มเหลว ตรงกันข้าม การต่อสู้ทางการเมืองร่วมกันต่างหากที่เป็นส่วนหนึ่งของสันติภาพ3
ดังนั้น การสถาปนาสันติสุขย่อมต้องคงไว้ซึ่งความขัดแย้งที่ไม่ใช้ความรุนแรง ความแตกต่างหลากหลายที่อาจไม่เห็นพ้องต้องกัน พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้คู่ขัดแย้งทางการเมือง สามารถโต้แย้ง และแข่งขันกันต่อไปได้ภายในพื้นที่ปลอดภัย โดยต่างฝ่ายต่างยอมรับสิทธิและความชอบธรรมในการดำรงอยู่ของอีกฝ่าย
.
.
ความขัดแย้งไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือการกดทับมันไว้ด้วยอุดมคติของ “เอกภาพ”
ตามกรอบคิดเรื่องสันติภาพที่ยอมรับความขัดแย้ง จะเน้นให้เห็นว่า ปัญหาของการสร้างสรรค์สังคมประชาธิปไตยอยู่ที่ “สังคมนั้นจัดการกับความเห็นต่างอย่างไร” ความขัดแย้งทางการเมืองไม่ใช่อาการผิดปกติที่ต้องหมดสิ้นไป ผู้คนย่อมมีผลประโยชน์และจินตนาการถึงสังคมในอุดมคติที่แตกต่างกันอยู่เสมอ
Mouffe จึงย้ำว่า ประชาธิปไตยที่ทำงานได้จำเป็นต้องมีทั้งฉันทามติและความไม่เห็นพ้อง ฉันทามติอาจจำเป็นในระดับกติกาพื้นฐาน แต่ต้องไม่ถูกยกระดับจนกลายเป็นข้ออ้างให้ความแตกต่างทางการเมืองหายไป เพราะการเผชิญหน้าระหว่างทางเลือกทางการเมืองที่แตกต่างกันต่างหากที่ทำให้ประชาธิปไตยยังมีชีวิต
ด้วยเหตุนี้ คำว่า “สลายขั้วทางการเมือง” (depolarization) จึงต้องถูกใช้ด้วยความระมัดระวัง กล่าวคือ การสลายขั้วต้องเปิดทางให้คู่ขัดแย้งกลับมายอมรับกันในฐานะผู้ที่มีสิทธิอยู่ในพื้นที่การเมืองเดียวกันอย่างเสมอภาค เพื่อลดความเกลียดชังและมุมมองที่เห็นอีกฝ่ายมีศัตรู
ในทางกลับกัน หากกระบวนการ “สลายขั้ว” สร้างผลลัพธ์ให้ความแตกต่างทางการเมืองลดน้อยถอยลง ผลักประเด็นความขัดแย้งออกจากพื้นที่สาธารณะ หรือแม้กระทั่งสร้างแรงกดดันให้ผู้คนกลับมาเห็นพ้องกันภายใต้อุดมคติของ “ความเป็นหนึ่งเดียว” ปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ แทนที่จะสลายความเป็นศัตรู กลับเป็นการสลายพื้นที่แห่งการอยู่ร่วมกันลงไป4
Mouffe วิจารณ์การเมืองแบบ “ฉันทามติที่ศูนย์กลาง” ที่พยายามจัดการความเห็นต่างให้ออกไปจากระบบสังคมการเมืองไว้ว่า เมื่อความแตกต่างระหว่างทางเลือกทางการเมืองถูกทำให้เลือนหาย การเมืองย่อมสูญเสียความสามารถในการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนรู้สึกว่าตนสามารถเลือกหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้ และอาจนำไปสู่ความไม่พอใจหรือความแปลกแยกจากการเมือง แล้วการหันไปหาทางเลือกที่ต่อต้านระเบียบเดิมมากขึ้น5
