5 ผู้ต้องขังการเมืองถูกย้ายเรือนจำอีก – ด้าน กสม. ออกความเห็นการย้ายไปบางขวางเมื่อปี 2568 เป็นการละเมิดสิทธิ ไม่ได้สัดส่วนกับโทษ

จากสถานการณ์ผู้ต้องขังทางการเมือง ปี 2569 ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม มีการโยกย้ายเรือนจำผู้ต้องขังจำนวน 5 ราย ได้แก่ พรชัย วิมลศุภวงศ์, ไพฑูรย์, “มาร์ค” ขจรศักดิ์, “บาส” ประวิตร และ ทิวากร วิถีตน โดยมีเพียงไพฑูรย์ที่คดียังระหว่างอุทธรณ์คำพิพากษา ในขณะผู้ต้องขังอื่นคดีสิ้นสุดลงแล้ว

ในผู้ต้องขังทั้ง 5 ราย สามารถจำแนกตามข้อหาเป็นคดีมาตรา 112 จำนวน 2 ราย และคดีที่เกี่ยวเนื่องกับระเบิดหรือวางเพลิงในพื้นที่ชุมนุม อีกจำนวน 3 ราย ซึ่งถูกจำแนกไปยังเรือนจำต่าง ๆ รวม 4 เรือนจำ ได้แก่ เรือนจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน, เรือนจำกลางบางขวาง, เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา และ เรือนจำกลางขอนแก่น การโยกย้ายในระลอกนี้ มีทั้งกรณีการโยกย้ายผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุด และกรณีที่ผู้ต้องขังต้องการย้ายไปยังพื้นที่ภูมิลำเนา 

การโยกย้ายครั้งนี้ ยังคงส่งผลกระทบในหลาย ๆ ด้าน พบว่า ผู้ต้องขังหลายคนประสบปัญหากับสภาพเรือนจำที่แออัด อาหารไม่สะอาดและไม่มีคุณภาพ ตลอดจนการจำกัดสิทธิทนายความในการเข้าเยี่ยมบางแห่ง

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยังได้ออกความเห็นกรณีการย้ายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีไปขังรวมนักโทษเด็ดขาดที่เรือนจำกลางบางขวาง และคุมขังในลักษณะเดียวกับนักโทษเด็ดขาดในคดีอุกฉกรรจ์ที่มีโทษสูง เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้ต้องขังที่คดีชั้นฎีกาถึงที่สุดแล้ว อันไม่ได้สัดส่วนกับอัตราโทษ และไม่สอดคล้องกับหลักการสันนิษฐานบุคคลว่าเป็นผู้บริสุทธิ์

.

“พรชัย” ถูกย้ายจากเชียงใหม่ไปแม่ฮ่องสอน: ทนายความเข้าเยี่ยมไม่ได้ เรือนจำอ้างคดีถึงที่สุด

พรชัย ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. 2567 หลังจากถูกศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาลงโทษจำคุกรวม 12 ปีในคดีมาตรา 112 กรณีถูกกล่าวหาจากการโพสต์เฟซบุ๊ก 4 ข้อความ เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 2569 เขาถูกย้ายตัวจากเรือนจำกลางเชียงใหม่ ไปที่เรือนจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดที่เป็นภูมิลำเนา ตามความประสงค์ที่จะขอย้ายเรือนจำ และทางเรือนจำก็มีนโยบายระบายความแออัดของผู้ต้องขัง

หลังจากถูกย้ายตัวเมื่อปลายเดือน พ.ค. 2569 ทนายความสามารถเข้าเยี่ยมพรชัยที่เรือนจำจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้ โดยรวมแล้วเขาบอกว่าตัวเองสามารถปรับตัวกับเรือนจำใหม่ได้ สภาพเรือนจำไม่ได้แออัดมาก มีสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่ดีกว่าที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ แต่ที่นี่มีปัญหาเรื่องน้ำที่ไม่ค่อยสะอาดและอาหารที่เน่าเสีย

ต่อมา ในการเข้าเยี่ยมเมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 2569 ทางเจ้าหน้าที่ของเรือนจำแจ้งว่าไม่อนุญาตให้ทนายความเข้าเยี่ยมพรชัย โดยอ้างว่าคดีของเขาถึงที่สุดแล้ว แม้ทางทนายความยืนยันว่าพรชัยยังมีคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการชุมนุมเมื่อปี 2564 อยู่อีก 2 คดี แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังยืนยันไม่อนุญาตให้เยี่ยม และไม่ให้แบบฟอร์มสำหรับการกรอกขออนุญาตเข้าเยี่ยมแต่อย่างใด  

ประเด็นการไม่อนุญตให้ทนายความเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังที่คดีถึงที่สุดแล้ว ยังเป็นประเด็นปัญหาต่อเนื่องในบางเรือนจำ และไม่ใช่เพียงกรณีผู้ต้องขังทางการเมืองเท่านั้น โดยวิธีปฏิบัติดังกล่าวต่างกันไปในแต่ละเรือนจำ 

.