ตรงนี้เอง อุดมคติเรื่องเอกภาพทางสังคมย่อมสร้างภาวะตีบตันแก่เสรีภาพในการแสดงออกอย่างรุนแรง เมื่อความสงบพ่วงมากับการลดเสียงขัดแย้งหรือเสียงที่ตั้งคำถามต่อโครงสร้าง สถาบัน หรือสิ่งซึ่งถูกถือว่าเป็นแกนกลางของ “ความเป็นหนึ่งเดียว” ก็จะตกเป็นผู้ร้ายของกระบวนการสร้างความปรองดอง การจำกัดการแสดงออกอาจถูกอ้างว่าเป็นไปเพื่อรักษาความสงบและสันติสุข แทนที่จะนับเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพทางการเมือง ทั้งที่ในวรรณกรรมเรื่องประชาธิปไตยทั้งหลาย เสรีภาพในการแสดงออกนับเป็นสิทธิทางการเมืองพื้นฐาน และการจำกัดสิทธิเหล่านี้ถือเป็นหนึ่งในรูปแบบการถดถอยทางประชาธิปไตยที่เห็นได้อย่างเด่นชัดที่สุด6
ผลที่น่ากังวลกว่านั้นคือ การถดถอยทางประชาธิปไตยในโลกปัจจุบันมักไม่ได้เกิดขึ้นผ่านการรัฐประหารหรือการยกเลิกรัฐธรรมนูญอย่างฉับพลัน แต่อาจเกิดขึ้นทีละน้อยผ่านกลไกกฎหมายและสถาบัน ซึ่งคอยรักษารูปลักษณ์ของความชอบด้วยกฎหมายแก่การทำลายเสรีภาพและขจัดความเห็นต่าง
Nancy Bermeo เรียกลักษณะหนึ่งของกระบวนการนี้ว่า executive aggrandizement ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้มีอำนาจลดทอนกลไกตรวจสอบและทำให้ฝ่ายค้านหรือพลังที่ท้าทายอำนาจอ่อนแรงลง ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางสถาบันที่ดูเสมือนดำเนินไปตามช่องทางกฎหมาย7
เช่นเดียวกับ Anna Lührmann และ Staffan Lindberg ที่ชี้ไปในทำนองเดียวกันว่า การถดถอยทางประชาธิปไตยในระลอกปัจจุบันจำนวนมากดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใต้ “ฉากหน้าทางกฎหมาย” โดยสถาบันประชาธิปไตยอาจไม่หายไปในทันที แต่ทว่าคุณลักษณะของประชาธิปไตย เช่น “ความแตกต่างหลากหลาย” ถูกกัดกร่อนลงไปเรื่อย ๆ8
ฉะนั้น ปัญหาของอุดมคติเรื่อง “เอกภาพ” ไม่ได้จะโจมตีเรื่องความสามัคคีและการปรองดอง แต่เอาเข้าจริงคือ ปัญหามักอยู่ที่ว่า ใครเป็นผู้กำหนดเนื้อหาของความเป็นหนึ่งเดียวนั้น และต้องแลกมาด้วยการทำให้ความแตกต่างประเภทใดเงียบลง แทนที่จะวัดจากความสามารถของสังคมในการรองรับเสียงที่แตกต่าง ความเป็นหนึ่งเดียวหรือเอกภาพแบบดันทุรังก็เป็นเสมือนเนื้อนาดินที่ไม่มีสารอาหารให้ประชาธิปไตยได้งอกเงย เพราะขาดซึ่งการยอมรับความเห็นต่าง เสรีภาพหดหาย โดยมีศัพท์แสงทางกฎหมายที่คอยให้ความชอบธรรม
นี่คือเหตุผลที่ agonistic peace เสนอทิศทางเกือบตรงกันข้าม กล่าวคือ สันติภาพไม่ควรถูกสร้างขึ้นด้วยการปิดฉากหรือกลบเกลื่อนความขัดแย้งและความแตกต่าง แต่ต้องสร้างสถาบันและพื้นที่ที่ทำให้ความขัดแย้งสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง ตลอดจนรักษาความหลากหลายและการไม่เห็นพ้องเอาไว้เป็นหัวใจของความสัมพันธ์ในระบบสังคมการเมือง มิใช่มุ่งหมายให้ทุกฝ่ายกลับมาเห็นตรงกัน
.
ทิ้งท้าย: การยอมรับความแตกต่างหลากหลาย คือ การสร้างสันติสุขที่ควรจะเป็น
เมื่อกลับมามอง พ.ร.บ.สังคมสันติสุขฯ อีกครั้ง หากพิจารณาเฉพาะฉากหน้า กฎหมายฉบับนี้ย่อมมีความหมายต่อการคลี่คลายผลพวงจากความขัดแย้งทางการเมืองอยู่ไม่น้อย อย่างน้อยที่สุด การนิรโทษกรรมก็ทำให้รัฐยอมรับว่า บุคคลจำนวนหนึ่งซึ่งเคยถูกดำเนินคดีมิได้สมควรถูกมองในฐานะอาชญากรอย่างตายตัว เพราะการกระทำของพวกเขาเกิดขึ้นท่ามกลางบริบทของความขัดแย้งและการแสดงออกทางการเมือง กฎหมายจึงเปิดพื้นที่ให้คนบางกลุ่มพ้นจากความรับผิดและกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่บทความนี้พยายามชี้ให้เห็นมาตลอดอยู่ตรงที่ ประตูแห่งการปรองดองดังกล่าวไม่ได้ถูกเปิดให้กับทุกความขัดแย้งอย่างเสมอกัน โดยเฉพาะเมื่อข้อหาตามมาตรา 112 ถูกกันออกจากกระบวนการนิรโทษกรรม ทั้ง ๆ ที่ เจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติเองก็เชื่อมโยงการนิรโทษกรรมกับการแสดงออกทางการเมืองหรือสิทธิมนุษยชนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างชัดเจน
หากมองผ่านกรอบสันติภาพที่ยอมรับความขัดแย้ง จะพบว่าปัญหาสำคัญของรัฐไทย คือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนหลังการนิรโทษกรรมถูกเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงใด เพราะการสร้างสันติภาพมิใช่เพียงการทำให้คดีบางส่วนหายไป แต่มันต้องเป็นเรื่องการเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เคยมองกันในฐานะศัตรู ให้กลับมาเป็นความสัมพันธ์ระหว่างคู่ขัดแย้งที่แม้จะไม่เห็นพ้องกันอย่างถึงราก แต่ต่างฝ่ายยังยอมรับสิทธิของอีกฝ่ายและดำรงอยู่ในพื้นที่การเมืองเดียวกัน
และด้วยเหตุนี้เอง สันติสุขที่ควรเป็น คือ ต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่ผู้คนยังสามารถคิดต่าง พูดต่าง และต่อสู้ทางการเมืองกันได้โดยไม่ถูกขับออกจากประชาคม โดยไม่จำเป็นต้องหมายถึงการทำให้สังคมกลับมา “เป็นหนึ่งเดียว” เสรีภาพในการแสดงออกไม่ใช่อุปสรรคของความปรองดอง และความท้าทายของสังคมไทยก็ไม่ใช่ปัญหาว่าจะ “สลายขั้ว” ทางการเมืองได้หรือไม่ แต่อยู่ที่จะทำอย่างไรให้ “ความเป็นศัตรู” หายไป
ดังนั้น คำถามว่า “สันติสุขกี่โมง?” จึงอาจไม่มีคำตอบเป็นวันหรือเวลาที่แน่นอน สันติสุขไม่ได้เดินทางมาถึงในวันที่ทุกฝ่ายประกาศว่า “ความขัดแย้งจบแล้ว” และไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะกฎหมายสามารถทำให้ปัญหาบางส่วนหายไปจากสายตา สันติสุขย่อมเริ่มต้นขึ้นในวันที่สังคมยอมรับได้ว่า “เราอาจไม่มีวันคิดเหมือนกัน แต่เรายังสามารถอยู่ร่วมกันได้” ยอมรับว่าอีกฝ่ายมีสิทธิที่จะพูดในสิ่งที่เราไม่เห็นด้วย มีสิทธิที่จะตั้งคำถามต่อสิ่งที่เราให้คุณค่า และมีสิทธิที่จะต่อสู้เพื่อสังคมในแบบที่เขาเชื่อ โดยไม่ต้องถูกลดทอนความเป็นมนุษย์หรือถูกคุมขัง
กล่าวถึงที่สุด การสร้างสันติสุขจึงมิใช่การหาพรมผืนใหญ่ขึ้นเพื่อกวาดความขัดแย้งทั้งหมดเข้าไปซ่อนไว้ แต่ต้องเปิดพรมผืนนั้นขึ้นมา แล้วยอมรับว่ารอยร้าวยังอยู่ สร้างสรรค์พื้นที่ให้ผู้คนที่ยืนอยู่คนละฝั่งของรอยร้าวสามารถพูดคุยและไม่เห็นด้วยกันต่อไปได้โดยไม่ต้องทำลายกัน เพราะสันติภาพที่ยั่งยืน คือ สังคมที่ความแตกต่างไม่ทำให้ใครต้องสูญเสียสิทธิที่จะเป็นมนุษย์และเป็นสมาชิกที่เสมอภาคของสังคมนั้น หาใช่สังคมที่ไม่มีความคิดแตกต่างหลากหลายโดยสิ้นเชิง
.