“ไพฑูรย์” ถูกย้ายไปที่เรือนจำกลางบางขวาง แม้ยังรอคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีกคดี

ไพฑูรย์ ผู้ต้องขังในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับวัตถุระเบิดในพื้นที่ชุมนุม เขาถูกดำเนินคดีรวม 2 คดี โดยเป็นคดีของศาลอาญา เหตุใช้วัตถุระเบิด และคดีของศาลจังหวัดนนทบุรี เหตุจัดทำและมีวัตถุระเบิดในครอบครอง

เขาถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566 หลังถูกศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุก 33 ปี 12 เดือน ต่อมา วันที่ 31 มี.ค. 2569 เขาถูกย้ายจากเรือนจำกลางคลองเปรม ไปคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง โดยเจ้าหน้าที่เรือนจำไม่ได้ให้ชี้แจงถึงสาเหตุการโยกย้ายโดยอ้างว่าเป็นมาตรการเพื่อความปลอดภัย ทั้งที่ขณะนั้น คดีทั้งสองคดียังไม่ถึงที่สิ้นสุด

จนวันที่ 9 มิ.ย. 2569 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาในคดีของศาลจังหวัดนนทบุรี คดีจึงเป็นอันสิ้นสุด โดยศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุก 8 ปี โดยไม่รอการลงโทษ ปัจจุบันเขาถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 9 เดือนเศษ ยังรอคำพิพากษาชั้นอุทธรณ์ในอีกคดีหนึ่ง

.

“ขจรศักดิ์-ประวิตร” ถูกย้ายไปอยุธยา ประสบปัญหาเรือนจำแออัด อาหารไม่เป็นไปตามหลักโภชนาการ

ขจรศักดิ์ ถูกคุมขังมาตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค. 2568 หลังจากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนลงโทษจำคุก 11 ปี 6 เดือน กรณีถูกกล่าวหาว่าปาระเบิดปิงปอง และวางเพลิงป้อมจราจรที่แยกพญาไท ในช่วงหลังการชุมนุม #ม็อบ30กันยา64 ปัจจุบันเขาถูกคุมขังมาแล้ว 2 ปี 10 เดือนเศษ 

สำหรับประวิตร ถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 11 ก.ค. 2566 หลังศาลอาญามีคำพิพากษาจำคุก 6 ปี 4 เดือน ในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าวางเพลิงป้อมตำรวจจราจร ภายหลังการชุมนุม #ม็อบ10สิงหา เมื่อปี 2564 และไม่ได้ประกันตัวหลังจากนั้นเรื่อยมาจนกระทั่งศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้โทษเป็นคงจำคุก 6 ปี 

ตั้งแต่เข้าเรือนจำในปี 2566 ขจรศักดิ์และประวิตรถูกขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนถูกย้ายตัวครั้งแรกในปี 2568 ไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม  ต่อมาทั้ง 2 คนได้ตัดสินใจยุติการต่อสู้คดี ทำให้คดีสิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์และมีสถานะเป็นผู้ต้องขังคดีสิ้นสุดแล้ว ทำให้เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2569 ทั้งสองคนถูกย้ายตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางพระนครศรีอยุธยา

ในวันที่ 7 พ.ค. 2569 ทนายความได้เข้าเยี่ยม ทั้งสองพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เมื่อตอนที่ถูกย้ายมาไม่มีของใช้ส่วนตัวติดตัวมาเลย สภาพความเป็นอยู่แออัด นอนติดกันแน่น ขจรศักดิ์เล่าว่าเหมือนนอนในโลงมัมมี่ อาหารเหมือนกับข้าวผสมน้ำ มีแค่เนื้อชิ้นเล็ก ๆ 

.

“ทิวากร”: จดหมายร้องเรียงการถูกดำเนินคดี ม.112 ถึง UN ถูกปัดตก – เรือนจำกลางขอนแก่นยังไม่ดำเนินเรื่อง 10 รายชื่อญาติที่มีสิทธิเข้าเยี่ยม

ทิวากร ถูกคุมขังมาตั้งแต่ถูกคุมขังในคดีมาตรา 112 ตั้งแต่วันที่ 14 ส.ค. 2567 เป็นเวลา 1 ปี 10 เดือนกว่าแล้ว หลังศาลอุทธรณ์ภาค 4 กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เคยยกฟ้อง และลงโทษจำคุกรวม 6 ปี ซึ่งต่อมา ศาลฎีกามีคำพิพากษายืน เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 ทำให้คดีของเขาสิ้นสุดลง

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2569 ทิวากรถูกย้ายจากทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ไปที่เรือนจํากลางขอนแก่น เนื่องจากคดีถึงที่สุดแล้ว ทิวากรเขียนจดหมายออกมาในช่วงต้นเดือน มิ.ย. 2569 เล่าว่า ก่อนหน้านี้ (4 มิ.ย. 2569) เขาพบว่ารายชื่อญาติ 10 คน ที่สามารถเข้าเยี่ยมได้ยังไม่ถูกย้ายเข้าสู่ระบบของเรือนจำ

ต่อมาวันที่ 25 มิ.ย. 2569 ทิวากรแจ้งว่าเรือนจำกลางขอนแก่นก็ยังคงไม่ได้ดำเนินการเรื่อง 10 รายชื่อของเขาเช่นเดิม ทนายจึงขอให้เขาไปคุยกับเจ้าหน้าที่อีกรอบหนึ่ง

นอกจากนี้ ทิวากรเล่าว่าจดหมาย 1 ฉบับที่เขาเขียนถึงแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลไม่ได้รับอนุญาตจากผู้คุมให้ส่งออกไป โดยเขาเปิดเผยว่าจดหมายฉบับนั้นมีเนื้อหาถึงสหประชาชาติ (UN) โดยอยากร้องเรียนการถูกกระทำที่ไม่เป็นธรรมจากการถูกดำเนินคดีในมาตรา 112 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เรียกเขาไปคุย และให้เขาเขียนจดหมายฉบับใหม่โดยขอให้ปรับเนื้อหาให้อ่อนลง จึงจะอนุญาตให้ส่งออกมาได้

.

กสม. ตรวจสอบกรณีย้ายเรือนจำผู้ต้องขังปี 2568 เห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิ ปฏิบัติกับผู้ต้องขังที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี เสมือนคดีสิ้นสุดแล้ว

ขณะเดียวกัน วันที่ 25 มิ.ย. 2569 ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เผยแพร่ความเห็นกรณีตรวจสอบการย้ายผู้ต้องขังทางการเมืองไปยังเรือนจำกลางบางขวาง ในช่วงปี 2568 โดยเห็นว่าผู้ต้องขังที่คดียังไม่ถึงที่สุดย่อมได้รับความคุ้มครองตามหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ และต้องได้รับการปฏิบัติแตกต่างจากผู้ต้องขังเด็ดขาด ดังนั้น การดำเนินการใด ๆ ของเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐต่อผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดีจะต้องสอดคล้องกับหลักการดังกล่าวด้วย

ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบปรากฏว่า กรมราชทัณฑ์มีนโยบายให้ย้ายผู้ต้องขังเพื่อแยกผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีออกจากนักโทษเด็ดขาด โดยดำเนินการทั่วประเทศ และเริ่มดำเนินการที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเป็นแห่งแรก กรมราชทัณฑ์กำหนดหลักเกณฑ์ให้ผู้ต้องขังที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และผู้ต้องขังที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว แม้อยู่ระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา ให้ถือว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องย้ายออกไปยังเรือนจำหรือทัณฑสถานอื่น ๆ 

ส่วนเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครให้ใช้คุมขังผู้ต้องขังคดีทั่วไปที่มีอัตราโทษไม่เกิน 15 ปี ทั้งที่อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ระหว่างพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น และระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา ส่วนผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์ – ฎีกา แต่มีอัตราโทษเกิน 15 ปี ซึ่งเกินอำนาจการควบคุมของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร จะขออำนาจศาลย้ายผู้ต้องขังกลุ่มนี้ไปเรือนจำกลางคลองเปรมที่อยู่ใกล้เคียงเป็นลำดับแรก หากเกินความจุของเรือนจำกลางคลองเปรมแล้วจึงจะพิจารณาย้ายไปเรือนจำแห่งอื่นแทน

.

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า การตีความของกรมราชทัณฑ์ตามแนวนโยบายใหม่ที่ให้ถือว่าผู้ต้องขังระหว่างการอุทธรณ์หรือฎีกาไม่ถือเป็น “ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี” ทำให้ผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าวจำนวนหนึ่งถูกนำไปควบคุมในเรือนจำเดียวกับนักโทษเด็ดขาดในคดีอุกฉกรรจ์ที่มีโทษสูง โดยที่การย้ายผู้ต้องขังระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกาตามคำร้องนี้ไปคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวางรวมกับนักโทษเด็ดขาด ทำให้ผู้ต้องขังได้รับสิทธิประโยชน์บางประการน้อยลงจากที่เคยได้รับเมื่อครั้งถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เช่น การได้รับการเยี่ยม จึงเป็นการปฏิบัติเสมือนเป็นผู้ต้องขังที่คดีชั้นฎีกาถึงที่สุดแล้ว อันไม่ได้สัดส่วนกับอัตราโทษ และไม่สอดคล้องกับหลักการสันนิษฐานบุคคลว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ที่รัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศให้ความคุ้มครองไว้ 

การดำเนินนโยบายย้ายผู้ต้องขังจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไปเรือนจำกลางบางขวางของกรมราชทัณฑ์ตามคำร้องนี้จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ดี ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์ได้ทบทวนแนวนโยบายดังกล่าวและเริ่มแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว โดยจะเร่งย้ายผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีที่ถูกย้ายไปเรือนจำกลางบางขวางกลับไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครต่อไป


X