.
อ้างอิงท้ายบทความ
- มาตรา 3 พระราชบัญญัตินี้มิให้มีผลนิรโทษกรรมแก่การกระทำความผิดฐานทุจริตหรือประพฤติมิชอบ การกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และการกระทำความผิดที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 หรือที่เป็นการกระทำความผิดต่อส่วนตัวหรือที่เป็นการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลใดที่มิใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะรายหรือเฉพาะกลุ่ม ↩︎
- Chantal Mouffe, On the Political (London: Routledge, 2005), 20. Mouffe อธิบายว่า antagonism คือความสัมพันธ์ระหว่างศัตรู ขณะที่ agonism คือความสัมพันธ์ระหว่างคู่ขัดแย้งที่ยังยอมรับความชอบธรรมของอีกฝ่าย และเสนอว่าภารกิจของประชาธิปไตยคือการเปลี่ยน antagonism ให้เป็น agonism. ↩︎
- Lisa Strömbom, Isabel Bramsen, and Anne Lene Stein, “Agonistic Peace Agreements? Analytical Tools and Dilemmas,” Review of International Studies 48, no. 4 (2022): 690–92, https://doi.org/10.1017/S0260210522000055. ผู้เขียนเสนอว่า agonistic peace มุ่งเปลี่ยนความสัมพันธ์จาก violent enemy relations ไปสู่ความเคารพระหว่าง adversaries โดยยังคง nonviolent conflict, plurality และ dissensus ไว้ และเน้นว่าการสร้างสันติภาพต้องเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางสังคม มิใช่เพียงยุติข้อขัดแย้งเฉพาะหน้า ↩︎
- Chantal Mouffe, On the Political (London: Routledge, 2005), 20. Mouffe อธิบายว่า agonism คือความสัมพันธ์ที่คู่ขัดแย้งแม้ยอมรับว่าไม่มีคำตอบเชิงเหตุผลที่ทำให้ข้อขัดแย้งยุติลงได้ แต่ยังยอมรับความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้ามในฐานะ adversaries มิใช่ enemies ↩︎
- ibid, 63, 66, 69. หน้า 63 Mouffe วิจารณ์ “consensus at the centre” ว่าทำให้การเมืองสูญเสียการถกเถียงระหว่างทางเลือกที่แท้จริงและสัมพันธ์กับความแปลกแยกทางการเมือง; หน้า 66 กล่าวถึงความต้องการทางเลือกต่อ “stifling consensus”; และหน้า 69 เชื่อมความนิยมของพรรคต่อต้านระบบกับการที่พรรคกระแสหลักไม่สามารถเสนอทางเลือกทางการเมืองที่มีความหมายได้ ↩︎
- Elisabeth Bakke and Nick Sitter, “The EU’s Enfants Terribles: Democratic Backsliding in Central Europe since 2010,” Perspectives on Politics 20, no. 1 (2022): 23. ↩︎
- Nancy Bermeo, “On Democratic Backsliding,” Journal of Democracy 27, no. 1 (2016): 10–11. Bermeo อธิบาย executive aggrandizement ว่าเป็นกระบวนการที่ฝ่ายบริหารซึ่งมาจากการเลือกตั้งค่อย ๆ ลดทอนกลไกตรวจสอบและจำกัดศักยภาพของฝ่ายค้านผ่านการเปลี่ยนแปลงเชิงสถาบันซึ่งมักดำเนินไปตามช่องทางทางกฎหมาย ↩︎
- Anna Lührmann and Staffan I. Lindberg, “A Third Wave of Autocratization Is Here: What Is New about It?,” Democratization 26, no. 7 (2019): 1104–5. ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่า การถดถอยของประชาธิปไตยร่วมสมัยจำนวนมากเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปภายใต้ “legal façade” โดยผู้มีอำนาจเข้าถึงอำนาจผ่านช่องทางที่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อนค่อย ๆ ลดทอนคุณลักษณะของประชาธิปไตย ↩︎
.



